เพียงการกดปุ่มลงคะแนนไม่กี่วินาที กลับกลายเป็นชนวนให้สภากรุงเทพมหานครร้อนระอุ เมื่อการลงมติร่างข้อบังคับการประชุมสภา กทม. ในการประชุมสภากรุงเทพมหานครวานนี้ (31 ก.ค.) ต้องหยุดชะงัก หลังพบว่า จำนวนคะแนนเสียงไม่สอดคล้องกับจำนวนสมาชิกที่อยู่ในห้องประชุม
จุดเริ่มต้นของเรื่อง เกิดจากการทักท้วงของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) จนประธานในที่ประชุมต้องสั่งตรวจนับองค์ประชุมและพักการประชุมเพื่อตรวจสอบข้อมูล ก่อนจะมีการลงมติใหม่
ระหว่างนั้น ภัทรศักดิ์ ใหม่พระเนตร ส.ก.เขตยานนาวา พรรคประชาชน ลุกขึ้นชี้แจงต่อที่ประชุมว่า เป็นผู้กดปุ่มลงคะแนนที่เครื่องของ ไซราม ประกายกิจ ส.ก.เขตสาทร พรรคประชาชน เนื่องจากเครื่องลงคะแนนอยู่ติดกัน และเกิดความสับสนจากปัญหาเครื่องลงคะแนนของเพื่อนสมาชิก ซึ่งต่อมา ไซราม ยอมรับว่า ในช่วงเวลาลงมติดังกล่าว ตัวเองไม่ได้อยู่ในห้องประชุม ก่อนที่สภาจะมีการลงคะแนนใหม่
พรรคประชาชนแจง ‘กดผิดเครื่อง’ ไม่ใช่ ‘เสียบบัตรแทนกัน’
หนึ่งวันหลังเกิดเหตุ ภัทรศักดิ์ออกแถลงการณ์ชี้แจงอย่างละเอียด ยืนยันว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเป็น ‘อุบัติเหตุ’ จากความเร่งรีบ ไม่ใช่การเสียบบัตรหรือกดคะแนนแทนกัน
เจ้าตัวอธิบายว่า เครื่องลงคะแนนของไซรามมีปัญหามาตั้งแต่สัปดาห์ก่อน จึงต้องย้ายมานั่งติดกัน และบัตรของไซรามเสียบค้างอยู่ในเครื่อง เมื่อรีบเดินกลับเข้าห้องประชุมเพื่อให้ทันการลงมติ จึงเผลอกดปุ่มผิดเครื่อง
ภัทรศักดิ์ยืนยันว่า ไม่มีเจตนาลงคะแนนแทนสมาชิกคนอื่น และเมื่อทราบว่ากดผิด ก็ได้ลุกขึ้นชี้แจงต่อที่ประชุมทันที พร้อมขอโทษต่อเหตุการณ์ที่สร้างความวุ่นวาย และรับปากว่าจะระมัดระวังไม่ให้เกิดขึ้นอีก
คำชี้แจงดังกล่าวสะท้อนว่า ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหามองเหตุการณ์นี้เป็น ‘ความผิดพลาดทางเทคนิค’ และ ‘อุบัติเหตุ’ มากกว่าจะเป็นการกระทำโดยเจตนา
เหตุการณ์นี้ อาจจบลงเพียงการลงมติใหม่ หากไม่มีอีกหนึ่งปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง นั่นคือ ‘บรรทัดฐาน’จากคดีเสียบบัตรแทนกันของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.)
มุมมองของ ส.ก.พรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง โดยทั้งสองกลุ่มร่วมกันแถลงข่าว เตรียมยื่นหนังสือถึงประธานสภากรุงเทพมหานคร เพื่อขอให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เพราะเห็นว่า การกดคะแนนแทนสมาชิกคนอื่น ไม่ว่าจะเกิดจากเหตุใด ย่อมเป็นเรื่องที่กระทบต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการลงมติ
ฝ่ายที่แถลงข่าวยังระบุว่า การกระทำลักษณะนี้อาจเข้าข่ายความผิดทั้งทางอาญาและมาตรฐานจริยธรรม พร้อมอ้างอิงบรรทัดฐานจากคดี ‘เสียบบัตรแทนกัน’ ของ สส. ซึ่งศาลเคยมีคำพิพากษามาแล้ว
เมื่อฝ่ายผู้ชี้แจงยืนยันว่า เป็นความผิดพลาดที่เกิดจากความเร่งรีบ ไม่มีเจตนาลงคะแนนแทนใคร และสภาก็ได้สั่งให้ลงมติใหม่ทันที แต่ฝ่ายผู้ร้องเรียนกลับมองว่า เพียงมีการใช้เครื่องลงคะแนนของสมาชิกคนอื่น การกระทำก็เกิดขึ้นแล้ว และสมควรได้รับการตรวจสอบตามกระบวนการ
การยื่นสอบสวนครั้งนี้ จึงมีนัยยะมากกว่าการหาคนผิด หากแต่เป็นการส่งสัญญาณว่า พรรคประชาชนซึ่ งมักยืนอยู่บนหลักการเรื่องธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการตรวจสอบผู้มีอำนาจ ก็ต้องถูกตรวจสอบด้วยมาตรฐานเดียวกัน
หากเคยเรียกร้องให้การเมืองไทยยึดหลัก ‘ไม่มีใครอยู่เหนือมาตรฐานจริยธรรม’ วันนี้ พรรคประชาชนเองก็ต้องเผชิญกับคำถามชุดเดียวกัน
ย้อนคดี ‘เสียบบัตรแทนกัน’ ของ สส.
เหตุผลที่หลายฝ่ายหยิบยกคดีของ สส. ขึ้นมาเปรียบเทียบ เพราะถือเป็นคดีบรรทัดฐานสำคัญของการเมืองไทย
เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2562 ระหว่างการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 โดยพบจากภาพถ่ายทอดสดและข้อมูลของรัฐสภาว่า มีสมาชิกบางรายไม่ได้อยู่ในห้องประชุม แต่กลับมีการใช้บัตรแสดงตนและลงคะแนนแทน
คดีดังกล่าวนำไปสู่การไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก่อนส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาว่า สมาชิกที่ยินยอมให้ผู้อื่นเสียบบัตรและลงคะแนนแทน มีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ลงโทษจำคุกคนละ 9 เดือน โดยไม่รอลงอาญา
นอกจากนี้ ศาลยังวินิจฉัยว่าเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ส่งผลให้ถูกเพิกถอนสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมือง และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต ก่อนจะมีการประกาศเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ในเวลาต่อมา
สาระสำคัญของคำพิพากษา คือ การลงคะแนนแทนกันเป็นการบิดเบือนการปฏิบัติหน้าที่ของผู้แทน และกระทบต่อความน่าเชื่อถือของสถาบันนิติบัญญัติ
กรณี ส.ก. จะเดินตามรอยคดี สส. หรือไม่?
แม้หลายฝ่ายจะหยิบยกคดี สส.มาเป็นบรรทัดฐาน แต่ในทางกฎหมาย กรณีของสภากรุงเทพมหานครยังต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีลักษณะอย่างไร
ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า การกดปุ่มลงคะแนนในเครื่องของสมาชิกคนอื่น จะถือเป็นเพียง ‘การกดผิดเครื่อง’ ตามคำชี้แจงของผู้เกี่ยวข้อง หรือจะมีพยานหลักฐานที่ทำให้เห็นว่า เป็นการลงคะแนนแทนสมาชิกอีกคน
คำตอบของคำถามนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของการดำเนินการ ทั้งในทางข้อบังคับการประชุม ความรับผิดทางกฎหมาย และมาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนอีกครั้งว่า แม้การลงคะแนนจะใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที แต่หากเกิดข้อผิดพลาดหรือข้อกังขาใดๆ ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือขององค์กรนิติบัญญัติทั้งระบบ




