‘อังคณา’ ห่วง ‘40 อุยกูร์’ ที่ถูกส่งกลับจีน

28 ก.พ. 2568 - 12:16

  • ‘อังคณา’ ห่วง ‘40 อุยกูร์’ ที่ถูกส่งกลับจีน วอนเปิดให้เยี่ยม

  • เผย เคยส่งหนังสือถึงกมธ.วุฒิสภา ขอไปประเทศที่ 3 ไม่ขอกลับ ยัน รัฐบาลพูดไม่จริง เพราะมีประเทศที่ 3 รับ

  • พร้อมตั้งข้อสงสัย นายกฯ ไปจีน มีข้อตกลงอะไรหรือไม่ หลังกลับมามีการส่งกลับทันที ชี้ มีเงื่อนงำ ปิดเทปดำที่กระจก-จนท.ตม.ที่ดูแลผู้ลี้ภัยถูกให้ออกจากสำนักงานวันส่งตัว

aungkana_28feb2025_SPACEBAR_Hero_d6b137aa84.jpg

อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา แถลงย้ำว่า กรรมาธิการฯมีความกังวลและห่วงใยต่อการส่งชาวอุยกูร์ 40 คนกลับจีน ซึ่งที่ผ่านมา กรรมาธิการฯ ได้รับหนังสือจากชาวอุยกูร์ เมื่อปลายปี 2567 เพื่อส่งให้ข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ ที่ระบุว่า ‘_ไม่ประสงค์จะกลับประเทศจีน’_ ขณะที่กรรมาธิการฯ ทำหนังสือถึงสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อขอเข้าเยี่ยม 3 ครั้ง แต่ถูกปฏิเสธการเข้าเยี่ยม และเชิญกรรมาธิการฯไปพบที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง แจ้งวัฒนะแทน หลังจากนั้น กรรมาธิการฯ จึงเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สภาความมั่นคงแห่งชาติ กระทรวงต่างประเทศ กระทรวงยุติธรรม เข้าให้ข้อมูล ซึ่งทุกหน่วยงานต่างยืนยันว่า จะไม่มีการส่งชาวอุยกูร์กลับประเทศต้นทาง

อังคณา กล่าวว่า นอกจากนี้ ได้โทรศัพท์คุยกับเลขาสภาความมั่นคงแห่งชาติด้วยตัวเอง ก็ยืนยันว่า ไม่มีคำสั่งให้ส่ง แต่จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้กรรมาธิการฯ รู้สึกว่า การที่รัฐบาลแถลงว่า อุยกูร์สมัครใจกลับ เป็นการปกปิดข้อเท็จจริง และคิดว่าไม่มีใครเชื่อ เพราะสิ่งที่ได้รับมาตลอด ไม่ได้เป็นแบบนั้น และตอนเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เคยไปเยี่ยมผู้ลี้ภัยเหล่านี้หลายครั้ง ทุกคนแจ้งความจำนงอย่างเดียวคือ ต้องการไปตั้งรกรากถิ่นฐานในประเทศที่ 3 และตอนที่หน่วยงานรัฐมาชี้แจง ก็มีหลายประเทศยินดีที่จะรับอุยกูร์เหล่านี้ไปตั้งรกราก แต่สิ่งที่รัฐบาลแถลงว่าไม่มีประเทศไหนรับ ขอเรียนตรงๆว่า ไม่เป็นความจริง จึงมีความห่วงใยและกังวลอย่างมากว่า สิ่งเหล่านี้จะกระทบต่อความน่าเชื่อของประเทศในเวทีโลกด้วย ทำให้เห็นว่า ประเทศไทยไม่เป็นสถานที่ปลอดภัยสำหรับคนที่ต้องการลี้ภัย หรือเพื่อต้องการแสวงหาที่พักพิงต่อไป ก็หวังว่า รัฐบาลจะชี้แจงข้อเท็จจริง และนำความจริงมาเปิดเผย เพราะภาพที่เห็น ดูจากสีหน้าของชาวอุยกูร์เหล่านั้น ไม่ยินดีที่จะกลับไป และครอบครัวของคนเหล่านั้นก็อยู่ที่ปากีสถานอยู่แล้ว แต่ผู้ลี้ภัยกลุ่มนี้กลับถูกส่งไปจีน ซึ่งมีสถานที่เรียกว่า ค่ายอบรม ไม่สามารถเข้าไปเยี่ยมได้ ถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง 

สำหรับกรณีที่มีภาพเลขาธิการสมช.ไปรอรับตามที่สถานทูตจีนโพสต์ภาพนั้น อังคณา กล่าวว่า สิ่งที่มาให้ข้อมูลกับกรรมาธิการฯ เป็นการพูดไม่จริงทั้งหมด เพราะสิ่งที่เราได้รับมา ต่างจากที่หน่วยงานรัฐได้ข้อมูลและวานนี้ (27 ก.พ.) ได้โทรศัพท์ไปประสานกับหลายหน่วยงาน ทั้งระดับรัฐมนตรีจำนวนมาก แต่ไม่มีใครรับสายเลย และทราบว่า เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติไปรอรับที่จีนแล้ว และทราบว่า ตั้งแต่เวลา 02.00 น.ของวันที่ 27 ก.พ.เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองที่เป็นผู้ดูแลผู้ลี้ภัย ถูกสั่งให้ออกนอกสำนักงาน และวันนี้ยังไม่รู้เลยว่า หน่วยงานใดที่เป็นคนที่มารับอุยกูร์ทั้ง 40 คนออกไป นอกจากนี้ การปิดเทปดำที่กระจก ทำให้ไม่สามารถมองเห็นได้ว่า ข้างในมีปฏิกิริยาอย่างไร หรือเกิดอะไรขึ้น ซึ่งโดยปกติจะเห็นว่าอุยกูร์จะพยายามส่งเสียง มีส่งสัญญาณออกมา แต่การติดเทปดำเพื่อไม่ให้โอกาสคนที่อยู่ในรถได้ส่งเสียง หรือร้องขอความช่วยเหลือเลย ซึ่งคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีใครรับได้และไม่ทราบว่ารัฐบาลไทยไปรับปากอะไรกับรัฐบาลจีนไว้ แต่ไม่ควรนำสิทธิของคนบริสุทธิ์มาแลกเปลี่ยน

อังคณา กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามที่จะนำผู้ลี้ภัยกลุ่มนี้กลับมาโดยตลอด และคิดว่าการที่นายกรัฐมนตรีไปพบกับประธานาธิบดีของจีน น่าจะเป็นการส่งสัญญาณอะไรบางอย่าง ซึ่งไม่ทราบว่า มีการพูดคุยอะไรกัน แต่คิดว่า น่าจะมีอะไรที่แลกเปลี่ยนเป็นการขอให้ส่งอุยกูร์กลับ และเมื่อนายกรัฐมนตรีกลับมาคนเหล่านี้ก็ถูกส่งตัวกลับไป เท่าที่ทราบ มี 1 ใน 40 คน เป็นผู้ป่วยติดเตียงตอนอยู่ที่ประเทศไทย ก็หวังว่า จะได้รับการดูแลตามหลักมนุษยธรรมและจะไม่ถูกส่งกลับไปด้วย 

ส่วนการที่รัฐบาลยืนยันว่า ไม่มีประเทศที่ 3 รับอุยกูร์นั้น อังคณา ย้ำว่า ในวันที่หน่วยงานต่างๆมาชี้แจง ก็บอกไปแล้วว่า ถ้าอยากจะรู้ว่าประเทศไหนพร้อมจะรับ เรายินดีที่จะบอก แต่ขออนุญาตไม่เปิดเผย และถ้ารัฐบาลมีเจตนาดีในการคุ้มครองบุคคลกลุ่มนี้ ทางกรรมาธิการฯ ก็พร้อมที่จะติดต่อประเทศที่ 3 เพื่อให้คนกลุ่มนี้ไปตั้งรกราก พร้อมย้ำว่า การส่งกลับอุยกูร์ส่งผลให้มีแถลงการณ์จากหลายหน่วยงาน ทั้งจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ และรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาก็ออกแถลงการณ์ โดยใช้คำค่อนข้างรุนแรงว่า เป็นการกระทำที่ร้ายแรงที่สุด และการที่คนกลุ่มนี้อยู่มา 11 ปี เป็นเหตุผลที่ไทยควรจะผ่อนปรนให้บุคคลเหล่านี้ได้ออกมาอยู่ข้างนอก หรือ เดินทางไปประเทศที่ 3 ไม่ใช่ส่งกลับประเทศต้นทาง ซึ่งคิดว่า น่าจะได้รับอันตรายและส่วนตัวไม่เชื่อว่า จะได้รับการดูแลอย่างดีหรือสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีอิสระ มีศักดิ์ศรีเหมือนบุคคลทั่วไป และขณะนี้มีอุยกูร์ที่ลี้ภัยไปอยู่ในต่างประเทศทั่วโลก จึงกังวลว่า น่าจะมีการประท้วงหน่วยงานของรัฐบาลไทย

อังคณา กล่าวว่า ตอนที่ เป็นกรรมการสิทธิฯ เคยไปเยี่ยมบุคคลเหล่านี้หลายครั้งและจำหน้าได้ ดังนั้น หากเปิดโอกาสให้ไปเยี่ยม และสามารถเปิดโอกาสให้พูดคุยได้โดยไม่มีการดักฟัง หรือสอดแนม ก็คิดว่า ตรงนี้น่าจะเป็นประโยชน์ และก็เรียกร้องว่า รัฐบาลจีนควรเปิดโอกาส อนุญาตให้ผู้เชี่ยวชาญสหประชาชาติด้านการควบคุมตัวโดยพนักงานได้เข้าไปตรวจสอบสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศจีน ที่ถูกควบคุมในสถานที่เรียกว่า ค่ายอบรมการศึกษา ขอเรียกร้องว่า รัฐบาลจีนควรเชิญผู้เชี่ยวชาญสหประชาชาติเข้าไปด้วย ขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยก็ต้องใจกว้างที่จะให้ผู้เชี่ยวชาญสหประชาชาติ ไม่ว่าจะเป็นคณะทำงานการบังคับสูญหายโดยไม่สมัครใจหรือคณะทำงานด้านการควบคุมตามอำเภอใจได้เข้ามาตรวจสอบสถานการณ์ของผู้ที่ถูกกักในประเทศไทย และตรวจสอบสถานการณ์ของคนที่ถูกควบคุมตัวโดยพละการ รวมถึงการบังคับสูญหายในประเทศไทย ซึ่งเชื่อว่าการเข้ามาของหน่วยงานระดับประเทศและระดับโลก จะทำให้ไทยได้รับข้อเสนอแนะในการปรับปรุงกระบวนการคุ้มครองสิทธิ์ให้ได้มากขึ้น

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์