‘อภิสิทธิ์’ เสนอตัดงบองค์กรอิสระ 10% ‘ศุภชัย’ ร่ายยาวอัด ‘คดีฮั้ว สว.’ ถูกตั้งธงมาแต่แรก

10 ก.ย. 2569 - 19:19

  • ‘อภิสิทธิ์’ เสนอตัดงบองค์กรอิสระ 10% ซัด ‘กกต.’ ไร้ความน่าเชื่อถือ วิกฤตศรัทธาพุ่ง บี้ คดี สว. ฮั้วเลือกตั้ง ส่งศาลฎีกา

  • ‘ศุภชัย’ ร่ายยาวอัดคดีฮั้ว สว.ถูกตั้งธงมาแต่แรก เหน็บ ‘พรรคส้ม’ ไล่งับตามธงดีเอสไอส หวังล้ม

  • ด้าน ‘ทวี’ ลุกแจงไม่เกี่ยวรัฐบาลชุดก่อน

‘อภิสิทธิ์’ เสนอตัดงบองค์กรอิสระ 10% ‘ศุภชัย’ ร่ายยาวอัด ‘คดีฮั้ว สว.’ ถูกตั้งธงมาแต่แรก

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรวาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระ 2 ที่มี เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ในมาตรา 32 องค์กรอิสระ

อภิสิทธิ์.jpg

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เสนอตัดงบประมาณร้อยละ 10 ซึ่งองค์กรอิสระ ถือว่าเป็นองค์กรสำคัญอย่างยิ่งในการเป็นเสาหลักในระบอบประชาธิปไตย การตรวจสอบเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก เพราะถูกจำกัดหลายรูปแบบ เช่น หากใช้อำนาจชี้ขาดแล้ว ไม่สามารถขึ้นศาลปกครองได้

อภิสิทธิ์ อภิปรายต่อว่า การเสนอตัดงบงบประมาณ เป็นเพราะความไม่เชื่อมั่น ไม่เชื่อถือ ซึ่ง กกต. ก็กำหนดตัวชี้วัด คือเรื่องการยอมรับจากทุกฝ่าย โดยสถาบันพระปกเกล้า ได้จัดทำสำรวจความคิดเห็น ความเชื่อมั่นในองค์กรต่างๆ ทางการเมือง ปรากฏว่า หน่วยงานที่ได้รับความเชื่อถือต่ำสุดคือ กกต. และเมื่อเทียบกับผลสำรวจในอดีตก็ลดลง

อภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ความสำคัญที่สุดคือศาล ดังนั้น ต้องกลับมาดูว่าอำนาจของ กกต. ในเรื่องคดีสว. คืออะไร ซึ่งตามกฏหมายหากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า มีการกระทำควรทุจริตให้กรรมการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น โดยสิ่งที่ทำให้เราไม่เชื่อมั่น เพราะเรื่องทั้งหมดนี้เคยเกิดขึ้นมาก่อนแล้ว เดือนเมษายน ในปีที่มีการเลือกตั้งสว. เลขาฯ กกต. ได้โพสต์เตือนว่า อย่าให้มีการแลกคะแนนกัน และทุกอย่างต้องสิ้นสุดที่ศาล กกต. ปี 2562 เคยส่งศาล และศาลฎีกา เคยตัดสินแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น มีการเลือกปี 2567 กกต. ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาอยู่เป็นระยะๆ การแลกคะแนนกัน เป็นการทำให้การเลือกสมาชิกสมาชิกสภา ไม่ได้มาจากเจตจำนงอิสระของผู้ที่ลงคะแนนเลือก และไม่มีการพิจารณาจากความรู้ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์อาชีพลักษณะ หรือประโยชน์ร่วมกัน หรือเคยทำงานด้านต่างๆ ที่หลากหลายของสังคมของผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ

ดังนั้น ข้อความที่ขอคะแนน รวมกลุ่มกันนั้น ทำไม่ได้ แต่ปรากฏอาการที่เกิดขึ้น มีทั้งการทำโพย เลือกกำหนดจัดประชุมในโรงแรม จึงถามว่า ต้องนำงบไปสอบสวนหรือไม่ ก็ยึดตามศาลฎีกาก็ส่งได้ แล้วทำไมเมื่อถึงขบวนการที่ใหญ่ที่สุด กลับพยายามอธิบาย ว่าจะต้องมีหลักเกณฑ์ จึงทำให้เกิดความแคลงใจว่า เรื่องดังกล่าวตรงไปตรงมาหรือไม่ และคดีนี้ไปเชื่อมโยงกับนักการเมือง และพรรคการเมือง ซึ่งผู้ที่ถูกกล่าวหาในพรรคการเมือง ดูไม่ค่อยเชื่อ กกต. เพราะหลายคนเมื่อถูกกล่าวหาแล้ว เลือกไม่ชี้แจงข้อเท็จจริง พยายามต่อสู้ว่า กกต. แจ้งข้อกล่าวหาเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย  พรรคการเมืองที่ถูกกล่าวหาก็ไม่เชื่อถือ แล้วจะลังเลทำไมเรื่องงบประมาณ

อภิสิทธิ์ กล่าวว่า เมื่อกรมสอบสวนคดีพิเศษสืบค้นข้อมูล เห็นว่าข้อมูลน่าจะเป็นประโยชน์ต่อ กกต. ส่งเรื่องไปให้ กกต. เพื่อประกอบการพิจารณา ซึ่ง กกต.มีมติไม่รับ ในทางกลับกัน กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ขอข้อมูลจาก กกต. มาพิจารณาแต่กกต. ก็กลับไม่ให้ข้อมูล ดังนั้น จะให้เชื่อถือกระบวนการเหล่านี้ได้อย่างไร

นอกจากนี้ เมื่อเกิดกระแสสังคม และการเปิดเผยข้อมูลแล้ว เลขาธิการ กกต.กลับมาพูดว่าจะส่งฟ้องหรือไม่นั้น มี 3 หลักเกณฑ์ มองว่าเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมาก คือ ต้องเป็นผู้สมัคร ซึ่งคดีดังกล่าว ไม่ได้กล่าวหาแค่ผู้สมัคร แต่ยังกล่าวหานักการเมือง และตามมาตรา 76 ของกฎหมายผู้ที่กระทำความผิดของ สว. ได้คือ ผู้ที่มีตำแหน่งทางการเมืองในพรรคการเมือง เพราะถือเป็นการยืนยันเจตนารมณ์ว่าการเลือก สว. ต้องปราศจากพรรคการเมือง อย่างไรก็ตาม เรื่องเหล่านี้ มีการกล่าวหาในหลายจังหวัด แต่กลับเกิดขึ้นกับพรรคการเมืองเดียว แถมยังเชื่อว่าเรื่องโอนเงินก็เป็นเรื่องบังเอิญ

ทั้งนี้ กกต. 4 คนที่จะตัดสินในวันที่ 14 กันยายนนี้ มาจาก สว. ที่ถูกกล่าวหา หากเป็นการใช้กฎหมายวิธีพิจารณาทางปกครองของหน่วยงานทั่วไป ไม่มีสิทธิ์ในการพิจารณา แต่บังเอิญความเป็นองค์กรเฉพาะ ถ้าไม่พิจารณา อาจไม่ครบองค์ประชุมวินิจฉัยไม่ได้ แต่ตามหลักธรรมาภิบาล 4 คนนี้ ถ้ามติเป็นคุณกับผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งมีพระคุณกับตัวเอง หนีไม่พ้นแน่ในเรื่องข้อหาการมีส่วนได้เสีย หรือการสร้างตอบแทน หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อน งบของ กกต. จึงจำเป็นต้องมีการตัดด้วย

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ตัดงบของสำนักงาน ป.ป.ช. ด้วย เพราะกระบวนการทำงานของ ป.ป.ช. ก็น่าเป็นห่วง ซึ่งเมื่อสักครู่ ได้รับจดหมายฉบับหนึ่ง แจ้งผลการพิจารณาที่ถูกกล่าวหา เมื่อ 15 ปีที่แล้ว เพื่อจะบอกว่า อภิสิทธิ์ไม่ผิด ซึ่งส่วนตัวเคยซักถามเรื่องนี้ เหมือนกับกรณีที่สำนักงาน ป.ป.ช. ไปวินิจฉัยเกี่ยวกับอดีตรัฐมนตรี ที่พ้นจากตำแหน่ง เพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ยังคงเป็นหุ้นส่วนในบริษัท และยังมีบางข้อหาที่ควรวินิจฉัยได้เลย ก็ยังไม่มีคำตอบ ดังนั้น หากเราไม่ใช้อำนาจของเราบอกว่า คุณควรปรับปรับปรุงการทำงาน มิเช่นนั้น เราจะไม่อนุมัติให้คุณใช้ภาษีอากรของประชาชน เราจะปล่อยให้องค์กรเหล่านี้ ทำงานโดยไม่เป็นไปตามตัวชี้วัดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและหลักการของธรรมาภิบาล

อภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ขอให้ ป.ป.ช. ไปขอข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่า ชื่อผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีทรัพย์สินอยู่ที่บ้าง จะประหยัดงบทั้งหมด ไม่ต้องมีภาระวิ่งหา เมื่อยื่นบัญชีทรัพย์สินเสร็จ ก็ต้องไปตรวจสอบอยู่ดี หากระบบตรงนี้ไม่ทำงานตามระบอบประชาธิปไตยที่ทำมา ไม่อาจเกิดขึ้นได้จริง ภารกิจในการรักษาระบบ จึงเป็นของพวกเราทุกคนในสภานี้ เริ่มต้นได้โดยการส่งสัญญาณในการตัดงบประมาณขององค์กรเหล่านี้ร้อยละ 10

ต่อมาเวลา 16.40 น. ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อภิปรายงบประมาณมาตรา 32 หน่วยงานขององค์กรอิสระฯ ว่า เราควรที่จะให้ความเป็นธรรมกับหน่วยราชการหรือองค์กรอิสระ ซึ่งไม่เห็นด้วยมาตลอดที่จะมีสูตรสำเร็จว่า เมื่อเข้าอนุฯ กรรมาธิการแล้วจะต้องตัดลดงบประมาณ แต่คิดว่า หากองค์กรอิสระไหนที่ทำหน้าที่ของเขาอย่างเต็มความสามารถ ทำอะไรแล้วคุ้มค่า เป็นประโยชน์กับประชาชน เราก็ต้องสนับสนุน แต่หากเห็นว่าจริงๆ แล้วเขาทำงานมีปัญหา ไม่มีประสิทธิภาพ หรือมีผลต่อตัวชี้วัดที่มันแย่ ก็ไม่ควรที่จะต้องให้ แต่วันนี้สิ่งที่หลายคนอภิปรายมา เป็นเรื่องที่ต้องคิดว่าเราจะต้องคิดว่าจะลดงบประมาณของกกต.หรือไม่อย่างไร

ศุภชัย.jpg

ศุภชัย กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อภิปรายส่วนใหญ่เป็นเรื่องของคดีฮั้ว สว. พูดกันมาหลายเดือน และมีความคิดอยู่ว่าจะดำเนินการเดินเรื่องต่อไปจนถึงวันที่ 14 กันยายน แต่สิ่งที่อยากทบทวนให้ทราบ เพราะหลายคนมาจับเรื่องนี้ทีหลัง คดีดังกล่าวหลังจากที่มีการเลือกการในช่วงเดือนมิถุนายน 2567 ซึ่งเริ่มที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในช่วงเดือนกันยายน 2567 ดีเอสไอโดยอธิบดีในขณะนั้นได้มีการตั้งพนักงานขึ้นมาสอบสวนว่า จะดำเนินการกับใคร แปลกใจที่ธงที่ตั้งไว้คือ 229 คน แต่ธงนี้เป็นธงที่ประหลาดมาก คือผู้สมัครซีกอื่น ไม่เคยถูกได้รับการตั้งข้อกล่าวหา

ศุภชัย กล่าวด้วยว่า พฤติการณ์ทั้งหลายเราเห็นว่าจริงๆ แล้วมีธงที่มาจากกลุ่มผู้ร้องคนหนึ่ง ซึ่งเป็นบุคคลที่เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ เคยดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีดีเอสไอแล้วก็เกษียณอายุแล้วไปสมัครสว. ก่อนจะไปเป็นที่ปรึกษาอยู่หน้าห้องกระทรวงหนึ่ง เป็นผลทำให้มาร้องเรื่องนี้และกกต. ต้องรับเรื่องดังกล่าวมาพิจารณา ทำให้ กกต.ต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาอีก 1 คณะคือคณะกรรมการชุดที่ 26 โดยมีความพิเศษคือพนักงานสอบสวนที่ดีเอสไอตั้งขึ้นมาสามคนก็มาเป็นกรรมการคณะนี้ที่ท่านทั้งหลายชื่นชม ถูกอก ถูกใจ อยากให้เป็นไปตามนั้น

“ผมอภิปรายเรื่องนี้ไม่ใช่เพื่อจะให้กกต. ต้องช่วยใครหรือไม่ช่วยใคร เพราะหัวใจทั้งหมดอยู่ที่อำนาจของกกต. ที่จะมีการวินิจฉัยกันในวันที่ 14 กันยายนนี้ ซึ่งคณะกรรมการชุดที่ 26 และคณะอนุไต่สวนชุดที่ 36 ก็ต่างกัน ซึ่งทั้งสองไม่ใช่ศาล ไม่ใช่คำพิพากษา เพราะคำตัดสินตามกฎหมายความเป็นอิสระของกกต. ก็อยู่ในรัฐธรรมนูญ สิ่งที่ต้องถามต่อ ท่านพูดกันต่อจิ๊กซอว์กัน ลากโยงกันไปมาคำถามคือทั้งหมดนี้สิ่งที่ท่านพูด พยานหลักฐานมีน้ำหนักหรือ”

ศุภชัย กล่าว

ศุภชัย กล่าวต่อว่า เมื่อมีการตรวจสอบต้นน้ำของคณะสำนวนชุดที่ 26 ก็พบว่ามีการเอาสำนวนของดีเอสไอมาผูกรวมมั่วไปหมด ซึ่งเป็นต้นน้ำที่น่ากลัว เพราะหลังจากนั้นน้ำก็ขุ่นอยู่ใน 26 ทั้งหมด วันนี้ความจริงต้องเปิดเผยออกมา เมื่อข้อมูลจากหน่วยงานหนึ่งมาอีกหน่วยงานหนึ่ง ก็เป็นปัญหาที่ท่านไปหลงเชื่อตามนั้นแล้วตั้งธงเหมือนที่เขาตั้งธงกัน เรื่องนี้ คิดว่า มีที่มาที่ไปไม่ชอบมาพากล ส่วนจะทุจริตหรือไม่ จะไม่พูดด้วยอารมณ์ทางการเมือง แต่คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ มีผู้เกี่ยวข้องมาก การทำหน้าที่ของท่านต้องระวัง ท่านกำลังเอาความสัมพันธ์ระหว่างคนนั้นกับคนนี้ที่คนนั้นโทรไปหาคนนี้ไปสู่ความผิด ซึ่งจริงๆ หลักทางอาญามันทำไม่ได้

“อย่าลืมนะครับ ข้อกล่าวหานี้เป็นโทษทางอาญา มีผลที่ต้องโทษจำคุก และวันนี้ต้องบอกท่านจริงๆ ว่า การวิเคราะห์ที่ท่านพยายามวิเคราะห์กัน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางด้วยกัน ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลงต่างๆ นานา รูปแบบการลงคะแนนเลือกบุคคลที่ซ้ำกัน มันเป็นแค่พยานแวดล้อม มันไม่สามารถที่จะทำให้พยานแวดล้อมนี้ มีค่าเท่ากับสิ่งที่ต้องพิสูจน์กันด้วยทางอื่น ฉะนั้น ต่อให้มีการให้ทรัพย์สิน หรือมีคำสั่งให้คะแนนกันต่างๆ เหมือนที่ท่านพยายามพูดกันในเวทีต่างๆ วง เล็กเซอร์ต่างๆ มันไม่มีน้ำหนักพอ การที่ท่านบอกว่ามีความผิดมีหลักฐานหรือ ท่านคงดูในสำนวนคณะกรรมชุดที่ 26 ท่านคงพูดเพื่อกล่อมคนที่เชื่อท่าน แต่วันนี้ท่านต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ใครจ่าย จ่ายให้ใคร จ่ายเมื่อไหร่ จ่ายเท่าไหร่ จ่ายเพื่ออะไรแล้วพยานอะไรที่เชื่อมคะแนนนั้นเข้ากับการลงคะแนน พิสูจน์ได้หรือ”

ศุภชัย กล่าว

ศุภชัย กล่าวต่อว่า ฉะนั้น คำที่ท่านบอกว่าฮั้ว ฮั้ว ฮั้ว คราวหลังเปลี่ยนเป็นโกงเป็นการพูดเพื่อให้มันสนุกเพื่อให้คึกคักได้ แต่ในที่สุดขอเรียนถามตรงๆ ว่า หากท่านเป็นผู้ถูกกล่าวหาจริงๆ ข้อกล่าวหาเช่นนี้ ท่านจะยอมเดินเข้าไปรับผิดในสิ่งที่ไม่ได้กระทำหรือ ส่วนเรื่องโพยก็ต้องพิสูจน์ให้ชัดว่ามันมากันตั้งแต่เมื่อไหร่ การพิสูจน์นั่นเป็นหน้าที่ แต่วันนี้ท่านไปได้ยินได้ฟังมาลงตัดสินใจเอาตามสิ่งที่ท่านอยากให้เป็น

“วันนี้ท่านทราบหรือไม่ว่าเลข 229 ของท่านนั้น ข้อกล่าวหาเป็นกระดาษแผ่นเดียวเหมือนกันหมด แต่เป็นข้อกล่าวหาที่มาเปลี่ยนชื่อผู้ถูกกล่าวหาอย่างเดียว เรื่องเหมือนกัน เนื้อหาข้างล่างเหมือนกัน เหมือนใครสักคนที่ถูกกล่าวหาว่าไปข่มขืนผู้หญิงแต่ไม่เคยบอกว่าไปข่มขืนใคร ที่ไหน อย่างไร เวลาเท่าไหร่ ถึงเวลาบอกว่า นาย ก. คุณถูกกล่าวหาฮั้ว สว. เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นให้เขามีโทษจำคุก ฉะนั้น ต้องเรียนว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงข้อกล่าวหาการลงโทษ สิ่งที่ท่านบอกว่าต้องฟ้องทั้งหมดทั้ง 229 คนนั้น หากเขามีการกระทำใดมันไม่เหมือนกันหรอก คนจังหวัดนั้นกับคนจังหวัดนี้ มันเหมือนกันตรงไหน แล้วท่านบอกว่า 229 ของ 26 ดีแล้วเพราะเหวี่ยงแหฟ้องทุกคน มันถูกต้องตามหลักนิติธรรมหรือ โทษทางอาญา ต้องพฤติกรรมแต่ละคน ต้องพิจารณาว่าใครทำผิดอะไร ที่ไหน อย่างไร เข้าองค์ประกอบตามกฎหมายหรือไม่”

ศุภชัย กล่าว

ศุภชัย กล่าวต่อว่า ทราบมาว่า มีการกันบุคคลเข้ามาเป็นพยาน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่ากลัว บอกจากการเป็นพยาน แต่ต้องซัดทอดคนนี้ แล้วถูกดำเนินคดี เรื่องนี้เกิดขึ้นจริง สิ่งที่น่ากลัวและหนักกว่านั้นในสำนวนคดีนี้ ซึ่งเชื่อว่า ทั้งไอลอว์และพริษฐ์ รวมถึงคนอื่นๆ ไม่เคยออกมาเปิดด้านนี้เลยคือ คดีนี้มีการข่มขู่ เพื่อให้ใส่ร้ายว่าบุคคลนี้ทำหนังสือถึงประธานกกต. ก่อนหน้านั้นทำหนังสือถึงดีเอสไอมีความว่า รัฐบาลมีแผนจะใช้ดีเอสไอ กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานของรัฐ เป็นเครื่องมือทำลายล้างและใส่ร้ายทางการเมืองพรรคภูมิใจไทย โดยในขณะนั้นมีการเตรียมการสร้างพยานหลักฐานเพื่อใส่ร้ายว่าบุคคลดังกล่าวมีส่วนร่วมในการฮั้ว สว.

ศุภชัย กล่าวด้วยว่า ฉะนั้น จึงขอให้ความร่วมมือในการซัดทอดพรรค โดยจะรับรองในความปลอดภัย และจะมีกระบวนการใช้กฎหมายเลือกตั้งและข้อบังคับของดีเอสไอในการกันตัวบุคคลนั้นเป็นพยาน ซึ่งหากเป็นอเมริกัน มันไม่ใช่ดีลโพเสซออฟลอว์ มันเป็นผลไม้พิษที่มาจากต้นไม้พิษ ผลคือมันก็ใช้การไม่ได้ หลักกฎหมายต้องมีการพิสูจน์กัน พิสูจน์ให้มีเหตุมีผลกัน และต้องพิสูจน์ได้ว่า คนนั้นกระทำความผิด แล้วสำนวนทั้งสำนวนนี้ก็อาจจะเป็นสำนวนที่เป็นพิษที่มาจากการข่มขู่พยาน

“สิ่งที่ผมเป็นห่วงวันที่ 14 กันยายนนี้ คดีท่านอาจจะช็อกมากกว่านี้ก็ได้ เพราะมันเต็มไปด้วยพิษ ฉะนั้น วันนี้ท่านประเมินด้วยจินตนาการของท่าน มันเป็นสิ่งที่ท่านวาดเอาไว้ หากมันอยู่ในสำนวนที่ท่านได้มา ทำไมไม่พูดในมุมนี้บ้าง หากรักชาติบ้านเมือง หากไม่มีวาระซ่อนเร้น แต่นี่ทั้งหมดก็หวังเป็นมุมทางการเมือง สว.จะล้มหรือไม่ล้ม ไม่เป็นอะไร แต่ขอให้ล้มภูมิใจไทยได้ก็เอา นี่เป็นสิ่งที่ผมต้องพูด หากรายงานกกต. เข้าเราคงได้พูดกัน และอยากบอกว่า หากวันนี้ กกต.ทำดี เราก็ไม่ควรตัดงบ ไม่ควรทำให้การทำงานของเขาต้องสะดุดหยุดลง”

ศุภชัย กล่าว

ศุภชัย กล่าวต่อว่า พยายามอยู่เฉยๆ แต่วันนั้นมีการไปยื่นเรื่องให้ดำเนินการกับ 9 คนของพรรคภูมิใจไทย ปกติอยู่นิ่งไม่เคยตอบโต้ แต่ท่านเข้ามาแตะตรงนี้ ในสิ่งที่ท่านเชื่อของท่านแล้วลากยาวมาจนถึงวันนี้ แล้วจะลากอีก 11 กิโลเมตรเพื่อที่จะเดินไปไหนก็ไม่รู้ นั่นเป็นสิทธิ์ของท่าน วันนี้ตำหนิ กกต.อย่างเดียวคือเอกสารรับที่หลุดมา ท่านไม่ทำอะไร ทำไมไม่ดำเนินคดีกับคนที่นำสำนวนมาเปิดเผย สิ่งที่ท่านบอกว่าฮั้วหรือโกงสว.นั้น

“เขาทำกันหมด สีส้มมีคุยกันที่จิมทอมสัน ตลาดนัดสว. ห้องจูปีเตอร์ ซึ่งเมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา ก็มีข่าวแล้วว่า อดีตผู้สมัครสว.แฉยับ กระบวนการฮั้วสายสีส้มกักตัว 400 ชีวิต ยึดมือถือ-แจกโพย จี้กกต. ฟ้องยกเข่ง 14 กันยายน นี่คือสิ่งที่ กกต.ละเลย นี่คือกระบวนการฮั้ว แต่ท่านพุ่งเป้าไปที่ 229 คนตามที่ผู้ร้องได้ร้องต่อประธานกกต. เรื่องนี้ทั้งหมดที่เกิดขึ้น เพราะมีกระบวนการข่มขู่เพื่อที่จะล้มภูมิใจไทย แล้วผมจะบอกให้โรงแรมแถวแอร์พอร์ตดอนเมือง ห้อง 406 คืนหมาหอน เขาชุมนุมกันเต็มเลย มีสายเงินด้วย กกต.ทำอะไรอยู่ แล้วสีส้มตรงนี้ จูปีเตอร์ใครจ่ายตังค์ ถามว่าจัดเลี้ยงหรือไม่ ทำไมกกต.ไม่ทำ ฉะนั้น จึงอยากฝากถึงกรรมาธิการว่า ต่อไปจะตัดงบหรือไม่ตัด ให้ดูที่การทำงานของหน่วยงาน ไม่ใช่สักแต่จะจ่าย”

ศุภชัย กล่าว

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์