บัญญัติ บรรทัดฐาน ประธานกรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศเทียบเชิญอดีต 3 หัวหน้าพรรค มาร่วมสู้ศึกเลือกตั้ง โดยยอมรับว่า ได้คุยรายละเอียดคร่าวๆ แล้ว แต่มองว่าเป็นปกติประเพณีของพรรค ว่าทุกครั้งที่มีการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง คนทุกรุ่นจะมาช่วยกัน ข้อบังคับพรรคเองก็เขียนไว้ชัดเจนว่า สมาชิกมีหน้าที่สนับสนุนส่งเสริมผู้สมัครรับเลือกตั้ง พร้อมคิดว่า จุรินทร์ ตั้งใจประกาศความเป็นสถาบันทางการเมืองที่สืบทอดอุดมการณ์ทางการเมืองมาเป็นทอดๆ และให้คนทั้งประเทศรู้ว่าประชาธิปัตย์ เป็นตัวแทนคนทุกรุ่น
สำหรับปัญหา ‘เลือดเก่า’ ไหลออกไปมาก แต่ ‘เลือดใหม่’ ที่ไหลเข้ามา จะเพียงพอที่จะรักษาความเป็นสถาบันของพรรคให้แข็งแกร่งได้หรือไม่นั้น บัญญัติ ยอมรับว่า วิกฤตครั้งนี้แรงกว่าทุกครั้ง
“แม้เรื่องเลือดไหลออก ไม่ใช่เรื่องใหม่ของประชาธิปัตย์ ตั้งแต่ตนอยู่พรรคมา 50 ปี มีเลือดไหลออกหลายครั้ง แต่ครั้งนี้ที่ทำให้แฟนคลับอาจกังวลเพราะไหลไม่จบ เพราะออกไปแล้วไม่จบ กลับมาชักชวนคนที่อยู่ให้ออกไปด้วยเป็นระยะ จะด้วยสัมพันธ์ส่วนบุคคล หรือเป็นเจตนาที่จะใช้เป็นยุทธศาสตร์ในการใช้ทำลายความเชื่อถือของพรรคประชาธิปัตย์ หรือไม่ จึงทำให้กองเชียร์ของพรรคหวั่นไหว แต่เชื่อว่าอีก 1-2 สัปดาห์ ทุกอย่างก็จะจบ” บัญญัติ ระบุ
ส่วนเรื่องสนามเลือกตั้งที่พรรคประชาธิปัตย์ ต้องสู้กับคนคุ้นเคยนั้น บัญญัติ มองว่า “ตรงนี้ไม่ค่อยดี แต่จะทำอย่างไรได้เมื่อเกิดแล้วก็ต้องแก้ปัญหากันไป และไม่ใช่ครั้งแรก เกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้ว ปรากฏว่าคนที่ออกไป ท้ายที่สุดก็ไปไม่ไหว หลายพรรคก็หายไป แต่ประชาธิปัตย์ยังคงอยู่ ครั้งนี้ก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น”
บัญญัติยังมั่นใจว่าเสียงตอบรับพรรคประชาธิปัตย์ของคนใต้ ดีขึ้น โดยการเลือกตั้งครั้งที่แล้วที่พรรคเสียที่นั่งไปมากเพราะสถานการณ์พิเศษ คนกลัวระบอบทักษิณมาก เมื่อแกนนำพรรคลงพื้นที่หาเสียง ชาวบ้านพูดกับเราตรงๆว่าขอเลือกทหารเพื่อไปปราบระบอบทักษิณ
บัญญัติ ยังมั่นใจว่า พรรคประชาธิปัตย์จะได้ที่นั่ง ส.ส.มากกว่าเดิม ทั้ง กทม. และภาคใต้ แม้ว่าในพื้นที่ภาคใต้ หลายพรรคเตรียมไปแย่งเสียง ช่วงชิงคะแนนเสียงกันมากขึ้น เสียงจะแตกไม่เป็นกอบเป็นกำ แต่พื้นฐานเดิมของพรรคแข็งแรงมากกว่า จึงคิดว่าพรรคประชาธิปัตย์จะได้เพิ่มในหลายพื้นที่ที่เสียไป ส่วนผลสำรวจความเห็นของคนในภาคใต้ที่ จุรินทร์ ไม่ได้ติดอันดับต้นๆ นั้น มองว่า ต้องยอมรับความจริงที่พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรองในด้านการตลาด
“การที่เราเจียมเนื้อเจียมตัวไม่ประกาศตั้งแต่ต้นว่าหัวหน้าพรรคเราพร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี ปัจจัยนี้ เป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่ง ในเวลาที่โพลเขาถามว่าใครเหมาะจะเป็นนายกรัฐมนตรี และจนถึงตอนนี้ เราไม่ได้พยายามถึงขนาดทะเยอทะยานจะเป็นนายกฯ ให้ได้ แต่พยายามเปรียบเทียบให้ชาวบ้านได้เห็นว่า คุณสมบัติของคนที่เป็นนายกรัฐมนตรี ต้องมีคุณสมบัติประกอบด้วยอะไรบ้าง เพื่อให้ชาวบ้านเห็นว่า ระหว่างคนของเรา กับคนหลายพรรค ที่บางคนอาจไม่อยู่ในวิสัยที่เป็นนายกรัฐมนตรีได้ เมื่อเปรียบเทียบแล้ว ทำให้เรามั่นใจว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ไม่น่าจะเสียเปรียบใครอะไรเลย น่าจะมีคุณสมบัติโดดเด่นกว่าใครด้วย และมั่นใจว่า นายจุรินทร์จะนำพาประชาธิปัตย์ กลับมาสู่ยุคเฟื่องฟูได้ และถือว่าที่ผ่านมา นายจุรินทร์ทำงานหนัก และประสบความสำเร็จ แต่นายจุรินทร์ มีข้อเสียคือการคร่ำเคร่งกับงานมากเกินไป ไม่มีเวลาทำให้คนเห็นภาวะความเป็นจริงมากนัก และจากพฤติกรรมก้มหน้าก้มตาทำงานไม่สุงสิงกับใคร ก็เกิดมุกใหม่ ว่านายจุรินทร์เป็นคนที่มีไม่ค่อยเสน่ห์” บัญญัติ กล่าวบางช่วงบางตอน
บัญญัติ ยังยอมรับเสียงวิจารณ์ที่ว่า จุรินทร์ไม่สามารถดึงคนในพรรคไว้ได้ ซึ่งอาจเป็นเพราะความเคร่งเครียดของนักการเมืองที่มุ่งมั่นทำงานให้ประสบความ ทั้งนี้ สำเร็จไม่ใช่เรื่องที่น่ารังเกียจ แต่น่าชื่นชม และช่วงหลังนี้ เข้าใจมากขึ้น ความร่วมมือในพรรคก็มีมากขึ้น
สำหรับปัญหา ‘เลือดเก่า’ ไหลออกไปมาก แต่ ‘เลือดใหม่’ ที่ไหลเข้ามา จะเพียงพอที่จะรักษาความเป็นสถาบันของพรรคให้แข็งแกร่งได้หรือไม่นั้น บัญญัติ ยอมรับว่า วิกฤตครั้งนี้แรงกว่าทุกครั้ง
“แม้เรื่องเลือดไหลออก ไม่ใช่เรื่องใหม่ของประชาธิปัตย์ ตั้งแต่ตนอยู่พรรคมา 50 ปี มีเลือดไหลออกหลายครั้ง แต่ครั้งนี้ที่ทำให้แฟนคลับอาจกังวลเพราะไหลไม่จบ เพราะออกไปแล้วไม่จบ กลับมาชักชวนคนที่อยู่ให้ออกไปด้วยเป็นระยะ จะด้วยสัมพันธ์ส่วนบุคคล หรือเป็นเจตนาที่จะใช้เป็นยุทธศาสตร์ในการใช้ทำลายความเชื่อถือของพรรคประชาธิปัตย์ หรือไม่ จึงทำให้กองเชียร์ของพรรคหวั่นไหว แต่เชื่อว่าอีก 1-2 สัปดาห์ ทุกอย่างก็จะจบ” บัญญัติ ระบุ
ส่วนเรื่องสนามเลือกตั้งที่พรรคประชาธิปัตย์ ต้องสู้กับคนคุ้นเคยนั้น บัญญัติ มองว่า “ตรงนี้ไม่ค่อยดี แต่จะทำอย่างไรได้เมื่อเกิดแล้วก็ต้องแก้ปัญหากันไป และไม่ใช่ครั้งแรก เกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้ว ปรากฏว่าคนที่ออกไป ท้ายที่สุดก็ไปไม่ไหว หลายพรรคก็หายไป แต่ประชาธิปัตย์ยังคงอยู่ ครั้งนี้ก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น”
บัญญัติยังมั่นใจว่าเสียงตอบรับพรรคประชาธิปัตย์ของคนใต้ ดีขึ้น โดยการเลือกตั้งครั้งที่แล้วที่พรรคเสียที่นั่งไปมากเพราะสถานการณ์พิเศษ คนกลัวระบอบทักษิณมาก เมื่อแกนนำพรรคลงพื้นที่หาเสียง ชาวบ้านพูดกับเราตรงๆว่าขอเลือกทหารเพื่อไปปราบระบอบทักษิณ
บัญญัติ ยังมั่นใจว่า พรรคประชาธิปัตย์จะได้ที่นั่ง ส.ส.มากกว่าเดิม ทั้ง กทม. และภาคใต้ แม้ว่าในพื้นที่ภาคใต้ หลายพรรคเตรียมไปแย่งเสียง ช่วงชิงคะแนนเสียงกันมากขึ้น เสียงจะแตกไม่เป็นกอบเป็นกำ แต่พื้นฐานเดิมของพรรคแข็งแรงมากกว่า จึงคิดว่าพรรคประชาธิปัตย์จะได้เพิ่มในหลายพื้นที่ที่เสียไป ส่วนผลสำรวจความเห็นของคนในภาคใต้ที่ จุรินทร์ ไม่ได้ติดอันดับต้นๆ นั้น มองว่า ต้องยอมรับความจริงที่พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรองในด้านการตลาด
“การที่เราเจียมเนื้อเจียมตัวไม่ประกาศตั้งแต่ต้นว่าหัวหน้าพรรคเราพร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี ปัจจัยนี้ เป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่ง ในเวลาที่โพลเขาถามว่าใครเหมาะจะเป็นนายกรัฐมนตรี และจนถึงตอนนี้ เราไม่ได้พยายามถึงขนาดทะเยอทะยานจะเป็นนายกฯ ให้ได้ แต่พยายามเปรียบเทียบให้ชาวบ้านได้เห็นว่า คุณสมบัติของคนที่เป็นนายกรัฐมนตรี ต้องมีคุณสมบัติประกอบด้วยอะไรบ้าง เพื่อให้ชาวบ้านเห็นว่า ระหว่างคนของเรา กับคนหลายพรรค ที่บางคนอาจไม่อยู่ในวิสัยที่เป็นนายกรัฐมนตรีได้ เมื่อเปรียบเทียบแล้ว ทำให้เรามั่นใจว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ไม่น่าจะเสียเปรียบใครอะไรเลย น่าจะมีคุณสมบัติโดดเด่นกว่าใครด้วย และมั่นใจว่า นายจุรินทร์จะนำพาประชาธิปัตย์ กลับมาสู่ยุคเฟื่องฟูได้ และถือว่าที่ผ่านมา นายจุรินทร์ทำงานหนัก และประสบความสำเร็จ แต่นายจุรินทร์ มีข้อเสียคือการคร่ำเคร่งกับงานมากเกินไป ไม่มีเวลาทำให้คนเห็นภาวะความเป็นจริงมากนัก และจากพฤติกรรมก้มหน้าก้มตาทำงานไม่สุงสิงกับใคร ก็เกิดมุกใหม่ ว่านายจุรินทร์เป็นคนที่มีไม่ค่อยเสน่ห์” บัญญัติ กล่าวบางช่วงบางตอน
บัญญัติ ยังยอมรับเสียงวิจารณ์ที่ว่า จุรินทร์ไม่สามารถดึงคนในพรรคไว้ได้ ซึ่งอาจเป็นเพราะความเคร่งเครียดของนักการเมืองที่มุ่งมั่นทำงานให้ประสบความ ทั้งนี้ สำเร็จไม่ใช่เรื่องที่น่ารังเกียจ แต่น่าชื่นชม และช่วงหลังนี้ เข้าใจมากขึ้น ความร่วมมือในพรรคก็มีมากขึ้น




