ย้อนครหา ‘ต่างด้าว-ความเป็นไทย’ จาก ‘บรรหาร’ ถึง ‘ณัฐพงษ์-ปชน.’

3 ก.พ. 2569 - 19:01

  • การเมืองไทย มักใช้วาทกรรมเรื่อง 'เชื้อชาติ-ความรักชาติ' เป็นอาวุธทำลายล้างคู่แข่ง ผ่านการสร้างภาพลักษณ์ 'คนนอก' ให้ฝ่ายตรงข้าม ตั้งแต่ยุค 'บรรหาร' มาถึงยุค 'ณัฐพงษ์'

  • ปี 2539 'บรรหาร' เผชิญการอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่อง 'สัญชาติ' ต้องงัดหลักฐานใบ สด.1 มายืนยันความเป็นไทยได้ แต่สุดท้ายต้องใช้ไหวพริบชิง 'ยุบสภา' ดัดหลังพรรคร่วมรัฐบาลที่เตรียมหักหลัง

  • ปี 2569 หัวหน้าพรรคประชาชน ถูกโจมตีเรื่องท่าทางการยืนเคารพธงชาติ-นโยบายแรงงานต่างด้าว ซึ่งถูก 'ฝ่ายตรงข้าม'ขยาย ผลเพื่อลดทอน 'ความชอบธรรมทางการเมือง'

ย้อนครหา ‘ต่างด้าว-ความเป็นไทย’ จาก ‘บรรหาร’ ถึง ‘ณัฐพงษ์-ปชน.’

ประวัติศาสตร์การเมืองไทย มักมีวัฏจักรที่วนเวียนกลับมาที่เดิมเสมอ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงกลยุทธ์การทำลายล้างคู่แข่งผ่าน "ความเป็นไทย" หรือการสถาปนา "ความเป็นอื่น" ให้แก่ฝ่ายตรงข้าม

ปี 2569 สังคมไทยได้กลับมาเผชิญหน้ากับวาทกรรมที่คุ้นเคยอีกครั้ง เมื่อ เท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ถูกนำไปเชื่อมโยงกับข้อครหาความเป็น "คนต่างชาติ" หรือ "ไม่ภักดีต่อชาติ" เพียงพอ ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นผลพวงจากการขุดพฤติกรรมเชิงสัญลักษณ์และการนำเสนอนโยบายที่ท้าทายระบบจารีต

หนึ่งในชนวนเหตุสำคัญคือเหตุการณ์บนเวทีดีเบตรายการ "ศึกชิงผู้นำ อนาคตประเทศไทย" เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 ในขณะที่มีการเปิดเพลงชาติเวลา 18.00 น. กล้องได้จับภาพ ณัฐพงษ์ ยืนเอามือไขว้หลัง ในขณะที่แคนดิเดตคนอื่นยืนตรงตามปกติ 

พฤติกรรมนี้ถูกบางกลุ่มนำไปขยายผลว่าเป็นการแสดงออกถึงความไม่เคารพชาติ และเชื่อมโยงไปถึง "รากเหง้า" หรือ "เจตนาแอบแฝง"

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน

แม้ภายหลังจะมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย "โคแฟค" พบว่าเขามีการขยับปากร้องเพลงชาติคลอไปด้วยเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 10 วินาที และการยืนในลักษณะสํารวมก็ไม่ถือว่าผิด "ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี" โดยตรง แต่ภาพลักษณ์ "คนนอก" ก็ได้ถูกประทับตราไปแล้วในความรู้สึกของ "ฝ่ายตรงข้าม"

ความซับซ้อนทวีคูณขึ้นเมื่อพรรคประชาชนถูกโจมตีเรื่อง "นโยบายแรงงาน" มีการขุดเรื่องข้อเสนอให้ "แรงงานข้ามชาติ(ต่างด้าว)" มีสิทธิเลือกตั้งและสมัครเป็น "คณะกรรมการประกันสังคม" (บอร์ดประกันสังคม) 

แม้ ณัฐพงษ์ จะออกมาปฏิเสธ ชี้แจงว่าไม่มีนโยบายนี้ในเว็บไซต์พรรค แต่แรงกระเพื่อมจากการกล่าวหาทำนองว่า "เห็นคนต่างด้าวดีกว่าคนไทย" ได้ถูกปลุกกระแสขึ้นมา

ภาพการณ์ที่เกิดขึ้นกับณัฐพงษ์ในปี 2569 เปรียบเสมือนภาพฉายซ้ำ ของเหตุการณ์เมื่อ 3 ทศวรรษก่อน ในปี 2539 เมื่อ "บรรหาร ศิลปอาชา" นายกรัฐมนตรีคนที่ 21 ของไทย ต้องเผชิญกับการ "ขุดรากถอนโคน" เรื่อง "สัญชาติ" ท่ามกลางการ "อภิปรายไม่ไว้วางใจ" ที่ดุเดือดที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ 

การทำความเข้าใจมหากาพย์ของ "บรรหาร" จึงเป็นการ "ถอดรหัสพันธุกรรม" การเมืองไทย ที่ยังคงส่งต่อ DNA การโจมตี เรื่อง "เชื้อชาติ" มาจนถึงปัจจุบัน

เส้นทางมังกรจาก "เต็กเซียง แซ่เบ๊" สู่สัญลักษณ์แห่ง "สุพรรณบุรี"

ก่อนจะมาเป็น "มังกรสุพรรณ" ผู้กุมอำนาจการเมืองไทย บรรหาร ศิลปอาชา มีจุดเริ่มต้นจากครอบครัวชาวไทยเชื้อสายจีน ที่มีฐานะปานกลางในจังหวัดสุพรรณบุรี เขาเกิดเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2475 โดยมีชื่อเดิมที่บิดามารดาตั้งให้ตามสำเนียงแต้จิ๋วว่า "เต็กเซียง แซ่เบ๊" บิดาของเขาคือ เซ่งกิม และมารดาคือ สายเอ็ง แซ่เบ๊ (ต่อมาเปลี่ยนเป็นศิลปอาชา)

บรรหาร ศิลปอาชา
บรรหาร ศิลปอาชา

ชีวิตในวัยเยาว์ของบรรหารไม่ได้ราบรื่นนัก เขาต้องเผชิญกับภาวะสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งทำให้ต้องยุติการเรียนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่โรงเรียนประทีปวิทยาลัยชั่วคราว เพื่อออกมาช่วยธุรกิจของครอบครัวและทำงานกับพี่ชาย 

ความสามารถในการคิดเลขเร็วและการบริหารจัดการที่เฉียบแหลม ทำให้เขาได้รับฉายาในหมู่เพื่อนว่า "หัวลูกคิด" ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างอาณาจักรธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในชื่อ "บริษัท สหะศรีชัยก่อสร้าง"

ความสำเร็จทางธุรกิจนำเขาเข้าสู่สนามการเมืองจากการชักชวนของ บุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ นักการเมืองรุ่นใหญ่แห่งสุพรรณบุรี ในช่วงการก่อตั้งพรรคชาติไทยเมื่อปี พ.ศ. 2517 

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา บรรหารได้สถาปนาตนเองเป็นเจ้าของพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี อย่างเหนียวแน่น ผ่านนโยบายพัฒนาจังหวัดที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพจนได้รับการขนานนามว่าเป็น "บรรหารบุรี"

สมรภูมิสัญชาติ ปี 2539 เมื่อ "ใบเกิด" กลายเป็น "อาวุธประหาร" ทางการเมือง

การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ บรรหาร ในปี 2538 ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ รัฐบาลผสม 7 พรรค ของเขาถูกปรามาสตั้งแต่วันแรกว่าเป็น "รัฐบาลหลงจู๊" ที่เน้นการจัดสรรผลประโยชน์

อย่างไรก็ตาม จุดวิกฤติที่สุดเกิดขึ้นในการอภิปรายไม่ไว้วางใจระหว่างวันที่ 18-20 กันยายน 2539 เมื่อฝ่ายค้านที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ ตัดสินใจเปิดแผลที่ลึกที่สุดของ บรรหาร นั่นคือเรื่อง "เชื้อชาติและสัญชาติ"

ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในขณะนั้น คือ ผู้ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ "สอย" มังกรสุพรรณด้วยประเด็น "สิทธิสภาพบุคคล"

ข้อกล่าวหาของชำนิไม่ได้พุ่งเป้าไปที่การบริหารงานเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการท้าทายความชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่าบรรหารขาดคุณสมบัติในการเป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากไม่ได้เกิดในประเทศไทยตามที่กล่าวอ้าง

ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ อดีต สส. นครศรีธรรมราช
ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ อดีต สส. นครศรีธรรมราช

หลักฐานสำคัญที่ฝ่ายค้านนำมาแสดงกลางสภาคือ "ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว" ของบิดานายบรรหาร ชำนิ อภิปรายโดยสรุปว่า หากบิดาเป็นคนต่างด้าวที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร และไม่มีหลักฐานการแจ้งเกิดของบรรหารที่ชัดเจนในทะเบียนราษฎรไทยยุคนั้น ย่อมมีความเป็นไปได้สูงว่า บรรหาร อาจจะเกิดที่เมืองจีน แล้วจึงติดตามครอบครัวเข้ามาในภายหลัง 

การอภิปรายในครั้งนั้นไม่ได้เป็นเพียงการตั้งคำถามทางกฎหมาย แต่เป็นการทำลายศักดิ์ศรีของชายที่พยายามนำเสนอภาพลักษณ์ "คนไทยผู้กตัญญูต่อแผ่นดินเกิด" อย่างรุนแรง

บรรยากาศในสภาฯ เต็มไปด้วยความโกลาหล สส. ฝ่ายรัฐบาล พยายามประท้วงว่าเป็นการ "ขุดบรรพบุรุษ" มาโจมตี แต่ฝ่ายค้านยืนยันว่านี่คือเรื่องคุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุดของบริหาร

เหตุการณ์นี้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วประเทศ เพราะเป็นครั้งแรกที่นายกรัฐมนตรีถูกตรวจสอบเรื่อง "ความบริสุทธิ์ของสายเลือด" ในที่สาธารณะอย่างเป็นระบบ

การโต้กลับของมังกร กลยุทธ์ "สด.1"

ท่ามกลางการโจมตีที่หนักหน่วง บรรหาร ศิลปอาชา ในวัย 64 ปี (ณ ขณะนั้น) ต้องทำหน้าที่พิสูจน์ความเป็นไทยของตนเองต่อสายตาคนทั้งประเทศ เขาไม่ได้ใช้เพียงคำพูดโต้แย้ง แต่ได้นำพยานเอกสารสำคัญมาแสดงต่อที่ประชุมสภาเพื่อหักล้างข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านอย่างเป็นรูปธรรม

เอกสารหมัดเด็ดที่บรรหารนำมาโชว์คือ "ใบ สด.1" หรือใบสำคัญทหารกองเกินที่ออกให้เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2492 ซึ่งระบุชัดเจนว่าเขาเป็น "บุคคลสัญชาติไทย" ที่เกิดในประเทศไทย 

บรรหารชี้แจงว่ากระบวนการตรวจเลือกทหารในยุคนั้นมีความเข้มงวด หากเขาไม่ได้เกิดในไทยจริง ย่อมไม่สามารถเข้ารับกระบวนการนี้ได้ นอกจากนี้ เขายังเน้นย้ำถึงความผูกพันของเขากับ จ.สุพรรณบุรี โดยมีพยานบุคคลที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นและคนเก่าแก่ในตลาดสุพรรณช่วยยืนยันว่าเห็นเขามาตั้งแต่ยังแบเบาะ

วาทะหนึ่งที่ตราตรึงและแสดงถึงความน้อยเนื้อต่ำใจแต่แฝงด้วยไหวพริบคือ การระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยและคนจีนนั้นเป็นเสมือน "พี่น้องกัน" และมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หรือนักการเมืองจำนวนมาก ที่มีเชื้อสายจีนปนอยู่ 

บรรหาร ศิลปอาชา
บรรหาร ศิลปอาชา

เขาพยายามเปลี่ยนทิศทางจากการโจมตีเรื่องบุคคลเป็นการพูดถึงความหลากหลายของสังคมไทย แต่กระนั้นบาดแผลจากการถูกหาว่าเป็น "คนต่างด้าว" ก็ได้ฝังรากลึกและกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลเริ่มมองหาทางหนีทีไล่

วิถีปลาไหลใส่สเก็ต ยุบสภาดัดหลัง

แม้บรรหารจะสามารถรักษาเสียงในสภาฯ ไว้ได้ด้วยคะแนนไว้วางใจ 207 ต่อ 180 เสียง แต่นั่นไม่ใช่จุดจบของปัญหา แรงกดดันไม่ได้มาจากฝ่ายค้านเพียงอย่างเดียว แต่มาจากภายในรัฐบาลเอง พรรคร่วมรัฐบาล นำโดยพรรคความหวังใหม่ของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และกลุ่มวังน้ำเย็นของ "เสนาะ เทียนทอง" เริ่มกดดันให้บรรหารลาออกเพื่อเปิดทางให้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่โดยไม่ต้องยุบสภา

เงื่อนไขที่พรรคร่วมรัฐบาลยื่นให้คือ "ขอให้ลาออกภายใน 3 วัน" แล้วพรรคร่วมจะยกมือโหวตกลับให้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง บรรหาร ซึ่งมีฉายาว่า "ปลาไหล" และ "หลงจู๊" ผู้คร่ำหวอด มองออกทันทีว่านี่คือกับดัก หากเขาลาออก พรรคร่วมจะเสนอชื่อ พล.อ.ชวลิต ขึ้นมาแทนทันที และเขาจะกลายเป็นผู้พ่ายแพ้ที่ถูกทอดทิ้ง

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ
พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ

ในวันที่ 27 กันยายน 2539 บรรหาร ตัดสินใจทำสิ่งที่ดัดหลังทุกคนด้วยการประกาศ "ยุบสภา" การตัดสินใจครั้งนี้ ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลที่หวังจะชุบมือเปิบต้องกลับไปลงสนามเลือกตั้งใหม่ทั้งหมด และเป็นการปิดฉากการบริหารประเทศ 1 ปี 2 เดือน ที่เต็มไปด้วยข่าวฉาวและการบริหารที่ล้มเหลวในสายตาชนชั้นกลาง 

บทเรียนจากกรณี บรรหาร แสดงให้เห็นว่า วาทกรรมเรื่องสัญชาติ แม้จะพิสูจน์ได้ทางกฎหมาย แต่ในทาง "ความรู้สึก-การเมือง" สามารถถูกใช้เป็น "เชื้อไฟ" เพื่อสร้างความชอบธรรมในการเปลี่ยนขั้วอำนาจได้เสมอ

จาก "บรรหาร" สู่ "เท้ง" ความเหมือนที่แตกต่างของ "สมรภูมิความเป็นอื่น"

เมื่อเรานำเหตุการณ์ของบรรหารในปี 2539 มาทาบวางกับกรณีของณัฐพงษ์ในปี 2569 เราจะพบรูปแบบที่น่าสนใจของกลยุทธ์ "การสถาปนาความเป็นอื่น" ที่ถูกพัฒนาให้แยบยลขึ้นตามยุคสมัย 

แม้ตัวบุคคลและบริบทจะต่างกัน แต่แก่นแท้ของการโจมตี ยังคงวนเวียนอยู่กับความรักชาติและสิทธิในการปกครองคนไทย

การที่ ณัฐพงษ์ ยืนมือไพล่หลังถูกตีความว่าเป็นการ "ฝืนใจ" ทำกิจกรรมของชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้ยากกว่าการมีหรือไม่มีใบเกิด ในขณะเดียวกันนโยบายแรงงานต่างด้าวก็ถูกนำมาสร้างภาพลักษณ์ว่าพรรคประชาชนต้องการ "เปลี่ยนประเทศ" ให้กลายเป็นพื้นที่ของคนทุกคนจนลืมปกป้องสิทธิของคนไทยเดิม

เรื่องราวการครหาสัญชาติของ บรรหาร ศิลปอาชา เมื่อปี 2539 ไม่ใช่เพียงเกร็ดประวัติศาสตร์ที่น่าขัน แต่มันคือกระจกบานใหญ่ที่ส่องให้เห็น "จุดอ่อน" ของระบอบประชาธิปไตยไทยที่ยังคงถูกครอบงำด้วยอารมณ์ความรู้สึกเรื่องเชื้อชาติและสัญลักษณ์ 

บรรหาร อาจจะจบการเมืองในรอบนั้นด้วยการยุบสภา แต่เขาก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า "ความกตัญญูต่อบ้านเกิด" สามารถสร้างฐานอำนาจที่ยั่งยืนกว่าวาทกรรมที่ฝ่ายตรงข้ามหยิบยื่นให้

สำหรับ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และพรรคประชาชน สมรภูมิ "ความเป็นอื่น" ในปี 2569 คือบททดสอบที่ใหญ่กว่าการชนะเลือกตั้ง 

เพราะคือการพิสูจน์ว่าพวกเขาสามารถนิยาม "ความเป็นไทย" รูปแบบใหม่ที่โอบรับความหลากหลายและเน้นที่สิทธิเสรีภาพได้สำเร็จหรือไม่

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะเป็น "เติ้ง เสี่ยว หาร" จากสุพรรณบุรี หรือ "หนุ่มวิศวะคอมฯ" จากพรรค ปชน. สิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญเหมือนกันคือเรื่อง "ความเป็นไทย" ที่ถูกนำมาใช้เป็น "เครื่องมือทางการเมือง"

บทเรียนจาก บรรหาร บอกเราว่า การมี "สัจจะ" และ "หลักฐาน" นั้นสำคัญ แต่การมี "ไหวพริบ" เพื่อรู้เท่าทัน "เกมอำนาจ" นั้นสำคัญยิ่งกว่า เพื่อไม่ให้ "มังกร" ต้องกลายเป็น "คนต่างด้าว" ในแผ่นดินที่ตนเองมุ่งมั่นจะพัฒนา

"ประวัติศาสตร์" ไม่ได้ซ้ำรอยตัวมันเอง แต่มนุษย์ต่างหากที่ใช้มุกเดิมมาเล่นซ้ำ และในสังเวียนการเมืองไทย ข้อกล่าวหา "คนต่างด้าว" ยังคงขายได้เสมอ ตราบเท่าที่สังคมยังไม่ก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่าง "พวกเรา" และ "พวกเขา" ไปสู่การเป็นพลเมืองที่ตัดสินกันด้วยผลงาน-นโยบายอย่างแท้จริง

แหล่งอ้างอิง

youtube / cofact / mcot / youtube / prachatai / thaijo / snc / suphanburinews / bangkokpost / thematter / mfa / workpointtoday / election69 / thestandard / thaiscience /

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์