อัยการสูงสุดชี้ 9 ข้อสังเกต ‘ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมผู้บุกรุกป่า’ อาจขัดรัฐธรรมนูญ

16 ต.ค. 2568 - 21:17

  • อัยการสูงสุดส่งหนังสือถึง ‘ทวี สอดส่อง’ แจ้งข้อสังเกต 9 ประเด็น

  • ชี้ ‘ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมผู้บุกรุกป่า’ อาจขัดรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

อัยการสูงสุดชี้ 9 ข้อสังเกต ‘ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมผู้บุกรุกป่า’ อาจขัดรัฐธรรมนูญ

ผู้สื่ข่าวรายงานการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรมแก่ราษฎร ซึ่งได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐด้านที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ พ.ศ. .... ที่มี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ เป็นประธาน โดยเป็นการประชุมครั้งที่ 5 ซึ่งมีตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

ทั้งนี้ เลขาธิการคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้แจ้งให้ผู้เข้าร่วมประชุมทราบว่ามีหนังสืออัยการสูงสุด ด่วนที่สุดที่ อส 0008 (พก 1)/17324 ลงวันที่ 9 ต.ค. 2568 เรียนประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ แจ้งว่ามี “ข้อสังเกตในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ราษฎรเฉพาะกลุ่ม” โดยมีรายละเอียดดังนี้

  1. ตามร่างนี้ ไม่สามารถระบุถึงบุคคลผู้ที่ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินที่จะได้รับการนิรโทษกรรมอย่างชัดเจน ดังนั้นเมื่อไม่สามารถระบุถึงบุคคลที่จะได้รับการนิรโทษกรรมที่แน่นอนไว้ ย่อมอาจไม่สอดคล้องกับเจตนาของกฎหมาย ทั้งนี้การบัญญัติกฎหมายไม่ชัดเจนตามมาตรา 5 และมาตรา 6 ดังกล่าวอาจเกิดปัญหาการผิดต่อกฎหมาย และอาจเกิดการแทรกแซงและแสวงหาผลประโยชน์ได้
  1. ที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ เป็นฐานที่จะได้รับสิทธิ์ตามร่างมาตรา 5 ยังไม่มีขอบเขตการกำหนดเชิงพื้นที่ที่ชัดเจน จึงอาจส่งผลกระทบต่อกลไกการบังคับใช้กฎหมาย
  1. จากความไม่ชัดเจนตามข้อ 1 ในข้อ 2 จะก่อให้เกิดปัญหาต่อการพิจารณาของคณะกรรมการนิรโทษกรรมจังหวัด อันกระทบต่อประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ และเกิดความเสี่ยงต่อการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการในการวินิจฉัยให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งได้รับสิทธิหรือเสียสิทธิ์
  1. บทบาทของพนักงานอัยการนั้น พนักงานอัยการมีบทบาทในการบังคับใช้กฎหมาย โดยมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 ซึ่งมีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ดังนั้นตามร่างที่อ้างถึงมาตรา 14 อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กล่าวคือ การกำหนดให้พนักงานอัยการ “ต้องมีคำสั่งไม่ฟ้องเท่านั้น” เป็นการจำกัดการใช้ดุลยพินิจของพนักงานอัยการบนพื้นฐานของกฎหมายและพยานหลักฐานในสำนวน

นอกจากนี้ยังอาจส่งผลกระทบต่ออำนาจตุลาการในการพิจารณาพิพากษาคดี ดังนั้นจึงยืนยันความเห็นตามหนังสือสำนักงานอัยการสูงสุด ด่วนที่สุด ที่ อส 007 (พก1)/17567 ลงวันที่ 21 ต.ค. 2567 คือควรพิจารณาให้สอดคล้องกับกฎหมายเกี่ยวกับวิธีพิจารณาความอาญา โดยเฉพาะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39

  1. การลบประวัติอาชญากรรมตามร่างมาตรา 15 เป็นกลไกที่กำหนดขึ้นโดยมิชอบ เนื่องจากกระบวนการพิจารณาคดีในชั้นพนักงานอัยการยังไม่เด็ดขาด หรือชั้นพิจารณาของศาลแล้วแต่กรณียังไม่สิ้นสุด
  1. ตามร่างมาตรา 10, มาตรา 11 และมาตรา 16 การกำหนดให้อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพทำหน้าที่แทนคณะกรรมการนิรโทษกรรมจังหวัด และให้ปลัดกระทรวงยุติธรรมปฏิบัติหน้าที่แทนคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดนั้น เป็นการเปลี่ยนกลไกการพิจารณาจากรูปแบบคณะกรรมการมาเป็นตัวบุคคลโดยตำแหน่ง อีกทั้งไม่มีการกำหนดให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดเป็นที่สุดหรือไม่อาจเกิดกรณีการทบทวนคำสั่ง การกำหนดให้อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและปลัดกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่แทนคณะกรรมการดังกล่าว เป็นการบัญญัติที่ทำให้การบังคับใช้กฎหมายขาดหลักการตรวจสอบและถ่วงดุล ขาดหลักนิติธรรม จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
  1. การยกเว้นความผิดทางแพ่ง ตามร่างที่อ้างถึงมาตรา 17 อาจส่งผลต่อกระบวนการบังคับคดีที่ยังค้างอยู่ จึงจำเป็นต้องพิจารณากลไกในชั้นบังคับคดีด้วย
  1. ร่างที่อ้างถึงมาตรา 19 การกำหนดระยะเวลาดำเนินการภายในสองปีนั้นอาจประสบปัญหาไม่สามารถดำเนินการได้ทันตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย
  1. ตามร่างที่อ้างถึงมาตรา 20 การล้างมลทิน เป็นคนละประเด็นกับการนิรโทษกรรม เนื่องจากการล้างมลทินไม่ใช่การกำหนดให้การกระทำไม่เป็นความผิดแต่เป็นการกำหนดให้บุคคลที่กระทำความผิดนั้นเสมือนไม่เคยถูกลงโทษมาก่อน ส่วนการนิรโทษกรรมเป็นการกำหนดให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องกำหนดเรื่องการมลทินไว้ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้

โดยประธานคณะกรรมาธิการฯ ให้รับหนังสืออัยการสูงสุดไว้เป็นข้อสังเกตในการพิจารณาร่างต่อไป

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์