อันวาร์ สาและ อดีต ส.ส.ปัตตานี พรรคประชาธิปัตย์ ที่ย้ายมาสังกัดพรรคพลังประชารัฐ กล่าวตำหนิ นิพนธ์ บุญญามณี ส.ส.สงขลา และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กรณีขึ้นเวทีปราศรัย จ.พัทลุง เมื่อ 4 มี.ค. 2566 แล้วล้อเลียนท่าทางการเดินของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ
โดยอันวาร์ ระบุว่า การที่รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์พูดว่า “หัวหน้าพรรคหนึ่ง อยากจะเป็นนายกฯ แต่เดินก็เดินไม่ไหว” แล้วก็ทำท่าเดินเซ ถึงไม่เอ่ยชื่อ ก็เป็นที่ทราบดีว่าหมายถึง พล.อ.ประวิตร ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม เป็นการเล่นการเมืองที่ล้าหลัง สมควรถูกประณาม ไม่คิดว่าผู้ใหญ่ระดับรองหัวหน้าพรรคเก่าแก่ จะยังหาเสียงด้วยการบูลลี่ด้อยค่าคนอื่น
โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน การบูลลี่รูปร่าง หน้าตา บุคลิกลักษณะของคนอื่น เป็นเรื่องน่ารังเกียจ ไม่ใช่เฉพาะสังคมไทยแต่นานาชาติต่างก็ต่อต้านคนที่มีพฤติกรรมดังกล่าว เพราะสะท้อนจิตใต้สำนึกของผู้นั้น ว่าชอบดูถูกเหยียดหยามคนอื่นให้อับอาย ยิ่งคนที่กล้าพูดบูลลี่ผู้อื่นต่อหน้าคนเป็นพัน ๆ โดยไม่ละอายใจก็ยิ่งสะท้อนตัวตน อย่างที่โบราณว่า ‘สำเนียงส่อภาษา กริยาส่อสกุล’
“จริงอยู่ว่า พล.อ.ประวิตร อาจจะเดินไม่คล่องแคล่วเหมือนคนหนุ่มสาว แต่ก็ไม่ได้กระทบต่อประสิทธิภาพการทำงาน ทุกคนต่างก็เห็นว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตร ทำหน้าที่รองนายกฯ ไม่เคยบกพร่อง เดินทางไปตรวจราชการทั่วประเทศ ตอนที่ทำหน้าที่รักษาราชการแทนนายกฯ ก็ได้รับเสียงชื่นชมอย่างมาก ตรงกันข้ามกับคำพูดของนายนิพนธ์” อันวาร์ กล่าว
อันวาร์ กล่าวต่อว่า ตนก็อยู่พรรคประชาธิปัตย์มานาน เป็น ส.ส. ปัตตานี มา 4 สมัย ได้สัมผัสผู้หลักผู้ใหญ่ของพรรคมาหลายคน อีกทั้งตนก็เคยเสนอแนะและท้วงติงพรรคในหลายเรื่อง แต่ไม่เป็นผล จนมาวันนี้ พรรคประชาธิปัตย์เป็นอย่างที่เห็น หรือว่าจะถึงยุคตกต่ำแล้วจริง ๆ ตามที่สื่อมวลชนและกระแสสังคมพากันวิจารณ์
นอกจากนั้น ยังมีกรณีของนายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส. นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ และยังเป็นรองเลขาธิการพรรค ปราศรัยดูแคลนนายพลกฤษณ์ คล้ายวิตภัทร หรือ ดร.บอย ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. พัทลุง พรรคพลังประชารัฐ ว่าจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยทักษิณ ไม่ได้จบจากต่างประเทศเหมือนผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์
อันวาร์ ชี้ว่า คำพูดดังกล่าวเป็นเรื่องที่น่าละอายมาก เพราะมหาวิทยาลัยทักษิณได้ประสาทวิชาความรู้แก่ลูกหลานชาวใต้ รวมทั้งเยาวชนจากภูมิภาคอื่น ๆ มาแล้วจำนวนมาก เพื่อเป็นกำลังสำคัญของชาติ แต่ยังดีที่นายชัยชนะ มีความสำนึกรู้ผิดชอบ รีบไปขอขมาผู้บริหารของสถาบันแล้ว ก็ถือว่าให้อภัยกันได้
“ตนขอตั้งคำถามไปยังนายนิพนธ์ ว่าจะสำนึกผิดเหมือนนายชัยชนะ แล้วเข้าไปขอขมา พล.อ.ประวิตร หรือไม่ ที่ผ่านมาเวลานายนิพนธ์ พบกับ พล.อ.ประวิตร ก็สวัสดีนอบน้อม หรือว่าแค่ทำไปตามมารยาท ไม่ได้เคารพกันด้วยใจจริง เมื่อทำผิดก็ไม่คิดจะมาขอโทษ ถ้าเช่นนั้นก็ไม่เป็นไร สังคมจะได้รับรู้ไว้ แม้ พล.อ.ประวิตร จะไม่ติดใจ แต่สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ โดยเฉพาะผม จะไม่ลืมเรื่องนี้แน่นอน แล้วถ้านายนิพนธ์ คิดว่าจะได้คะแนนจากการบูลลี่คนอื่น ก็คิดผิดแล้ว สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ได้รับคือจะยิ่งสูญเสียคะแนนนิยม โดยเฉพาะจากกลุ่มคนหนุ่มสาว” อันวาร์ กล่าว
อันวาร์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ จึงเปิดเกมแรง ใช้วิธีปราศรัยบูลลี่คนของพรรคพลังประชารัฐ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ หรือจะเป็นเพราะร้อนตัว รู้ว่าคะแนนนิยมเป็นรอง หวั่นว่าจะสูญเสียฐานที่มั่นในภาคใต้ จึงงัดกลยุทธ์ทุกอย่างมาใช้ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็ขอให้เอานโยบายมาสู้กันดีกว่า เพื่อให้ประชาชนตัดสิน ใครเป็นผู้ชนะก็จะมีความสง่างาม ดีกว่าใช้การบูลลี่กัน
โดยอันวาร์ ระบุว่า การที่รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์พูดว่า “หัวหน้าพรรคหนึ่ง อยากจะเป็นนายกฯ แต่เดินก็เดินไม่ไหว” แล้วก็ทำท่าเดินเซ ถึงไม่เอ่ยชื่อ ก็เป็นที่ทราบดีว่าหมายถึง พล.อ.ประวิตร ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม เป็นการเล่นการเมืองที่ล้าหลัง สมควรถูกประณาม ไม่คิดว่าผู้ใหญ่ระดับรองหัวหน้าพรรคเก่าแก่ จะยังหาเสียงด้วยการบูลลี่ด้อยค่าคนอื่น
โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน การบูลลี่รูปร่าง หน้าตา บุคลิกลักษณะของคนอื่น เป็นเรื่องน่ารังเกียจ ไม่ใช่เฉพาะสังคมไทยแต่นานาชาติต่างก็ต่อต้านคนที่มีพฤติกรรมดังกล่าว เพราะสะท้อนจิตใต้สำนึกของผู้นั้น ว่าชอบดูถูกเหยียดหยามคนอื่นให้อับอาย ยิ่งคนที่กล้าพูดบูลลี่ผู้อื่นต่อหน้าคนเป็นพัน ๆ โดยไม่ละอายใจก็ยิ่งสะท้อนตัวตน อย่างที่โบราณว่า ‘สำเนียงส่อภาษา กริยาส่อสกุล’
“จริงอยู่ว่า พล.อ.ประวิตร อาจจะเดินไม่คล่องแคล่วเหมือนคนหนุ่มสาว แต่ก็ไม่ได้กระทบต่อประสิทธิภาพการทำงาน ทุกคนต่างก็เห็นว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตร ทำหน้าที่รองนายกฯ ไม่เคยบกพร่อง เดินทางไปตรวจราชการทั่วประเทศ ตอนที่ทำหน้าที่รักษาราชการแทนนายกฯ ก็ได้รับเสียงชื่นชมอย่างมาก ตรงกันข้ามกับคำพูดของนายนิพนธ์” อันวาร์ กล่าว
อันวาร์ กล่าวต่อว่า ตนก็อยู่พรรคประชาธิปัตย์มานาน เป็น ส.ส. ปัตตานี มา 4 สมัย ได้สัมผัสผู้หลักผู้ใหญ่ของพรรคมาหลายคน อีกทั้งตนก็เคยเสนอแนะและท้วงติงพรรคในหลายเรื่อง แต่ไม่เป็นผล จนมาวันนี้ พรรคประชาธิปัตย์เป็นอย่างที่เห็น หรือว่าจะถึงยุคตกต่ำแล้วจริง ๆ ตามที่สื่อมวลชนและกระแสสังคมพากันวิจารณ์
นอกจากนั้น ยังมีกรณีของนายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส. นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ และยังเป็นรองเลขาธิการพรรค ปราศรัยดูแคลนนายพลกฤษณ์ คล้ายวิตภัทร หรือ ดร.บอย ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. พัทลุง พรรคพลังประชารัฐ ว่าจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยทักษิณ ไม่ได้จบจากต่างประเทศเหมือนผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์
อันวาร์ ชี้ว่า คำพูดดังกล่าวเป็นเรื่องที่น่าละอายมาก เพราะมหาวิทยาลัยทักษิณได้ประสาทวิชาความรู้แก่ลูกหลานชาวใต้ รวมทั้งเยาวชนจากภูมิภาคอื่น ๆ มาแล้วจำนวนมาก เพื่อเป็นกำลังสำคัญของชาติ แต่ยังดีที่นายชัยชนะ มีความสำนึกรู้ผิดชอบ รีบไปขอขมาผู้บริหารของสถาบันแล้ว ก็ถือว่าให้อภัยกันได้
“ตนขอตั้งคำถามไปยังนายนิพนธ์ ว่าจะสำนึกผิดเหมือนนายชัยชนะ แล้วเข้าไปขอขมา พล.อ.ประวิตร หรือไม่ ที่ผ่านมาเวลานายนิพนธ์ พบกับ พล.อ.ประวิตร ก็สวัสดีนอบน้อม หรือว่าแค่ทำไปตามมารยาท ไม่ได้เคารพกันด้วยใจจริง เมื่อทำผิดก็ไม่คิดจะมาขอโทษ ถ้าเช่นนั้นก็ไม่เป็นไร สังคมจะได้รับรู้ไว้ แม้ พล.อ.ประวิตร จะไม่ติดใจ แต่สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ โดยเฉพาะผม จะไม่ลืมเรื่องนี้แน่นอน แล้วถ้านายนิพนธ์ คิดว่าจะได้คะแนนจากการบูลลี่คนอื่น ก็คิดผิดแล้ว สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ได้รับคือจะยิ่งสูญเสียคะแนนนิยม โดยเฉพาะจากกลุ่มคนหนุ่มสาว” อันวาร์ กล่าว
อันวาร์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ จึงเปิดเกมแรง ใช้วิธีปราศรัยบูลลี่คนของพรรคพลังประชารัฐ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ หรือจะเป็นเพราะร้อนตัว รู้ว่าคะแนนนิยมเป็นรอง หวั่นว่าจะสูญเสียฐานที่มั่นในภาคใต้ จึงงัดกลยุทธ์ทุกอย่างมาใช้ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็ขอให้เอานโยบายมาสู้กันดีกว่า เพื่อให้ประชาชนตัดสิน ใครเป็นผู้ชนะก็จะมีความสง่างาม ดีกว่าใช้การบูลลี่กัน




