สำหรับเรื่อง ‘การเมือง’ บางครั้งอาจไม่จำเป็นต้องมีโต๊ะแถลงข่าว หรือออกมาประกาศท่าทีบนเวทีอย่างเป็นทางการ เพราะหลายเรื่องเกิดขึ้นผ่านวาระต่างๆ และเปิดให้ผู้คนค่อยๆ จับต้นชนปลายกันเอง จากรายละเอียดเล็กๆ ที่อาจมีนัยสำคัญมากกว่าที่เห็น
เย็นวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ที่จังหวัดอุบลราชธานี งานสวดพระอภิธรรมศพ ‘เกรียง กัลป์ตินันท์’ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กลายเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่คนการเมืองจับตา เมื่อปรากฏภาพของ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย 'ทักษิณ ชินวัตร , แพทองธาร ชินวัตร’ และ 'สมชาย วงศ์สวัสดิ์' นั่งอยู่แถวหน้าในงาน ท่ามกลางบรรยากาศที่ดูเป็นกันเองระหว่าง ‘ทักษิณ-อนุทิน’
การที่ ‘อนุทิน’ เดินทางมาร่วมงานในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นฐานสำคัญของเพื่อไทย จึงเป็นภาพที่ได้รับความสนใจตั้งแต่ต้น ยิ่งเมื่อผู้ร่วมงานอีก 3 คน เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีจาก ‘ขั้วสีแดง’ ผ่าน 3 พรรค คือ ‘ไทยรักไทย-พลังประชาชน-เพื่อไทย’ ภาพของ ‘4 นายกฯ’ จึงกลายเป็นหนึ่งในภาพสำคัญทางการเมืองของค่ำคืนนั้น
แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจมากกว่าการถ่ายภาพร่วมกัน คือ รายละเอียดหลังพิธี
หลังเสร็จสิ้นการสวดพระอภิธรรม เจ้าภาพมีการเชิญทั้ง 4 คนร่วมโต๊ะรับประทานอาหาร โดยมีรายงานว่า ‘แพทองธาร’ เป็นคนชวน ‘อนุทิน’ ไปร่วมรับประทานอาหารกับ ‘ทักษิณ’ ในห้องส่วนตัว ก่อนจะนั่งรับประทานอาหารและพูดคุยกันช่วงหนึ่ง
จากนั้น เมื่อถึงเวลาที่ ‘ทักษิณ’ เดินทางกลับ ‘นายกฯ อนุทิน’ เดินไปส่งขึ้นรถ และเกิดภาพที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของค่ำคืนนั้น คือ การที่นายกรัฐมนตรีก้มไหว้ที่ตัก ทักษิณ ก่อนแยกย้ายกัน
ภาพดังกล่าวถูกนำไปตีความในทางการเมือง เพราะนี่ไม่ใช่เพียงภาพของนายกรัฐมนตรีกับอดีตนายกรัฐมนตรี แต่เป็นภาพของบุคคลที่มีทั้งประวัติศาสตร์ร่วมกันในทางการเมือง และเคยอยู่ในสถานะที่แตกต่างกัน ทั้งในฐานะผู้ร่วมงาน พรรคร่วมรัฐบาล และคู่แข่งทางการเมืองในหลายช่วงเวลา
อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกถามถึงเรื่องนี้ ‘อนุทิน’ ให้เหตุผลค่อนข้างตรงไปตรงมา โดยระบุว่า เมื่อเจอ ‘ทักษิณ’ ก็ต้องกราบ เพราะทักษิณเคยเป็น ‘นายเก่า’ และเคยให้โอกาสแต่งตั้งเขาเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลเมื่อปี 2547 พร้อมยืนยันว่าไม่ได้พูดคุยกันเป็นพิเศษ เพียงถามสารทุกข์สุกดิบกันเท่านั้น
ตรงนี้จึงทำให้ภาพการกราบมีคำอธิบายจากเจ้าตัวอยู่แล้ว และอาจไม่จำเป็นต้องรีบสรุปว่าการแสดงความเคารพครั้งนั้นเป็นสัญญาณทางการเมือง ซึ่งรายละเอียดภายในวงสนทนา หรือมีการพูดคุยถึงข้อตกลงทางการเมืองใดหรือไม่ ย่อมไม่มีใครสามารถยืนยันได้จากภาพที่ปรากฏต่อสาธารณะ
แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้คือ ท่าทีของ ‘อนุทิน’ ที่ยังคงเป็นไปอย่างลื่นไหลกับแกนนำพรรคเพื่อไทยทั้ง 3 คน ทั้งที่ในช่วง 1–2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เขาต้องเผชิญกับคำถามจากสื่อถึงกระแสข่าว ‘ปฏิญญาโมนาโก’ ที่จะรวม ‘ส้ม-แดง-เขียว’ เพื่อล้ม ‘น้ำเงิน’ ซึ่งมีการพูดถึง ‘พรรคเพื่อไทย’ ในฐานะหนึ่งในสมการสำคัญ และมีชื่อ ‘ทักษิณ’ ถูกโยงเข้ากับกระแสข่าวดังกล่าว
จุดที่น่าสนใจจึงอาจไม่ใช่คำถามว่า ‘อนุทินกราบทักษิณทำไม’ ? เพราะเจ้าตัวอธิบายไว้แล้ว แต่อาจอยู่ที่วิธีวางตัวของ ‘อนุทิน’ ต่อคนที่มีประวัติศาสตร์ทางการเมืองร่วมกัน แม้ปัจจุบันจะอยู่ในสถานะที่แตกต่างกัน
‘อนุทิน’ เคยทำงานใน ‘รัฐบาลทักษิณ’ ก่อนที่เส้นทางทางการเมืองจะแยกออกจากกัน และต่อมาเขากลายเป็นผู้นำพรรคภูมิใจไทย ภายใต้การเมืองที่มี ‘ครูใหญ่–เนวิน ชิดชอบ’ เป็นผู้นำจิตวิญญาณ ขณะที่ ‘ทักษิณ’ ยังคงเป็น ‘ศูนย์กลาง-ผู้นำจิตวิญญาณ’ ฝั่งเพื่อไทย และมีบทบาททางการเมืองในฐานะ ‘บุคคล’ ที่ยังคงอยู่ใน ‘สมการอำนาจ’
ในช่วงที่ ‘อนุทิน’ อยู่ในตำแหน่ง ‘รัฐมนตรี’ ในรัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ ‘รบ.เศรษฐา-แพทองธาร’ ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลในช่วงที่สถานการณ์ราบรื่น แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงที่เกิดความขัดแย้งระหว่าง ‘พรรคแกนนำ-พรรคร่วมรัฐบาล’ ท่าทีของ ‘ภูมิใจไทย’ ภายใต้การนำของ ‘อนุทิน’ ก็แข็งข้ออย่างชัดเจน กลายเป็น ‘คู่ตรงข้ามชั่วคราว’ ก่อนจะมาจับมือกันอีกครั้ง ผ่านการโหวตให้ ‘อนุทิน’ เป็น นายกฯ สมัย และ ‘เพื่อไทย’ กลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ ‘รัฐบาล’ อีกครั้ง ในภาพที่ความขัดแย้งระหว่างสองพรรคดูจะถูกวางไว้คนละบริบทกับช่วงก่อนหน้า
สิ่งที่น่าสนใจคือ ท่าทีของนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำรัฐบาล ไม่ได้สะท้อนการนำความขัดแย้งเดิมกลับมาเป็นเงื่อนไขในการวางตัวต่อผู้เล่นทางการเมืองเหล่านั้น
เช่นเดียวกับ ภาพจำในหลายวาระที่ ‘อนุทิน’ ได้พบกับ 'พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา' และ 'เศรษฐา ทวีสิน' อดีตนายกรัฐมนตรี แม้แต่ละคนจะมาจากคนละช่วงเวลาและอยู่ในบริบททางการเมืองที่แตกต่างกัน ที่ ‘อนุทิน’ ก็แสดงความ ‘นอบน้อม-ใกล้ชิด’ เพราะทั้งคู่เคยเป็น ‘ผู้บังคับบัญชา’ ในฐานะ ‘นายกฯ’ กับ ‘รองนายกฯ’
แต่เมื่อมามองถึงการพบ ‘ทักษิณ-แพทองธาร’ ของ ‘อนุทิน’ ที่เคยมี ‘บาดแผลทางการเมือง’ ระหว่างกัน ‘อนุทิน’ สามารถ ‘รักษามารยาท’และ ‘ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล’ เอาไว้ได้
ในมุมนี้การ ‘ประนีประนอม’ จึงอาจไม่ได้หมายถึง การลดจุดยืนทางการเมือง และการ ‘ให้เกียรติคู่แข่ง’ ไม่ได้แปลว่า ‘ความขัดแย้ง’ ระหว่างพรรคลบเลือนไป แม้จะเพิ่งผ่านช่วงที่มีกระแสข่าว ‘ดีลลับ-ปฏิญญาโมนาโก’ ก็ตาม
ถือเป็นวิธีหนึ่งของการแยก ‘การเมือง’ ออกจาก ‘ความสัมพันธ์ระหว่างคน’ ออกจากกัน ‘ในระดับหนึ่ง’ เป็นสิ่งที่ ‘อนุทิน’ ถนัด และ ‘เล่นเป็น’ มาเสมอ เท่ากับเป็นการสร้าง ‘พื้นที่เจรจา’ ไว้อีกด้วย ทำให้ ‘คลื่นใต้น้ำ’ ถูกสยบลงได้บ้าง
ทำให้ ‘อนุทิน’ กลายเป็น ‘ตำนานนักไหว้’ ที่จะได้เห็นอีกหลายวาระ





