พัฒนาการจาก 'คอนกรีต' สู่ 'AI' : จับตาความโปร่งใสงบประมาณ ‘ยุคอัลกอริทึม’

7 ก.ค. 2569 - 21:28

  • จับตาความโปร่งใสงบประมาณ ‘ยุคอัลกอริทึม’

  • ว่าด้วยปุจฉา 'ปัญญาประดิษฐ์'

  • บทเรียนจากอดีต สู่โจทย์ของอนาคต

พัฒนาการจาก 'คอนกรีต' สู่ 'AI' : จับตาความโปร่งใสงบประมาณ ‘ยุคอัลกอริทึม’

ครั้งหนึ่ง ถนน สะพาน คลอง หรือเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ คือภาพแทนของการพัฒนาประเทศ งบประมาณจำนวนมหาศาล ถูกทุ่มลงกับโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิต 

แต่ในอีกด้านหนึ่ง โครงการลักษณะดังกล่าว มักเป็นพื้นที่ที่ถูกสังคมตั้งคำถามถึง 'ความโปร่งใส' และ 'ความคุ้มค่า' ของการใช้ 'งบประมาณ' เพราะเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างที่ซับซ้อน ใช้งบจำนวนมาก และเปิดช่องให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์ได้ง่ายกว่างานประเภทอื่น 

ทว่าเมื่อโลกเดินหน้าสู่ยุคดิจิทัล รูปแบบการลงทุนของภาครัฐก็เปลี่ยนตาม งบประมาณที่เคยไหลไปสู่คอนกรีตและโครงสร้างพื้นฐาน เริ่มกระจายไปยังเทคโนโลยีดิจิทัล ระบบคลาวด์ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) มากขึ้น ขณะที่คำถามเรื่องความโปร่งใสและความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณ ก็เคลื่อนตามทิศทางการพัฒนาไปสู่โครงการยุคใหม่ที่ประเมินมูลค่าได้ยาก ซึ่งต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการตรวจสอบ 

เรื่องนี้เป็นอีกประเด็นที่ 'ฝ่ายค้าน' พยายามชำแหละ TH-AI Passport โปรเจกต์เรือธงของ 'ไชยชนก ชิดชอบ' รัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลเศรษฐกิจและสังคม ผู้สวมหมวกอีกไปเป็น 'นายน้อยของพรรคภูมิใจไทย'

ว่าด้วยปุจฉา 'ปัญญาประดิษฐ์'

‘อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์’ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นอีกผู้หนึ่งที่ลุกขึ้นอภิปรายสะท้อนมุมมองที่สวนทางกับการจัดสรรงบฯ พัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์นี้ ในห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ผ่านการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 

'อิสริยะ' หยิบยกประเด็นที่น่าสนใจ โดยชี้ว่า งบประมาณด้านดิจิทัลทั้งหมดพุ่งสูงกว่า 33,000 ล้านบาท โตขึ้นถึง 28% โดยงบประมาณของ 'กระทรวงดีอี' กลับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โตแบบก้าวกระโดดถึง 114% สวนทางกับหลายกระทรวงที่ถูกปรับลดงบประมาณในส่วนเดียวกัน 

สำหรับงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับ AI ในปี 2570 กระจายอยู่ใน 176 โครงการของ 81 หน่วยงาน (คิดเป็นมูลค่าราว 2,200 ล้านบาท) แต่หลายโครงการกลับมีลักษณะเป็นเบี้ยหัวแตก เพียงนำคำว่า "AI" มาใช้ประกอบชื่อโครงการ ทั้งที่เนื้อหาหลักอาจไม่ได้มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์โดยตรง พร้อมยกตัวอย่างบางโครงการที่จั่วหัวเป็น AI แต่แท้จริงคืองบก่อสร้างอาคารสูงถึง 164 ล้านบาท หรือบางโครงการมีรายละเอียดคลุมเครือไม่ชัดเจน จึงตั้งคำถามว่าการลงทุนดังกล่าวสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ด้าน AI ของประเทศมากน้อยเพียงใด และคุ้มค่ากับงบประมาณที่ใช้หรือไม่ 

โดยตั้งข้อสังเกตว่า แม้โครงการนี้จะไม่ได้รับการตั้งงบประมาณระยะที่สองไว้ในเล่มงบประมาณปี 2570 เพราะถูกสำนักงบประมาณหั่นทิ้ง แต่สิ่งที่ต้องระวังอย่างมากคือ โครงการนี้อาจกลับมาในรูปแบบของ ‘เงินนอกงบประมาณ’ ผ่านกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในลักษณะ ‘ขอเอง ชงเอง กินเอง ตบเองจบในตัว’ เนื่องจากผู้บริหารกระทรวงและกองทุนเป็นกลุ่มบุคคลเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวยังเป็นข้อสังเกตของฝ่ายค้าน ซึ่งภาครัฐได้ชี้แจงในหลายประเด็นและยืนยันว่าการดำเนินโครงการเป็นไปตามขั้นตอนและมีความโปร่งใส 

นอกจากนั้น ยังตั้งข้อสังเกตต่อการเพิ่มขึ้นของงบประมาณด้านคลาวด์ภาครัฐ (GDCC) ที่โตขึ้นถึง 2.19 เท่า เกือบแตะ 5,000 ล้านบาท รวมถึงงบความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยเห็นว่ามีการของบในลักษณะซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงาน ขณะที่งบด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งไม่มีราคากลางที่ชัดเจนและประเมินความคุ้มค่าได้ยาก ก็เป็นอีกช่องทางที่เสี่ยงต่อการกอบโกยช่องทางใหม่ เช่นเดียวกับงบจัดซื้อครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ภาครัฐที่มีมูลค่าสูงถึง 11,000 ล้านบาท โดยอิสริยะตั้งข้อสังเกตถึงงบไอทีของรัฐสภาที่สูงกว่า 500 ล้านบาท และความเชื่อมโยงของบริษัทผู้รับงานบางโครงการที่เป็นเครือข่ายเดียวกับโครงการ TH-AI Passport จึงเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างรอบด้าน 

แม้จะตั้งคำถามต่อการจัดสรรงบประมาณหลายส่วน แต่อิสริยะย้ำว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องลงทุนด้าน AI หากไม่ต้องการตกขบวนเพียงแต่การลงทุนควรอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ไม่ใช่เงินส่วนใหญ่ไหลออกนอกประเทศในฐานะ 'ผู้ซื้อ' รัฐบาลจึงควรรีบจัดตั้งคณะกรรมการ AI แห่งชาติ เพื่อกำกับดูแลให้โปร่งใส พร้อมทิ้งท้ายไว้ว่า

รัฐบาลในอดีตอาจทุจริตผ่านโครงการก่อสร้างเพราะหาเงินทอนง่าย แต่โลกกำลังเปลี่ยนไป สิ่งที่น่ากลัวคือรัฐบาลยุคใหม่อาจเจอ 'ขุมทรัพย์ใหม่' จากงบดิจิทัลที่ราคากลางไม่ชัดเจนและประเมินยาก หากใช้อย่างไม่ระมัดระวัง เม็ดเงินภาษีจะเปลี่ยนทิศจากคอร์รัปชันคอนกรีตมาสู่โลกดิจิทัลแทน

บทเรียนจากอดีต สู่โจทย์ของอนาคต

ข้อสังเกตดังกล่าว อาจมีมิติที่สะท้อนภาพกว้างมากกว่าการอภิปรายงบประมาณ เพราะในมุมของ ‘มานะ นิมิตรมงคล’ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ทุกครั้งที่โลกเปลี่ยน ประเทศจำเป็นต้องลงทุนเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงนั้น แต่ทุกครั้งที่รัฐใช้งบประมาณจำนวนมาก ก็ย่อมเป็นช่วงเวลาที่ความเสี่ยงของการทุจริตเปลี่ยนรูปแบบตามไปด้วย

"ยิ่งการลงทุนที่มันแปลกใหม่ เป็นเรื่องยากที่จะควบคุม อะไรที่เป็นการลงทุนแล้วคนเปรียบเทียบได้ยาก อันเนี้ยมันทำให้สังคมแยกแยะได้ยากว่าอะไรถูกอะไรผิด" 

มานะ อธิบายว่า หากย้อนกลับไปเมื่อกว่า 30 ปีก่อน การจับตาการใช้งบประมาณของภาครัฐ ส่วนใหญ่มักอยู่ที่โครงการจัดซื้อจัดจ้างและโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ เพราะเป็นการลงทุนที่ใช้เม็ดเงินมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นถนน สะพาน อาคาร หรือระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ก่อนที่ในเวลาต่อมา ประเด็นการตรวจสอบจะขยายมาสู่การจัดซื้อครุภัณฑ์ด้านเทคโนโลยี เช่น คอมพิวเตอร์ ซึ่งในช่วงเวลานั้นถือเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่หน่วยงานภาครัฐเริ่มลงทุนมากขึ้น 

ต่อมาเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 รูปแบบการใช้งบประมาณของรัฐก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง การจัดซื้อถุงยังชีพ หน้ากากอนามัย เวชภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายโครงการ กลายเป็นประเด็นที่ถูกตั้งข้อสังเกต เนื่องจากเป็นการใช้งบประมาณจำนวนมากภายใต้สถานการณ์เร่งด่วนที่สังคมยังไม่มีบทเรียนมาก่อน 

เขายกตัวอย่างกรณีที่เคยเป็นข้อถกเถียงในอดีต ทั้งโครงการบำบัดน้ำเสียคลองด่าน โครงการบ้านเอื้ออาทร และโครงการรับจำนำข้าว เพื่อสะท้อนว่า รูปแบบการทุจริตไม่ได้หยุดนิ่ง แต่เปลี่ยนแปลงไปตามนโยบายและลักษณะการลงทุนของภาครัฐ ยิ่งโครงการมีความซับซ้อนมากเท่าใด การตรวจสอบก็ยิ่งทำได้ยากขึ้นเท่านั้น 

สำหรับการลงทุนด้าน AI มานะ มองว่าเป็นเรื่องจำเป็น เพราะประเทศไทยไม่อาจปฏิเสธการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีได้ แต่การลงทุนจำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับความโปร่งใส สามารถอธิบายต่อสาธารณะได้ว่ากำลังลงทุนเพื่ออะไร มีเป้าหมายอย่างไร และจะสร้างผลตอบแทนต่อประเทศในระยะยาวอย่างไร 

เขาเห็นว่า โครงการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีใหม่ควรเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ ภาคเอกชน และผู้มีส่วนได้เสียในอุตสาหกรรม เพราะบุคคลเหล่านี้สามารถประเมินได้ว่าโครงการมีความเหมาะสม คุ้มค่า หรือควรปรับปรุงในจุดใด แตกต่างจากโครงการก่อสร้างทั่วไปที่สังคมสามารถมองเห็นผลลัพธ์ได้ค่อนข้างชัดเจน 

นอกจากนี้ โครงการด้านดิจิทัลยังมีลักษณะเฉพาะ คือหลายโครงการไม่มีราคากลางที่ชัดเจน หรือมีรายละเอียดทางเทคนิคที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ยาก หากไม่มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างเพียงพอ ก็อาจทำให้เกิดข้อสงสัยและลดทอนความเชื่อมั่นของสังคมต่อการใช้งบประมาณ แม้โครงการนั้นจะมีวัตถุประสงค์ที่ดีหรือมีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศก็ตาม 

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การปฏิเสธเทคโนโลยีหรือหยุดการลงทุน แต่คือการสร้างระบบตรวจสอบที่สามารถก้าวทันรูปแบบการลงทุนของรัฐ เพราะเมื่อโลกเปลี่ยน วิธีคิด วิธีใช้งบประมาณ และวิธีการตรวจสอบก็จำเป็นต้องเปลี่ยนไปพร้อมกัน 

"ทุกครั้งที่โลกเปลี่ยน รัฐจำเป็นต้องลงทุนเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลง แต่ทุกครั้งที่เงินลงทุนก้อนใหญ่เกิดขึ้น โอกาสในการทุจริตก็อาจเปลี่ยนรูปแบบตามไปด้วย"

มานะ กล่าวทิ้งท้าย

ท้ายที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการตั้งคำถามจากสังคม หรือ สส.ในห้องประชุมสภา ไม่อาจเป็นเพียงการตั้งปุจฉาเฉพาะเชิงตัวเลขเพียงอย่างเดียว หากแต่สะท้อนให้เห็นถึงโจทย์ใหม่ของการบริหารประเทศในยุคดิจิทัล เมื่อเม็ดเงินภาครัฐไม่ได้ไหลไปสู่คอนกรีตเพียงอย่างเดียว แต่กำลังเคลื่อนเข้าสู่ข้อมูล ซอฟต์แวร์ ระบบคลาวด์ และปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งล้วนเป็นการลงทุนที่สังคมจำเป็นต้องมีเครื่องมือและองค์ความรู้ในการติดตามตรวจสอบมากกว่าที่เคย 

4-Eras-of-Budgeting-3.jpg

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์