กรณีการลงคะแนนในที่ประชุมสภากรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ซึ่งกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ หลังมีข้อสังเกตเรื่องการลงคะแนนแทนกันของ ‘ภัทรศักดิ์ ใหม่พระเนตร’ ส.ก.เขตยานนาวา พรรคประชาชน ภายหลังเจ้าตัวชี้แจงว่าได้กดเครื่องลงคะแนนของ ‘ไซราม ประกายกิจ’ ส.ก.เขตสาทร พรรคเดียวกันผิด ยังคงเป็นประเด็นที่ถูกจับตาอย่างต่อเนื่อง โดยตลอดหลายวันที่ผ่านมา ผู้เกี่ยวข้องจากทุกฝ่ายต่างออกมาชี้แจงและแสดงจุดยืนของตน ท่ามกลางกระบวนการตรวจสอบที่กำลังเดินหน้าต่อไป
‘พงศกร ขวัญเมือง’ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมทีมสมาชิกส.ก.พรรค ได้ร่วมกันแถลงข่าวตั้งข้อสังเกตว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่เพียงความผิดพลาด แต่เป็นการลงคะแนนแทนกัน ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดทั้งด้านจริยธรรมและกฎหมาย
ขณะที่ ‘นภาพล จีระกุล’ ส.ก.เขตบางกอกน้อย อธิบายว่า ระบบลงคะแนนของสภา กทม. ใช้วิธีลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์เช่นเดียวกับสภาผู้แทนราษฎร โดยใช้บัตรประจำตัวสมาชิกยืนยันตัวตน ไม่ว่าจะเสียบบัตรที่ช่องใด ระบบก็จะแสดงตัวตนของสมาชิกผู้นั้น
จากการตรวจสอบในวันเกิดเหตุ มีสมาชิกแสดงตนในระบบ 41 คน แต่เมื่อตรวจสอบภายในห้องประชุมกลับพบสมาชิกอยู่จริงเพียง 40 คน จึงเป็นข้อสังเกตว่ามีบัตรอีก 1 ใบถูกเสียบค้างไว้ และเมื่อเปิดให้ลงคะแนนก็มีผู้ลงคะแนนครบ 41 คน จึงมองว่ามีการลงคะแนนแทนกันเกิดขึ้น
โดยภายหลัง ‘ภัทรศักดิ์’ ยอมรับในที่ประชุมว่าเป็นผู้กดเครื่องของ ‘ส.ก.ไซราม’ จึงสะท้อนว่าเป็นการกดลงคะแนน 2 ครั้ง พร้อมเห็นว่าคำอธิบายเรื่องเครื่องเสียหรือกดผิด ‘ฟังไม่ขึ้น’ เพราะหากเครื่องมีปัญหา ระบบจะแสดงสัญญาณสีส้มและไม่สามารถลงคะแนนได้ อีกทั้งสมาชิกควรแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที
ด้าน ‘นิภาพรรณ จึงเลิศศิริ’ ส.ก.เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ซึ่งระบุว่าอยู่ในเหตุการณ์ ยืนยันว่าเห็น ‘ภัทรศักดิ์' กดลงคะแนนที่เครื่องของตนเองก่อน แล้วจึงเอื้อมมือไปกดที่เครื่องของ ‘ไซราม’ ทำให้เกิดการทักท้วงภายในห้องประชุมว่าเหตุใดจำนวนผู้แสดงตนกับจำนวนผู้ลงคะแนนจึงไม่สอดคล้องกัน
เธอกล่าวว่า หลังเกิดเหตุมีการใช้เวลาหลายนาทีก่อนจะเปิดเผยรายชื่อผู้ลงคะแนน และภัทรศักดิ์จึงยกมือชี้แจงว่ากดผิด พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากเป็นความสับสนหรือเครื่องมีปัญหาจริง สมาชิกควรรีบแจ้งประธานในที่ประชุมทันที อีกทั้งเห็นว่าการกดเครื่องของตนเองก่อนแล้วจึงกดอีกเครื่อง ไม่ใช่ลักษณะของความผิดพลาดโดยสัญชาตญาณ และบันทึกของสภาสามารถตรวจสอบลำดับเวลาการกดปุ่มได้
พงศกรกล่าวว่า แม้ภายหลังจะมีคำชี้แจงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่แตกต่างจากสิ่งที่กล่าวในห้องประชุม แต่ข้อเท็จจริงที่พรรคประชาธิปัตย์เห็นคือ มีการลงมติแทนกันเกิดขึ้น และถือเป็นการละเมิดหลักการหนึ่งคน หนึ่งเสียง
พร้อมประกาศว่าพรรคจะดำเนินการ 3 แนวทาง ได้แก่
- ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
- ยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่
- ส่งสัญญาณถึงประธานและรองประธานสภา กทม. ให้ดำเนินการตามข้อเท็จจริง หากไม่มีการดำเนินการ พรรคพร้อมพิจารณาดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องในฐานะละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
พงศกรย้ำว่า การแถลงข่าวครั้งนี้ไม่ใช่การกลั่นแกล้งทางการเมือง แต่ต้องการสนับสนุนนโยบาย ‘สภา กทม. โปร่งใส’ พร้อมตั้งคำถามว่าประธานสภา กทม. จะดำเนินการกับกรณีนี้อย่างเท่าเทียมและโปร่งใสหรือไม่
ต่อมาในวันเดียวกัน ‘ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ‘ ส.ก. บางซื่อ พรรคประชาชนประธานสภากรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นร่วมกับสำนักงานเลขานุการสภากรุงเทพมหานครแล้วในระดับหนึ่ง แต่ยังรอหนังสือร้องเรียนอย่างเป็นทางการจากพรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มเพื่อไทย Life เพื่อพิจารณาว่าจะดำเนินการในช่องทางใด
ประธานสภา กทม. ระบุว่า เมื่อได้รับหนังสือแล้วสามารถส่งเรื่องให้คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องพิจารณา หรือดำเนินการผ่านกระบวนการด้านจริยธรรม ซึ่งหากเข้าสู่ขั้นตอนถอดถอน จะต้องใช้เสียงสนับสนุนไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของสมาชิกสภา กทม. พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างโปร่งใส ตรงไปตรงมา และเท่าเทียมกับสมาชิกทุกคน
เมื่อถูกถามว่าจะกำชับเรื่องการเสียบบัตรและการลงคะแนนเพื่อป้องกันเหตุซ้ำหรือไม่ นภัทราภรณ์กล่าวว่า การลงคะแนนถือเป็นความรู้พื้นฐานของสมาชิกสภาทุกคน เพราะคดีลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นและมีโทษทั้งทางอาญาและจริยธรรม จึงเป็นความรับผิดชอบส่วนบุคคลที่จะต้องรู้ว่าสิ่งใดทำได้หรือทำไม่ได้ พร้อมย้ำว่า
"หากผิดก็ต้องว่าไปตามผิด"
ส่วนผลการตรวจสอบเบื้องต้นจากภาพการถ่ายทอดสดนั้น ประธานสภา กทม. กล่าวว่า คาดว่าภัทรศักดิ์ได้กดลงคะแนนทั้งสองเครื่องจริง อย่างไรก็ตาม ประธานสภาไม่มีอำนาจวินิจฉัยชี้ผิดหรือชี้ถูก เพราะสมาชิกทุกคนล้วนมาจากการเลือกตั้ง สิ่งที่ทำได้คือให้มีการสอบสวนข้อเท็จจริงตามกระบวนการ โดยยอมรับว่าได้พูดคุยกับทั้ง ‘ภัทรศักดิ์’ และ ‘ไซราม’ แล้ว ซึ่งข้อมูลที่ได้รับเป็นไปตามที่นายภัทรศักดิ์ได้ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊ก
ก่อนการประชุมสภา กทม. วาระพิจารณาร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามนายภัทรศักดิ์ถึงกรณีดังกล่าว แต่เจ้าตัวตอบเพียงว่า ได้ชี้แจงทั้งหมดแล้วผ่านเฟซบุ๊ก และพร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามขั้นตอน




