กรณีคำสั่งโยกย้าย เสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ นายอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ออกจากพื้นที่ให้มาช่วยราชการที่วิทยาลัยการปกครอง กรมการปกครอง กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยมีทั้งเสียงตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของคำสั่ง และเสียงจากฝ่ายรัฐบาลที่ยืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าวมีเหตุผลจากสถานการณ์อุทกภัยและข้อเท็จจริงด้านการปฏิบัติหน้าที่
อดีตปลัด มท. ตั้งคำถาม–ชี้ ‘ต้องมีอะไรคลาดเคลื่อน’
สุทธิพงษ์ จุลเจริญ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า นับตั้งแต่เกษียณอายุราชการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567 แม้จะมีข่าวเกี่ยวกับข้าราชการมหาดไทยที่ไม่ทุ่มเททำงาน ไม่ปฏิบัติหน้าที่ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ให้ประชาชน หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมออกมาเป็นระยะ แต่ไม่เคยออกมาแสดงความคิดเห็น เนื่องจากตำแหน่งทางราชการยังมีผู้มาดำรงตำแหน่งต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม กรณีของ เสฏฐวุฒิ ซึ่งถูกนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยตำหนิอย่างรุนแรงต่อสาธารณชน ทำให้สุทธิพงษ์ระบุว่า รู้สึกประหลาดใจและไม่เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า นายอำเภอที่เคยได้รับการยกย่องจากการทำงานร่วมกับ 7 ภาคีเครือข่าย เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขประชาชนแบบบูรณาการอย่างยั่งยืนเมื่อปี 2566 จะเป็นบุคคลตามที่ถูกตำหนิ
สุทธิพงษ์มองว่า “ต้องมีอะไรคลาดเคลื่อนแน่นอน” พร้อมหวังว่าอธิบดีกรมการปกครองและผู้บังคับบัญชาจะช่วยกันแสวงหาข้อมูลและข้อเท็จจริง และแสดงบทบาทของนักปกครองที่ดีด้วยการ “ปกป้องดูแล” ผู้ใต้บังคับบัญชาให้ได้รับความเป็นธรรม
ขอผู้บังคับบัญชาตรวจสอบ ย้ำศักดิ์ศรีข้าราชการต้องได้รับความเป็นธรรม
สุทธิพงษ์ระบุว่า ในฐานะคนนอกยังเชื่อมั่นว่า นายอำเภอและคนมหาดไทยไม่มีวันที่จะทอดทิ้งประชาชนเมื่อเกิดสาธารณภัย พร้อมขอให้รอการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากผู้มีอำนาจและผู้บังคับบัญชา
ทั้งยังแสดงความหวังว่า คุณงามความดีของเสฏฐวุฒิในอดีต ซึ่งอยู่ในระดับดีเด่นและเป็นหนึ่งในนายอำเภอแถวหน้าของประเทศ จะยังคงได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรม
หากผลการตรวจสอบพบว่าไม่ได้เป็นไปตามข้อกล่าวหา สุทธิพงษ์มองว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความเป็นข้าราชการของนายอำเภอบ้านสร้างก็ควรได้รับกลับคืนมา
‘เอกภพ’ โต้ปมโยกย้ายต้องถามผู้ว่าฯ ย้ำบ้านสร้างอยู่ในภาวะวิกฤติ
ด้าน เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาตอบโต้เสียงวิจารณ์ โดยระบุว่า ในการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา มีการสั่งให้นายอำเภอบ้านสร้างมาช่วยราชการ ซึ่งเรื่องสาเหตุและความเหมาะสมควรสอบถามจากผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นผู้เสนอเรื่องขึ้นมา
เอกภพระบุว่า ในฐานะโฆษกศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมในสถานการณ์อุทกภัย ซึ่งมีการรวบรวมข้อมูลทุกเช้า ต้องยอมรับว่า อำเภอบ้านสร้างอยู่ในภาวะวิกฤติ เนื่องจากน้ำจากทั้งจังหวัดนครนายกและปราจีนบุรีจะมารวมกันที่พื้นที่ดังกล่าว ก่อนระบายลงแม่น้ำบางปะกง
ดังนั้นจึงไม่สามารถทำงานแบบนิ่งเฉยหรือ “เรื่อยๆ เฉื่อยๆ” ได้ แต่ต้องบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อดูแลประชาชน
ภาพที่ประชาชนเห็นอาจไม่ครบทุกด้าน
เอกภพกล่าวว่า ภาพที่ประชาชนหรือสื่อมวลชนได้รับอาจไม่ครบทุกด้าน เพราะการประสานงานเพื่อให้ประชาชนปลอดภัย รวมถึงการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟู จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ใช่เฉพาะนายอำเภอเท่านั้น
ส่วนกรณีสุทธิพงษ์ออกมาวิพากษ์วิจารณ์นั้น เอกภพยอมรับว่า บุคคลที่รู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมย่อมสามารถร้องเรียนหรือวิพากษ์วิจารณ์ได้ แต่เห็นว่าการวิพากษ์วิจารณ์จากอดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเคยบริหารราชการร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีลักษณะเหมือนการตำหนิถ้อยคำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในที่ประชุม ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนยอมรับไม่ได้
เปิดคลิปเก่าโต้ ‘สุทธิพงษ์’ สวนอย่ามาสั่งสอนนายกฯ
เอกภพย้ำว่า นายกรัฐมนตรีไม่ได้ตำหนิเรื่องตัวบุคคล ไม่ได้ถามว่าเสฏฐวุฒิจบจากสถาบันใด แต่เกิดจากความเสียใจที่มีเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้น และมีข้อมูลกับข้อเท็จจริงที่สอดคล้องกันว่าควรต้องดำเนินการบางอย่าง
จากนั้นเอกภพนำโทรศัพท์มือถือเปิดคลิปวิดีโอเก่า ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่สุทธิพงษ์ขณะดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวตำหนิข้าราชการอย่างรุนแรง รวมถึงถามถึงสถาบันการศึกษาที่จบมา ในการประชุมผ่านระบบ Zoom กับข้าราชการหลายจังหวัด เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2565
เอกภพระบุเพิ่มเติมว่า การประชุม บกปภ.ช.ไม่ได้มีการถ่ายทอดสด และนายกรัฐมนตรีไม่ได้ใช้คำไม่สุภาพหรือด่าผู้ใด แต่คำพูดดังกล่าวเกิดจากความเป็นห่วงประชาชนว่าจะไม่ได้รับการดูแล
พร้อมตั้งคำถามกลับว่า ผู้ที่เคยใช้ถ้อยคำในลักษณะดูถูกหรือรุนแรงกับข้าราชการ ไม่ควรนำพฤติกรรมดังกล่าวมาสั่งสอนนายกรัฐมนตรี
โต้ปม “ย้ายเพราะค้านโรงงานขยะ” ชี้อย่าเอาเรื่องมาปะติดปะต่อ
ส่วนข้อสังเกตว่าการโยกย้ายนายอำเภอบ้านสร้างอาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับสถานการณ์น้ำท่วม แต่อาจมาจากกรณีที่นายอำเภอคัดค้านการตั้งโรงงานขยะรีไซเคิลในพื้นที่ เอกภพกล่าวว่า เป็นการ “ผูกหรือสร้างสตอรี่กันไป”
เขาย้ำว่า บ้านสร้างเป็นอำเภอรับน้ำและเป็นพื้นที่ที่สถานการณ์รุนแรง จึงต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและทุกสรรพกำลัง โดยนายอำเภอถือเป็นกลไกสำคัญในการบูรณาการการทำงาน
สำหรับเหตุผลที่แท้จริงของคำสั่ง เอกภพชี้ว่า ควรสอบถามจากผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี หากเหตุผลไม่ดีพอหรือไม่มีน้ำหนักเพียงพอ ก็ไม่น่าจะมีคำสั่งออกมาได้ เพราะผู้ลงนามไม่สามารถลงนามในคำสั่งได้ หากไม่มีการสืบค้นข้อมูลอย่างรอบคอบ
จุดเริ่มต้นปมร้อน ‘อนุทิน’ สั่งสอบทั้งวินัย-ทัศนคติ
ก่อนหน้านี้ ในการประชุม บกปภ.ช. เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 เพื่อติดตามสถานการณ์และการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย อนุทิน ในฐานะประธานการประชุม กล่าวถึงกรณีผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรีทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและอธิบดีกรมการปกครอง เพื่อขอย้ายนายอำเภอบ้านสร้างออกจากพื้นที่ โดยอ้างว่าไม่ให้ความร่วมมือ
อนุทินระบุว่า อธิบดีกรมการปกครองรายงานว่าได้ตรวจสอบแล้ว และพบว่ามีปัญหาเรื่องความกระตือรือร้นและการทุ่มเทในการทำงาน รวมถึงการประสานงานเพื่ออพยพประชาชน โดยระบุว่ามีการส่งสิ่งของไปแล้วแต่ได้รับคำตอบให้รอ และบางเรื่องขอเลื่อนไปดำเนินการในวันรุ่งขึ้น จนเป็นเหตุให้ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องทำหนังสืออย่างเป็นทางการ
นายกรัฐมนตรีระบุว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องน่าอับอายอย่างมาก หากข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่ได้รับรายงาน พร้อมสั่งให้ดำเนินการสอบสวนทั้งด้านวินัยและทัศนคติ รวมถึงประเมินอย่างละเอียดว่าเหตุใดสถานการณ์จึงรุนแรงถึงระดับดังกล่าว
พร้อมระบุว่า หากพบว่าเป็นบุคคลที่มีพฤติกรรมร้ายแรงจนไม่สามารถรับราชการได้ ก็ไม่ควรให้อยู่ในระบบราชการ เพราะอาจสร้างความเสียหายต่อประเทศและคุณภาพชีวิตของประชาชน
‘นิพิฏฐ์’ เตือนนายกฯ แยกอำนาจบังคับบัญชากับอำนาจโยกย้าย
ขณะที่ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความถึงนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่าเขียนด้วยความปรารถนาดี พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงอำนาจตามกฎหมาย
นิพิฏฐ์ระบุว่า แม้นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้บังคับบัญชาของข้าราชการทุกระดับตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถแต่งตั้งหรือโยกย้ายข้าราชการได้ทุกระดับ โดย “การเป็นผู้บังคับบัญชา” กับ “อำนาจในการแต่งตั้งโยกย้าย” เป็นคนละเรื่องกัน
พร้อมเตือนว่า หากนายกรัฐมนตรีในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพูดในทำนองว่าจะโยกย้ายนายอำเภอ อาจมีประเด็นเกี่ยวข้องกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
นิพิฏฐ์ยังระบุว่า ผู้มีอำนาจโยกย้ายนายอำเภอคืออธิบดีกรมการปกครอง และหากอธิบดีไม่ดำเนินการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจึงมีอำนาจในการโยกย้ายอธิบดีได้ พร้อมแนะนำให้นายกรัฐมนตรีสอบถามรองนายกรัฐมนตรีที่มาจากเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา
นอกจากนี้ นิพิฏฐ์ยังโพสต์ข้อความว่า “เคราะห์หาม ยามร้าย ย้ายนายอำเภอคนเดียว เหมือนเด็ดดอกไม้ดอกเดียว สะเทือนถึงดวงดาว”




