น้ำท่วม 'กรุงศรีฯ' ทุ่งรับน้ำ 'สีน้ำเงิน' วัดกึ๋น ภท. 'นีโอบ้านใหญ่' เหมา 'ท้องถิ่น-ระดับชาติ'

20 ต.ค. 2569 - 19:00

  • เจาะสนาม 'การเมืองกรุงเก่า' เมื่อ 'ภูมิใจไทย' คุมเบ็ดเสร็จ 'ระดับชาติ-ท้องถิ่น' นำโดย 'บ้านใหญ่วังน้อย' 2 ตระกูล ที่ ภท. ได้ สส. ยกจังหวัด 5 เขต

  • ภท. เผชิญความท้าทายสำคัญ จาก 'พรรคประชาชน' ทำคะแนนนิยมไล่กวดขึ้นมา อย่างมีนัยสำคัญในหลายเขตเลือกตั้ง ในฐานเสียงคนรุ่นใหม่-นิคมอุตสากรรม

  • สส.ภูมิใจไทย 5 เขต ต้องรับภาระหนัก เร่งแก้วิกฤตน้ำท่วมซ้ำซาก ที่กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของ 'ชาวอยุธยา' เพื่อพิสูจน์ผลงาน-รักษาฐานเสียงระยะยาว

น้ำท่วม 'กรุงศรีฯ' ทุ่งรับน้ำ 'สีน้ำเงิน' วัดกึ๋น ภท. 'นีโอบ้านใหญ่' เหมา 'ท้องถิ่น-ระดับชาติ'

จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปรียบเสมือนป้อมปราการ "กรุงเก่า" ยืนตระหง่านปักธงสีน้ำเงิน เป็นพื้นที่ที่เหนียวแน่นของพรรคภูมิใจไทย 

โดยสามารถสถาปนาชัยชนะแบบเบ็ดเสร็จ กวาดที่นั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ครบทั้ง 5 เขตเลือกตั้ง ตีทัพผู้สมัครค่ายสีส้มจนแตก ควบคู่ไปกับการครองยึดท้องถิ่นระดับ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ที่ไร้คู่ต่อกร

แต่ใต้ภาพลักษณ์แห่งความไร้เทียมทาน จ.อยุธยา กำลังเผชิญหน้ากับความท้าทาย 2 ด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือคะแนนนิยมของ พรรคประชาชน ที่เกาะติดเป็นอันดับ 2 แทบทุกตารางนิ้ว และอีกด้านหนึ่งคือ ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ที่มาเยือนทุกรอบปี ซึ่งแม้แต่เมกะโปรเจกต์หมื่นล้าน ก็ยังเป็นโจทย์หินที่ฝ่ายกุมอำนาจ ต้องนอนก่ายหน้าผากขบคิด

ถอดรหัสบ้านใหญ่ "พันธ์เจริญวรกุล"

ความสำเร็จของพรรคภูมิใจไทย ในการยึดครอง จ.อยุธยา เป็นผลพวงของการวางยุทธศาสตร์ "นีโอบ้านใหญ่" ที่ประสานทุนท้องถิ่น สายสัมพันธ์เครือญาติ และการบริการประชาชนในระดับรากหญ้าเข้าด้วยกันอย่างแนบเนียน

ศูนย์กลางอำนาจนี้อยู่ที่ "ตระกูลพันธ์เจริญวรกุล" แห่งอำเภอวังน้อย นำโดย "ซ้อสมทรง-สมทรง พันธ์เจริญวรกุล" มารดา ผู้เปี่ยมบารมีและนั่งเก้าอี้ นายกอบจ.พระนครศรีอยุธยา ติดต่อกันยาวนานหลายสมัย ร่วมกับ สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล ทายาททางการเมืองผู้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีและทำหน้าที่แม่ทัพใหญ่คุมพื้นที่

ความแกร่งของบ้านใหญ่วังน้อยยังทวีความแน่นหนาผ่านการเกี่ยวดองเป็นพันธมิตรสายเลือดกับ "ตระกูลตันจรารักษ์" โดย สมศรี ตันจรารักษ์ (นามสกุลเดิม พันธ์เจริญวรกุล) อดีตนายกเทศมนตรีตำบลลำตาเสา ได้สมรสกับ เอนก ตันจรารักษ์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองนายก อบจ. อยุธยา

เครือข่ายนี้ผลักดัน "สจ.พิม" พิมพฤดา ตันจรารักษ์ หลานสาวของซ้อสมทรง เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรในนามพรรคภูมิใจไทย เขต 3 ได้สำเร็จอย่างงดงาม 

เมื่อผนวกกับการดึงตระกูลการเมืองท้องถิ่นสายอื่นมาร่วมทัพ ทั้ง ตระกูลชีวานันท์ ในเขต 2 และฐานเสียงเดิมในเขต 5 จึงเกิดเป็นโครงข่ายที่ครอบคลุมพื้นที่อย่างทั่วถึงและยากจะเจาะทะลวง

ถึงแม้ชัยชนะจะตกเป็นของพรรคภูมิใจไทยทั้ง 5 เขต อย่างเด็ดขาด แต่เมื่อพิเคราะห์ตัวเลขคะแนนอย่างละเอียดจะพบว่า ผู้สมัครจากพรรคประชาชนก้าวขึ้นมาเป็นอันดับที่ 2 แทบทุกเขตเลือกตั้ง

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่ากระแสการเมืองเชิงอุดมการณ์ไม่ได้เลือนหายไปไหน หากแต่ปักหลักแน่นหนาในกลุ่มคนรุ่นใหม่และแรงงานนิคมอุตสาหกรรม รอคอยจังหวะเวลาที่โครงสร้างเดิมจะเผยรอยปริแยก

ศึกท้องถิ่น บารมี "ซ้อสมทรง" สยบ "นายกอุ๊"

ความแข็งแกร่งของขั้วอำนาจสีน้ำเงิน ยิ่งปรากฏชัดเจนขึ้นในสนามเลือกตั้งท้องถิ่น เมื่อ ซ้อสมทรง เดินหมากชิงลาออกจากตำแหน่งนายก อบจ. ก่อนครบวาระ เพื่อเปิดศึกเลือกตั้งใหม่ในเดือนสิงหาคม 2567 

เวทีนี้กลายเป็นบททดสอบสำคัญเมื่อ "นายกอุ๊" วัชรพงศ์ ระดมสิทธิพัฒน์ อดีตนายก อบต.บ้านใหม่ นำทัพกลุ่ม "ก้าวใหม่อยุธยา" ลงท้าชิง โดยมีเสียงสนับสนุนและแรงหนุนหลังอย่างเปิดเผยจาก แกนนำค่ายสีส้ม ในจังหวัด

กลุ่มก้าวใหม่อยุธยาหวังใช้กระแสความเปลี่ยนแปลงและภาพลักษณ์นักบริหารท้องถิ่นหัวก้าวหน้ามาเขย่าบัลลังก์บ้านใหญ่ แต่ผลการนับคะแนนกลับตอกย้ำความจริงของการเมืองเชิงพื้นที่ เมื่อซ้อสมทรงโกยคะแนนไปถึง 245,381 คะแนน เอาชนะนายวัชรพงศ์ที่ได้เพียง 114,063 คะแนน ไปอย่างขาดลอยมากกว่า 1.3 แสนเสียง ชัยชนะดังกล่าวส่งให้ซ้อสมทรงครองเก้าอี้นายก อบจ. เป็นสมัยที่ 5

บทเรียนจากศึก อบจ. ครั้งนี้ชี้ชัดว่า ในสนามการเมืองระดับจังหวัด ความผูกพันส่วนบุคคล เครือข่ายกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตลอดจนการสงเคราะห์ดูแลทุกข์สุขในชีวิตประจำวันของบ้านใหญ่ ยังคงเป็นเกราะกำบังที่ยากแก่การทำลายล้างด้วยแคมเปญหาเสียงเชิงนามธรรม

ชะตากรรมทุ่งรับน้ำ วิกฤตศรัทธา - ใต้เงินเยียวยา 9,000 บาท

อย่างไรก็ตาม ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดของค่ายสีน้ำเงินในอยุธยา กลับไม่ใช่พรรคคู่แข่ง แต่เป็น "สายน้ำ" ที่ไหลบ่าลงมาท่วมท้นบ้านเรือนเป็นประจำทุกปี อยุธยาตกอยู่ในฐานะจำยอมทางภูมิศาสตร์ของการเป็น "ทุ่งรับน้ำ" ตามยุทธศาสตร์การระบายน้ำของส่วนกลาง เพื่อปกป้องนิคมอุตสาหกรรมและกรุงเทพมหานครไม่ให้จมน้ำ

อำเภอลุ่มต่ำอย่างบางบาล เสนา ผักไห่ และบางซ้าย ต้องเผชิญกับสภาพน้ำท่วมขังยาวนานตั้งแต่ 2 ถึง 5 เดือนในแต่ละปี ระดับน้ำที่สูงท่วมหัวบันไดบ้านสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สิน ทำลายวงจรการทำนา และฉุดรั้งชาวบ้านเข้าสู่วังวนแห่งหนี้สินจากการดีดบ้านหนีน้ำ 

ซ้ำร้าย มาตรการชดเชยเยียวยาจากรัฐบาลกลางยังคงจ่ายในรูปแบบ "เงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฉุกเฉิน" ครัวเรือนละ 9,000 บาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อค่าซ่อมแซมบ้านเรือน

ชาวบ้านในพื้นที่เริ่มตั้งคำถามถึงความยุติธรรมว่า เหตุใดพื้นที่ที่ยอมเสียสละตนเองเพื่อไม่ให้คนเมืองกรุงต้องเปียกน้ำ

เสียงเรียกร้องเรื่องเงินเยียวยาที่เสมอภาค กลายเป็นประเด็นร้อนที่ฝ่ายค้านและพรรคประชาชนนำไปขยายผลในสภาผู้แทนราษฎร สร้างแรงบีบคั้นต่อ สส.พรรคภูมิใจไทย ที่ครองอำนาจยกจังหวัด ว่า มีบทบาทปกป้องผลประโยชน์ของคนในพื้นที่ได้มากน้อยเพียงใด

"เจ้าพระยา 2" ทางรอดระยะยาวจริงหรือ?

ทางออกเชิงโครงสร้างที่ภาครัฐนำมาเสนอเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมอยุธยา คือการลงทุนขนาดใหญ่ใน "โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร" หรือที่เรียกขานกันว่าโครงการ "เจ้าพระยา 2"

โครงการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาจุดคอขวดของแม่น้ำเจ้าพระยา ช่วงไหลผ่านเกาะเมืองอยุธยา โครงการเจ้าพระยา 2 เป็นการขุดคลองระบายน้ำสายใหม่ความยาวประมาณ 22.50 กิโลเมตร ตัดตรงจากอำเภอบางบาลเลี่ยงตัวเมืองไปลงแม่น้ำเจ้าพระยาที่อำเภอบางไทร พร้อมก่อสร้างประตูระบายน้ำหัวท้าย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผันน้ำหลากเลี่ยงเมืองได้อีก 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที 

ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติขยายกรอบงบประมาณเป็น 25,400 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังมีแผนงานระดับชาติระยะยาวอย่างคลองผันน้ำ "ชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย"วงเงินกว่า 1.6 แสนล้านบาท ที่ถูกบรรจุไว้ในพิมพ์เขียวแก้ปัญหาน้ำท่วมลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง

แต่โครงการเมกะโปรเจกต์เหล่านี้ยังคงเผชิญข้อกังขาจากทั้งนักวิชาการและชาวบ้านริมน้ำ เพราะแม้คลองบางบาล-บางไทร จะช่วยป้องกันเกาะเมืองและเขตเศรษฐกิจฝั่งตะวันออก แต่พื้นที่ทุ่งรับน้ำฝั่งตะวันตกอย่างอำเภอผักไห่ เสนา หรือบางบาลนอกแนวคันกั้นน้ำ อาจยังต้องแบกรับสภาพน้ำท่วมขังอยู่เช่นเดิม หากไม่มีระบบกระจายน้ำและการควบคุมบานระบายที่เป็นธรรม

ยิ่งไปกว่านั้น การบริหารจัดการน้ำระดับลุ่มน้ำเป็นอำนาจสั่งการของหน่วยงานส่วนกลาง ทั้งกรมชลประทานและสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ซึ่งอยู่นอกเหนือขอบเขตอำนาจหน้าที่ของ อบจ. ที่ทำได้เพียงการแจกจ่ายถุงยังชีพ สูบน้ำ หรือนำเครื่องจักรเข้าขุดลอกคลองสาขา 

สภาพดังกล่าวทำให้ผู้บริหารท้องถิ่นและ สส. สีน้ำเงิน ต้องตกเป็นตำบลกระสุนตก แบกรับความไม่พอใจของราษฎรในทุกฤดูน้ำหลาก

ภาพรวมของการเมืองอยุธยาในปัจจุบันคือภาพสะท้อนของการปะทะกันระหว่าง "เครือข่ายอุปถัมภ์ที่หยั่งรากลึก" กับ "กระแสความเปลี่ยนแปลง" ตระกูลพันธ์เจริญวรกุล และ ตระกูลตันจรารักษ์ ได้พิสูจน์แล้วว่าการดูแลฐานเสียงอย่างใกล้ชิด และการจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถต้านทานคลื่นพายุสีส้มได้อย่างหมดจด ทั้งในสนามเลือกตั้ง สส. และเก้าอี้นายก อบจ.

แต่อำนาจทางการเมืองที่คุมเบ็ดเสร็จ ไม่สามารถสั่งการให้ธรรมชาติหยุดไหลบ่าตามใจนึกได้ ตราบใดที่ประชาชนในทุ่งรับน้ำยังต้องเผชิญกับสภาพน้ำท่วมซ้ำซาก ขาดแคลนระบบชดเชยที่สมน้ำสมเนื้อ และต้องรอคอยโครงการ "เจ้าพระยา 2" ท่ามกลางความไม่แน่นอน 

มวลน้ำที่เอ่อล้นตลิ่งในทุกปี ย่อมทำหน้าที่เป็นสิ่งที่กัดกร่อนความเชื่อมั่นต่อ "ผู้นำบ้านใหญ่" ลงไปเรื่อยๆ

คะแนนเสียงอันดับ 2 ของพรรคประชาชน ที่ไล่กวดมาในทุกเขตเลือกตั้ง คือ สัญญาณเตือน หากฝ่ายกุมอำนาจไม่สามารถแปรเปลี่ยนชัยชนะในสนามเลือกตั้งให้กลายเป็นการบรรเทาทุกข์เชิงโครงสร้างอย่างเป็นรูปธรรมได้ เสียงแห่งความคับแค้นใต้ผืนน้ำ ก็พร้อมจะรวมตัวเป็นกระแสน้ำเชี่ยว ที่อาจพัดพากำแพงบ้านใหญ่ที่มั่นคงให้พังทลายลงในวันข้างหน้า

Info-Ayutthaya-Bhumjaithai-20oct26.jpg

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์