‘บวรศักดิ์’ แจง ส่งคำถามประชามติ หวังช่วย ‘รัฐสภา’

17 ธ.ค. 2568 - 14:53

  • ‘บวรศักดิ์’ แจงเหตุส่ง ‘คำถามประชามติ’ ของครม.หวังช่วยรัฐสภา

  • หลังพบสุ่มเสี่ยงขัดคำวินิจฉัยศาล รธน. และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพราะไม่ได้ใช้คำว่า ‘เห็นชอบ’

  • สอนมวย ‘สมชัย’ เคยอ่านกม.ประชามติมาตรา 11 วรรคท้ายหรือไม่ เหตุเปิดช่องให้เข้าคูหาน้อยกว่า 60 วัน ได้ประหยัดงบแผ่นดิน4 พันล้าน

‘บวรศักดิ์’ แจง ส่งคำถามประชามติ หวังช่วย ‘รัฐสภา’

บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะฝ่ายกฎหมายของรัฐบาล กล่าวถึงกรณีที่ครม. มีมติเห็นชอบคำถามประชามติคำถามแรกเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่งคำถามประชามติ ของรัฐสภา ตามมาตรา 9 (4)  ที่ระบุว่า  “ท่านเห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่" ตามมติที่ประชุม ร่วมกันของรัฐสภา เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568  ส่งไปที่กกต.เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. ว่า     ครม.  ได้อาศัย พรบ.ประชามติ  และฉบับแก้ไข2568  มาตรา9วรรคสอง (4)  และ มาตรา 11 วรรคท้าย สามารถกำหนดวันทำประชามติแม้ระยะเวลา ไม่ถึง 60 วัน  และทำพร้อมกับวันเลือกตั้งในวันที่ 8 กพ. 69 ได้  และยังเห็นว่าช่วยประหยัดงบประมาณกว่า 4 พันล้านบาท ในกรณีหากต้องจัดแยกกับวันเลือกตั้ง รวมถึงยังช่วยประชาชนไม่ต้องไปใช้สิทธิ์ ถึง 2 ครั้ง และหากไม่ไปครั้งใดครั้งหนึ่งก็จะถูกตัดสิทธิ์ในการเลือกตั้ง และยังช่วยกกต.ไม่ต้องจัดเลือกตั้งถึง 2 ครั้ง ที่เสียทรัพยากรต่างๆ อีกจำนวนมากด้วย  

สำหรับสาเหตุที่ครม.ส่งคำถามไปสองคำถาม  คือของ ครม. ใช้ช่องทางกฎหมายประชามติ มาตรา 9 (2)  และ มาตรา 11วรรคท้าย ที่ระบุว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”   และ ส่งคำถามประชามติของรัฐสภา ตามมาตรา 9 (4)  ที่ระบุว่า “ท่านเห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ตามมติที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา เมื่อวันที่ 11  ธันวาคม 2568

เนื่องจากคำถามจากรัฐสภา อาจสุ่มเสี่ยงว่า ไม่เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และไม่เป็นไปตามกฎหมายประชามติ ตามมาตรา 16  ที่ระบุว่า การแก้ไขหรือจัดทำรัฐธรรมนูญใช้คำว่า “เห็นชอบ” ไม่สามารถใช้คำว่า “เห็นด้วยหรือไม่” ตามข้อเสนอของรัฐสภาได้ ทั้งหากส่งคำถามของรัฐสภาเพียงอย่างเดียว และกกต.ตีตก มีปัญหากันหมด และประชาชนก็จะเสียโอกาสในการทำประชามติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมกับวันเลือกตั้ง    

“ครม.จึงส่งคำถามเข้าไปประกบคำถามของรัฐสภาและยังสะท้อนให้เห็นถึงความจริงใจ และตั้งใจที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามที่ตกลงไว้ตามเอ็มโอเอกับพรรคประชาชน และสอดรับการการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาอีกด้วย”

บวรศักดิ์ กล่าว  

เมื่อถามว่า สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกกต.ตั้งข้อสังเกตว่าการทำประชามติพร้อมกันกับวันเลือกตั้งไม่สามารถทำได้ เพราะระยะเวลาไม่ถึง 60 วันเพราะผิดกฎหมายประชามติ และอาจทำให้เป็นโมฆะ และ ครม.และกกต. ต้องชดใช้เงินกว่า 3 พันล้านบาท บวรศักดิ์ กล่าวว่า สมชัยเคยอ่านกฎหมายประชามติ มาตรา 11 วรรคท้าย ที่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมปี 2568 หรือเปล่า ขณะที่เรื่องดังกล่าวนี้ ก็หารือกับกกต. ตั้งแต่พบกันเมื่อวันที่ 15 ธ.ค.แล้วไม่มีปัญหาอะไร

บวรศักดิ์ ยังกล่าวถึงเรื่องการทำประชามติเพื่อ ยกเลิกเอ็มโอยู 2543 และ 2544 หรือไม่ว่า มีความเห็นเช่นเดียวกับ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิกเอ็มโอยู 2543 และ เอ็มโอยู 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย- กัมพูชา ที่มี นพดล อินนา สว. เป็นประธาน แต่เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เห็นว่าขัดกับรัฐธรรมนุญมาตรา 169 (1)  เพราะรัฐบาลรักษาการไม่สามารถอนุมัติเรื่องที่มีผลผูกพันต่อครม.ชุดใหม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นเราก็ไม่ทำ เพราะถ้าทำแล้วเกิดความเสี่ยงว่าเป็นไปตามความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็จะทำให้การลงประชามติเสียไปได้ แต่ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้ผิดคำพูด และได้ทำตามนโยบายที่แถลงไว้แล้ว  แต่ติดขัดตรงมีปัญหาต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 169 (1)  ตามที่คณะการกฤษฎีกาให้ความเห็นมา

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์