โฆษกรัฐบาล-เหล่าทัพ แถลงร่วมไม่สยบยอม ‘กัมพูชา’

3 พ.ย. 2568 - 22:57

  • ‘รัฐบาล’ ไม่สยบยอมกัมพูชา ลั่น ‘เปิดด่าน’ เป็นสิ่งสุดท้าย เมื่อ ‘กัมพูชา’ ทำตามเงื่อนไขหมด โฆษก ทบ. แจงถอน ‘อาวุธหนัก’ แต่ยังมีอาวุธยิงระยะสั้น ปกป้องอธิปไตยอยู่

  • ตร. ล็อก 62 เป้าหมาย ให้ ‘กัมพูชา’ ปราบไซเบอร์สแกม อยู่ระหว่างตรวจสอบ โฆษก ทร. เตรียมรื้อเรือนอีก 3-4 หลัง ล้ำแดน จ.ตราด พบทหารกัมพูชา ยังแอบเข้ามา เตรียมทั้งไม้นวม-ไม้แข็ง

โฆษกรัฐบาล-เหล่าทัพ  แถลงร่วมไม่สยบยอม ‘กัมพูชา’

‘รัฐบาล’ ไม่สยบยอมกัมพูชา ลั่น ‘เปิดด่าน’ เป็นสิ่งสุดท้าย เมื่อ ‘กัมพูชา’ ทำตามเงื่อนไขหมด

สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อม พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม เบญจมินทร์ สุกาญจนัจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ และ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ร่วมแถลงความคืบหน้าจากผลการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยและ นายกรัฐมนตรีกัมพูชา (Joint Declaration) และการประชุมที่เกี่ยวข้อง (JBC และ GBC)

โดย สิริพงศ์ แถลงว่า ไทยและกัมพูชามีความสัมพันธ์ที่ดีมาโดยตลอดจนกระทั่งเดือนมี.ค.ถึงเดือน เม.ย. 68 ที่สถานการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นตามแนวชายแดนไม่ว่าจะเป็นการรุกล้ำเข้ามาของฝ่ายกัมพูชา ทำให้เกิดความไม่สบายใจของฝ่ายไทย จนมีเหตุการณ์ยิงต่อสู้จากการรุกล้ำการขุดคูเลตของกัมพูชา รวมถึงกรณีทหารไทยมีการเหยียบกับระเบิด ทำให้สูญเสียขาไปจำนวน 3 ราย และมีระเบิดลงที่ปั๊มน้ำมัน มีประชาชนเสียชีวิต 8 คน ถือเป็นการสูญเสียที่หนักหนาสาหัสสำหรับคนไทย ความเจ็บช้ำครั้งนี้เป็นสิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเรามีความโกรธแค้นและมีความเสียใจในความสูญเสีย หลังจากนั้น มีการตอบโต้ทำให้สูญเสียทหารไปนับ 10 ราย และบาดเจ็บ 666 คน จนถึงวันที่ 28 ก.ค. มีการลงนามข้อตกลงหยุดยิงของรักษาการนายกฯเวลานั้นกับรัฐบาลกัมพูชาที่ประเทศมาเลเซีย

สิริพงศ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ เดิมที เป็นเรื่องระหว่างไทยกับกัมพูชา แต่หลังจากวันที่ 28 ก.ค. เริ่มมีผู้สังเกตการณ์จากคนนอกเข้ามาคือสหรัฐอเมริกาและมาเลเซีย ดังนั้นการดำเนินการใดๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นระหว่างไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่สังคมโลกจับตามอง

สิริพงศ์ กล่าวว่า ผ่านมาตั้งแต่วันที่ 28 ก.ค.68 จนถึงวันนี้ เป็นเวลา 96 วัน ที่ชาวบ้านตื่นมาเจอกับปืนใหญ่ เจอรถถัง สถานการณ์จากนี้ไปสิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือประเทศไทยและกัมพูชาเป็นประเทศที่มีพื้นที่ติดกัน เราไม่ได้ลืมความเจ็บแค้น แต่เวลานี้เรากำลังพูดกันอยู่ว่า เมื่อมีพื้นดินที่ติดกันและข้อเท็จจริงนี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เราจะเดินหน้าอย่างไร เราหวังว่าจะให้ประชาชนบริเวณนั้นตื่นขึ้นมา พร้อมเห็นรถถังทุกวันหรือไม่ ตนคิดว่าทุกคนคงไม่ได้คิดเช่นนั้น

เราคงไม่ได้อยากเห็นประชาชนอยู่ในความหวาดผวาว่า วันนี้ประชาชนต้องอพยพหรือไม่ วันนี้ตนเชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่คนไทยทุกคนอยากเห็นคือการใช้ชีวิตของคนในประเทศไทยอย่างเป็นปกติสุขที่สุด โดยที่เราไม่สูญเสียดินแดนของเรา แม้แต่หนึ่งตารางเซนติเมตร

สิริพงศ์ กล่าวว่า วันนี้มาถึงจุดที่เราจะต้องเดินหน้าหาคำตอบหาทางออกกรณีพิพาทไทย-กัมพูชาแล้ว โดยขั้นตอนที่ยึดโยงมาจากข้อตกลงคือแนวทางว่าจะมีการปฏิบัติต่อกันอย่างไร ระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งเรายืนยันหนักแน่นใน 4 ข้อหลัก ทั้งนี้ประเทศไม่สามารถเดินหน้าด้วยข่าวลือ แต่ประเทศจะเดินหน้าได้ด้วยข้อเท็จจริง

สิริพงศ์ กล่าวว่า เรื่องของไซเบอร์สแกมในช่วงที่ผ่านมาในขณะที่สถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาไม่สงบเรียบร้อย ความร่วมมือต่างๆก็ไม่ได้รับการสานต่อ แต่ภายใต้ข้อตกลง 4 ข้อ จะต้องดำเนินการต่อให้ได้ ทั้งนี้ นายกฯได้มีคำสั่งนายกรัฐมนตรีเรื่องการจัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิบัติตามเอกสารถ้อยแถลงผลการพบปะหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทยและนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย เมื่อวันที่ 26 ต.ค.68 โดยคณะกรรมการชุดนี้ จะมีผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นประธานคณะกรรมการซึ่งมีหน้าที่ติดตามประเมินผลการดำเนินการของทั้งฝั่งกัมพูชาและไทยและมีหน้าที่อำนวยการคณะสังเกตการณ์เพื่อให้การสังเกตการณ์เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยและปกติที่สุด

สิริพงศ์ กล่าวว่า ขอยืนยันกับพี่น้องประชาชนว่า รัฐบาล โดย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรามีความมุ่งมั่นตั้งใจที่อยากจะนำความสงบสุขกลับมาคืนมาสู่คนไทยทุกคนในประเทศนี้ โดยยึดหลักเราจะไม่เสียดินแดน และอธิปไตยแม้แต่ตารางเซนติเมตรเดียว

ตลอดระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา ที่อนุทินมาเป็นนายกฯ เราไม่มีดินแดนไทยแผ่นไหน แม้แต่ 1 ตารางเซนติเมตรเสียให้กับกัมพูชา เราไม่มีอวัยวะชิ้นใดของทหารที่เสียสละที่จะเสียไปจากสถานการณ์ชายแดนกัมพูชา เราไม่ได้เห็นเลือดของทหารเหล่านั้นหยดบนผืนแผ่นดินไทย สำคัญที่สุดเราไม่เห็นเลือดประชาชนที่หลั่งบนแผ่นดินไทย ตลอดระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา ดังนั้นแนวทางที่จะเดินหน้าต่อไป รัฐบาลมีความตั้งใจที่อยากจะทำให้ทุกคนเป็นปกติที่สุด ภายใต้เงื่อนไขการรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยของไทย

สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

สิริพงศ์ กล่าวว่า ส่วนที่มีการพูดถึงเรื่อง การเปิดด่าน วันนี้ที่มีการแถลงไม่มีการพูดถึงเรื่องการเปิดด่านเลย นโยบายของรัฐบาลชัดเจนว่าด่าน ชายแดนไทยกัมพูชา จะเป็นสิ่งสุดท้ายที่รัฐบาลจะพิจารณาทำ หลังจากที่กัมพูชาดำเนินการตามเงื่อนไขทั้งหมดที่กัมพูชาได้ให้คำมั่นไว้ในถ้อยแถลงเท่านั้น ฉะนั้นขอให้ทุกท่านมั่นใจได้ว่ารัฐบาลไทยไม่ย่อหย่อนและไม่มีทางที่จะสยบยอมต่อกัมพูชาอย่างแน่นอน

เมื่อถามถึงกรณีการปล่อยตัว 18 ทหารกัมพูชา สิริพงศ์ กล่าวว่า ก็เป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องที่กัมพูชาขอมา ซึ่งกระบวนการเหล่านี้จะเริ่มต้นก็ต่อเมื่อกัมพูชาดำเนินการ 4 ข้ออย่างจริงจัง ฉะนั้นในวันนี้อยู่ในระหว่างการประเมินว่ากัมพูชาได้ดำเนินการตามข้อตกลง 4 ข้ออย่างจริงจังหรือไม่

เมื่อถามว่า​​ รัฐบาลจะมีแนวทางอย่างไร​ ในพื้นที่ปราสาทควาย​ ปราสาทคนา​ เนิน​ 677​ จะเจรจาอย่างไรไม่ให้ใครเสียประโยชน์​ สิริพงศ์ กล่าวว่า เรื่องการใช้ความรุนแรงหรือการยิง จบไปตั้งแต่ สัญญาหยุดยิง​ 28 กรกฎาคม​ 2568 ดังนั้นรัฐบาลไม่สามารถใช้กำลังเปิดก่อนได้​ แต่แนวทางที่รัฐบาลต้องทำคือใช้สันติวิธีโดยการเจรจา สุดท้ายแล้วในเรื่องการปักปันเขตแดน และกรณีพิพาทที่ยังเป็นปัญหาอยู่ เป็นเรื่องที่ต้องมาพูดคุยกันในระดับทวิภาคี​ ซึ่งหมายรวมไปถึงทุกพื้นที่ ที่ยังมีความเห็นไม่ตรงกัน​

เมื่อถามว่า​ เจรจาขอคืนพื้นที่ มีกรอบเวลา​หรือไม่​ สิริพงศ์ กล่าวว่า​ ยังไม่มีกรอบเวลา​ ทำใน​ 4 ประเด็นใหญ่ไปก่อน​

โฆษก ทบ. แจงถอน ‘อาวุธหนัก’ แต่ยังมีอาวุธยิงระยะสั้น ปกป้องอธิปไตยอยู่

พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงการถอนอาวุธที่เป็นอาวุธยิงระยะไกลออกจากพื้นที่ชายแดนก่อน ว่า เพราะเป็นอาวุธที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อทรัพย์ของพี่น้องประชาชนคนไทย

เมื่อถามถึงข้อกังวลของประชาชนในการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์ออกจากพื้นที่ชายแดนว่าหากเกิดเหตุความไม่สงบจะสามารถดูแลป้องกันชายแดนได้หรือไม่ พล.ต.วินธัย กล่าวว่า กำลังทหารตามแนวชายแดนยังอยู่เหมือนเดิม เพียงแค่ถอนอาวุธและระบบยิงบางส่วนเท่านั้น อาวุธยิงสนับสนุนในระยะใกล้ที่ใช้ปกป้องอธิปไตยของแต่ละหน่วยยังมีอยู่ เรื่องนี้มีการแจ้งขาวบ้านและมีการประสานอย่างใกล้ชิด ซึ่งชาวบ้านทราบ ไม่ได้ตื่นตระหนก และมีความเชื่อมั่นเพราะเจ้าหน้าที่ไม่ได้ไปไหน มีการเปลี่ยนแค่หน่วยที่อยู่ระยะหลังจากหน้าแนวชายแดนเท่านั้นซึ่งไม่กระทบอะไร

เมื่อถามถึงการดูแลเชลยศึกทหารกัมพูชาทั้ง 18 คนที่ยังถูกควบคุมตัวอยู่ พล.ต.วินธัย กล่าวว่า การดูแลเป็นไปตามมาตรฐานสากล ซึ่งองค์กรที่ดูแลเรื่องนี้คือ คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ได้เดินทางไปเยี่ยมเป็นประจำอยู่แล้ว เรื่องนี้ไม่มีเสียงสะท้อนอะไรที่น่ากังวล เมื่อถามย้ำว่า กัมพูชาพยายามกดดันให้มีการปล่อยตัวทหาร ทั้ง 18 คน พล.ต.วินธัย กล่าวว่า เงื่อนไขยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ตาม 4 ข้อที่ให้ไว้ หากมีการแสดงออกถึงความตั้งใจ ความจริงใจ ทำให้ระดับของการเป็นปฏิปักษ์ต่อกันลดลง ถือว่าเข้าเงื่อนไข สามารถทำได้ และช่วงนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา

เมื่อถามว่า การมีเชลยศึก 18 คน อยู่ไทยได้ประโยชน์อะไรบ้าง พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ทุกอย่างเราทำตามกติกาสากล หากพูดถึงประโยชน์ที่เราจับต้องได้มันไม่มี ทุกสิ่งทุกอย่างที่ประเทศไทยดำเนินการในเรื่องนี้อยู่ในมาตรฐานและกติกาสากล ส่วนที่มีข่าวว่าจะคืนเชลยศึกทั้ง 18 คน ในสัปดาห์หน้าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ต้องติดตามกันต่อไป

พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก
พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก

ตร. ล็อก 62 เป้าหมาย ให้ ‘กัมพูชา’ ปราบไซเบอร์สแกม อยู่ระหว่างตรวจสอบ

พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กล่าวว่า การปราบปรามไซเบอร์สแกมเมอร์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง มีการประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะในปัจจุบัน สแกมเมอร์พัฒนารูปแบบเป็นองค์กรระดับชาติ โปดยไทยได้ประสานความร่วมมือกับประเทศกัมพูชา ตั้งแต่ปี 2564 ในการรับตัวคนไทยที่ถูกหลอกลวง และที่สมัครใจ จนกระทั่งปี 2568 ตั้งแต่เดือนมีนาคม ได้มีการส่งตัวคนไทยกลับมาดำเนินคดี รวมแล้ว 249 คน ทั้งนี้ ในเดือนกันยายน ทางไทยได้มอบข้อมูลเป้าหมายที่เป็นจุดสำคัญของไซเบอร์สแกม กว่า 62 เป้าหมายในกัมพูชา ให้กัมพูชาได้ตรวจสอบ ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการตรวจสอบ

นอกจากนี้  ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผบ.ตร. ได้ลงนามแผนปฏิบัติการความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ อันประกอบด้วย การหลอกลวงไซเบอร์และการค้ามนุษย์ ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติกัมพูชา  โดยหัวใจสำคัญคือเป็นการกำหนดแผนร่วมกัน 8 ข้อ ได้แก่ การแบ่งปันข่าวกรอง 2 ระดับ คือข่าวกรองทั่วไป และข่าวกรองปฏิบัติการ , การป้องกันอาชญากรรม คือ การแลกเปลี่ยนข้อมูลผู้ต้องสงสัยข้ามแดน  , การปฎิบัติการพร้อมกัน 2 ประเทศ , การส่งผู้ต้องสงสัยและคุ้มครองเหยื่อ , การประชุมติดตามผล โดยจัดอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง , คณะทำงานร่วม  ฝ่ายละ 12 นาย พร้อมเจ้าหน้าที่ประสานงานโดยตรง, ระยะเวลาบังคับใช้ ภายใน 2 ปี  ตั้งแต่ 23 ตค 68 - 22 ตค 70 และลักษณะข้อตกลง เป็นความร่วมมือเสริมไม่แทนที่สนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน

พล.ต.ต.ศิริวัฒน์  ยังกล่าวต่อว่า ในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในประเทศ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ขับเคลื่อนอย่างเต็มที่  มีการตั้งศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมทั้ง มีการตั้งศูนย์วอร์รูม และประสานงานกับธนาคารแห่งประเทศไทยอีกด้วยนอกจากนี้ ยังเปิดปฏิบัติการ ซิม สาย เสา โดยเฉพาะการตรวจสอบสายสัญญาณอินเตอร์เน็ต

และเสาปล่อยสัญญาณโทรศัพท์อินเตอร์เน็ตในพื้นที่ เพื่อรวบรวมข้อมูล และยกระดับการแก้ไขปัญหาสกัดกั้นการส่งสัญญาณข้ามไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มสแกมเมอร์  รวมถึง โครงการ money cash back  เพื่อสกัดกั้นคนที่เข้าไปร่วมกับเครือข่ายสแกมเมอร์ ซึ่งเป็น มาตรการเร่งด่วน  สามารถดำเนินการคืนเงินให้กับผู้เสียหายเร็วสุดภายใน 9 วัน  โดยในระยะเวลาอันสั้นที่ได้ดำเนินโครงการมา สามารถคืนเงินให้กับผู้เสียหายแล้วกว่า 250 ล้านบาท 

สำหรับการบริหารจัดการพื้นที่ขัดแย้งตามแนวชายแดนบ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว ถือเป็นพื้นที่ที่มีความขัดแย้งชัดเจนในช่วงที่ผ่านมา จะต้องดำเนินการให้กลับมาสู่สภาวะปกติ โดยมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศสำรวจเส้นเขตแดน และแบ่งพื้นที่ให้ชัดเจนว่าเป็นพื้นที่ของใคร

เมื่อถามว่า หากกัมพูชาไม่ปฏิบัติตาม พล.ร.ต.สุรสันต์ ระบุว่า AOT จะเป็นเครื่องมือสำคัญว่ากัมพูชาจะทำตามเงื่อนไขและข้อตกลงกันไว้หรือไม่ และในเงื่อนไขไม่มีการกำหนดเป็นกองกำลังแต่กำหนดเป็นผู้แทนของประเทศในลักษณะกึ่งการทูตที่จะเข้ามา และต้องใช้กลไก AOT เป็นอันแรกก่อน

พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

โฆษก ทร. เตรียมรื้อเรือนอีก 3-4 หลัง ล้ำแดน จ.ตราด พบทหารกัมพูชา ยังแอบเข้ามา เตรียมทั้งไม้นวม-ไม้แข็ง

พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่ากรณีกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) รื้อบ้าน 3 หลัง บริเวณบ้านหนองรี ต.ชำราก อ.เมือง จ.ตราด แต่ทหารกัมพูชา ยังไม่ยอมออกไป ว่า จากที่กองทัพเรือได้เปิดดำเนินการและทำลายบ้าน 3 หลังไปแล้ว ในครั้งนั้นยังมีเรือนขนาดเล็กที่เป็นเรือนบริวารอีก 3-4 หลัง ซึ่งตรงนั้นยังไม่เสร็จ และปรากฏว่าหลังจากที่เรารื้อทำลายบ้าน 3 หลังไปแล้ว กัมพูชาได้ถอนกำลังออกไป แต่เนื่องจากพื้นที่นี้เข้าถึงยากลำบาก เราไม่ได้วางกำลังในพื้นที่อย่างใกล้ชิด จึงทำให้ทหารกัมพูชากกลับเข้ามาอีก และปักหลักในพื้นที่

ดังนั้นสิ่งที่ทำควบคู่กันตอนนี้คือการแสดงกำลัง และทหารเรือได้รับความร่วมมือจากชาวบ้าน จ.ตราด ในการปรับถนน ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่ที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ ถนนตรงนั้นเป็นถนนทางยุทธวิธี เชื่อมต่อถึงหน้าบ้าน 3 หลังแล้ว

“ตรงนี้ขอย้ำว่าเป็นแผ่นดินไทยชัดเจน และเขาก็ทราบดีว่ารุกล้ำเขตแดนเข้ามาที่ไทยอ้างสิทธิถึง 200 เมตร และนอกจากเรื่องของการทำถนนแล้ว ในอนาคตอาจจะมีการเข้าไปแสดงกำลังบ่อยครั้งมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ฝั่งตรงข้ามได้รับทราบถึงแรงกดดันที่จะมีต่อเขา นอกจากนี้ก็มีการเจรจา ซึ่ง ทาง ผบ.หน่วยทหารในพื้นที่ได้มีการพูดคุยในหลายรอบแล้ว”

โฆษกกองทัพเรือ กล่าวต่อว่า ผบ.กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ก็ให้ข่าวไปในเบื้องต้นแล้วว่ามีการพูดคุย และมีการใช้ทั้งไม้นวม ไม้แข็ง ไม้นวมคือการพูดกันด้วยดี ว่าถ้าติดขัดในเรื่องของการย้ายออกจากพื้นที่ ทหารไทยก็ยินดีช่วยเหลือให้ออกจากพื้นที่ตรงนั้นไป แต่ถ้าไม้แข็งก็อาจจะเป็นการขอใช้มาตรการบางอย่าง ที่ทำให้เขาไม่สะดวกสบายในการอยู่พื้นที่นั้นต่อไป ซึ่งกองทัพเรือได้เตรียมไว้แล้ว

เมื่อถามย้ำว่า ได้มีการกำหนดเดทไลน์ไว้หรือไม่ ว่าจะต้องออกไปจากพื้นที่เมื่อไหร่ โฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่า เชื่อว่าในใจของผู้บังคับบัญชามีแล้ว แต่ไม่อยากเปิดเผย เพราะจะมีแรงกดดันในพื้นที่ และจะทำให้ฝั่งตรงข้ามรู้ตัวด้วย แต่ยืนยันว่าไม่ปล่อยไว้แน่

พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ
พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์