Photo Story : ‘บวรศักดิ์’ เคลียร์ปมฎีกา ‘ทักษิณ’ ชี้ยังไม่ถูกยก–ขอใหม่ได้

16 ต.ค. 2568 - 13:03

  • 'บวรศักดิ์ ' รับอภัยโทษทักษิณ อยู่ในขั้นตอนขอพระราชวินิจฉัย หลัง รมว.ยุติธรรม ถวายความเห็นยกฎีกา

  • ย้ำ 'กม.ประชามติฉบับใหม่-เก่า' กระทบไทม์ไลน์แค่ 1 เดือน บอก อย่าห่วงร่าง ปชน. แตะหมวด 1-2 ให้ดูที่วาระ 3

  • เปิดเหตุผลร่วม 'รบ.อนุทิน' ได้ขอพร 3 ข้อก่อน อุบตอบช่วยแค่ 4 เดือนหรือไม่ ขอยังไม่พูดถึงอนาคต

Photo Story : ‘บวรศักดิ์’ เคลียร์ปมฎีกา ‘ทักษิณ’ ชี้ยังไม่ถูกยก–ขอใหม่ได้

'บวรศักดิ์ อุวรรณโณ' รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงเรื่องการขอรับพระราชทานอภัยโทษ ว่า ถือเป็นสิทธิ์ตามกฎหมายของผู้ต้องโทษในมาตรา 259 ที่ผู้ต้องคำพิพากษาให้รับโทษ เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ถ้าจะทูลเกล้าฯ ถวายเรื่องราวต่อพระมหากษัตริย์ ขอรับพระราชทานอภัยโทษจะยื่นต่อรมว.ยุติธรรมก็ได้ ซึ่งเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งเป็นสิทธิ์แต่สิทธิ์นี้จะถูกจำกัด ในกรณีที่มีการยื่นขอพระราชทานอภัยโทษแล้วถูกยกหนหนึ่ง ถ้าถูกยกหนหนึ่งแล้วตามมาตรา 264 ระบุว่า จะยื่นใหม่อีกไม่ได้จนกว่าจะพ้น 2 ปี นับจากวันที่ถูกยกครั้งก่อน 

ส่วนกรณี 'ทักษิณ ชินวัตร ' อดีตนายกฯ ได้มีการยกกฎีกาจริงหรือไม่ มีพระบรมราชโองการ เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2566 มีพระราชทานพระมหากรุณาอภัยลดโทษเหลือโทษจำคุกต่อไปอีก 1 ปี และวันนี้ศาลฎีกามีคำสั่งบังคับโทษ นายทักษิณ จึงเข้าไปรับโทษตามคำสั่งของศาลฎีกา เพราะฉะนั้นจึงไม่มีการยกฎีกาอะไรมาก่อนเลย เพราะ พระราชทานอภัยโทษปี 2566 จึงยังไม่มีการยกฎีกาอะไรทั้งสิ้น เพราะนายทักษิณยังไม่ได้ถวายฎีกาอะไรเลย 

บวรศักดิ์ ยืนยันว่า ยังยื่นได้ถือว่าเป็นสิทธิ์ โดยรมว.ยุติธรรมมีหน้าที่ถวายเรื่องราว ส่งมายังคณะเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องนำเรื่องนี้กราบบังคมทูลเสนอไปยังกรมราชเลขานุการในพระองค์ สำนักพระราชวัง ซึ่งปกติแล้วองคมนตรีมีหน้าที่ถวายความเห็น ซึ่งการอภัยโทษนั้นมี 2 รูปแบบคือ ประเภทเฉพาะราย และอภัยโทษเป็นการทั่วไป 

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า 'ทักษิณ ' ยังไม่เคยถูกยกฎีกาใช่หรือไม่ บวรศักดิ์ กล่าวยอมรับว่า มีการถวายฎีกา แต่เป็นเรื่องที่ 'รมว.ยุติธรรม' มีหน้าที่ถวายคำแนะนำ ซึ่งท้ายที่สุดเป็นพระบรมราชวินิจฉัย และยังกล่าวว่าการเสนอยกฎีกา ถือเป็นอีกหนึ่งธรรมเนียม ซึ่งเหตุผลคือ 'รมว.ยุติธรรมเห็นว่าควรจะยก' แต่ส่วนตัวไม่สามารถแถลงในรายละเอียดได้ เนื่องจากเรื่องยังอยู่ในขั้นตอนการกราบบังคมทูลอธิบายได้เพียงแต่ข้อกฎหมาย 

ย้ำ กม.ประชามติฉบับใหม่-เก่า กระทบไทม์ไลน์แค่ 1 เดือน บอก อย่าห่วงร่าง ปชน. แตะหมวด 1-2 ให้ดูที่วาระ 3  

พร้อมกันนี้ บวรศักดิ์ ได้กล่าวถึงกรณีมีข้อสังเกตหากรัฐบาลอยู่ไม่ครบ 4 เดือน จะกระทบกับไทม์ไลน์การแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ ว่า ไม่เกี่ยวกัน เป็นเรื่องของสภา แต่ถ้ามีการยื่นยุบสภาก่อน รัฐธรรมนูญถึงจะชักงัก แต่ถ้ารัฐธรรมนูญอยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) แล้วมีเหตุอื่น เปลี่ยนรัฐบาล สภาก็ดำเนินเรื่องไป แต่ถ้ายุบสภาก็จบ แต่รัฐบาลใหม่ ที่มาหลังจากการเลือกตั้ง สามารถขอให้สภาหยิบขึ้นมาพิจารณาได้ภายใน 60 วัน  

ส่วนพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติฉบับใหม่ที่นำขึ้นทูลเกล้าฯไปแล้ว ซึ่งจะครบ 90 วันในวันที่ 3 พ.ย.68 จะมีการโปรดเกล้าฯใด เราไปเดาไม่ได้ เป็นพระราชอำนาจ อย่าไปบังอาจเดาทีเดียว รู้แต่ว่าถ้าใช้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 ไทม์ไลน์ก็เร็วขึ้น แต่ถ้าใช้ ถ้าใช้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติฉบับใหม่ และลงมาก่อนวันที่ 3 พ.ย. ไทม์ไลน์ก็เปลี่ยน สภาจะมีเวลามากขึ้นอีกเดือน  

บวรศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องรัฐบาลสนับสนุนหรือไม่สนับสนุน หากจะถามเรื่องเนื้อหาการเมือง ให้ไปถามพรรคการเมือง หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) วุฒิสภา รัฐบาลมีหน้าที่เดียวคือ เมื่อร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญผ่านรัฐสภาแล้ว รัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญบังคับให้รัฐบาลต้องไปขอประชามติว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ คำถามแรกเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และคำถามที่สอง เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับรูปแบบ ขั้นตอนกระบวนการและหลักการพื้นฐานที่ปรากฎในร่างรัฐธรรมนูญที่ส่งมานี้หรือไม่ ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่เสร็จประชามติก็เหลือคำถามเดียวคือ เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ส่วนคำถามที่สอง จะทำได้ต่อเมื่อรัฐสภาเห็นชอบรัฐธรรมนูญแล้ว  

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีครบ 90 วัน แล้วยังไม่มีการโปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติฉบับใหม่ลงมา จะเป็นอย่างไร บวรศักดิ์ กล่าวว่า ถ้า 90 วัน ไม่มีการพระราชทานลงมา เป็นเรื่องที่สภาต้องประชุมกันตามมาตรา 146 ของรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม อย่าไปตั้งสมมติอย่างนั้น รอความจริงก่อน และจากสถิติที่ผ่านมาส่วนใหญ่โปรดเกล้าฯลงมาทั้งหมด เว้นแต่มีข้อขัดข้องทางเทคนิค เช่น ผิดพลาดทางถ้อยคำ 

เมื่อถามถึงกรณีที่สภาเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรค ปชน.เป็นร่างหลัก มีความกังวลจะเปิดโอกาสให้แก้หมวด 1 และหมวด 2 นั้น บวรศักดิ์ กล่าวว่า ต้องดูร่างที่สภาผ่านในวาระ 3 ส่วน วาระ 1 และ 2 ไม่สำคัญ เพราะกว่าจะถึงวาระ 3 จะแก้อะไรก็แก้ได้ หมวด 1 หมวด 2 ที่กังวลว่าจะขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ต้องดูร่างสุดท้ายที่สภาลงมติในวาระที่ 3  

ส่วนกรณีมีการไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความนั้น ถ้ามีการร้องศาลรัฐธรรมนูญ และอยู่ระหว่างการวินิจฉัย จะเอาเนื้อหารัฐธรรมนูญไปทำประชามติในวันที่ 29 มี.ค.ไม่ได้ จะถามได้เพียงคำถามเดียวว่าเห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ 

เมื่อถามถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไม่ให้มีการเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) โดยตรงจากประชาชน จะทำอย่างไรให้ยึดโยงประชาชน บวรศักดิ์ กล่าวว่า มีหลายทาง ศาลบอกไม่ให้เลือกตั้งโดยตรง ก็ใช้เลือกตั้งโดยอ้อม ส่วนที่มีวิจารณ์ว่าศาลวินิจฉัยเกินคำขอนั้น การห้ามศาลตัดสินเกินคำขอนั้นใช้ในกฎหมายแพ่งและกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นเรื่องบุคคล แต่จะมาใช้ในกฎหมายไม่ได้ เพราะกฎหมายมหาชนคุ้มครองสิทธิสาธารณะ เป็นเรื่องปกติ ไม่ได้ผิดปกติแต่อย่างใด  

สำหรับกรณีที่ หาก MOA มีการเปลี่ยนแปลง จะกระทบกับไทม์ไลน์แก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ บวรศักดิ์ ระบุว่า ถ้า MOA ไม่เปลี่ยน ซึ่งไม่แน่ เพราะเหตุการณ์ทางการเมืองทั้งหมดเราไม่รู้ สื่อก็รู้ว่าการเมืองมันเปลี่ยนทุกวัน ไม่ได้เปลี่ยนทุกเดือน แต่วันนี้ก็คืออย่างนี้ ยังไม่มีเหตุให้เปลี่ยน 

เปิดเหตุผลร่วม 'รบ.อนุทิน' ได้ขอพร 3 ข้อก่อน อุบตอบช่วยแค่ 4 เดือนหรือไม่ ขอยังไม่พูดถึงอนาคต 

ขณะเดียวกัน รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงการตัดสินใจร่วมงานกับรัฐบาล 'อนุทิน ชาญวีรกูล' ว่า นายกฯให้เวลาคิด 1 วัน ส่วนตัวได้ปรึกษาลูก บุคคลใกล้ชิด และผู้ใหญ่ รวม 3 คน  

ด้วยเหตุผลข้อที่ 1 คือ มีบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่สมาชิกพรรค มาร่วมรัฐบาล อาทิ 'เอกนิติ นิติทันฑ์ประภาศ' รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ซึ่งรู้จักกัน เพราะท่านไปเรียนที่สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งส่วนตัวก็สนิทกับบิดาของเอกนิติ ส่วน 'สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว' รมว.ต่างประเทศ ก็ทำงานร่วมกันมาตั้งแต่สมัย 'รัฐบาลชาติชาย' จึงคิดว่านายกฯ มีความตั้งใจจริงที่จะทำอะไรบางอย่าง  

เหตุผลข้อที่ 2 ว่า ได้ขอพร 3 ข้อจากนายกฯ คือ 1) ไม่ขอเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย 2) ไม่ขอเข้าไปยุ่ง หรือแทรกแซงองค์กรอิสระ 'คดีเขากระโดง - ฮั้ว สว.' และ 3) ได้บอกว่าเป็นคนคิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น  

ดังนั้นส่วนตัวจะมีความเห็นอย่างไรต่อครม.หรือตัวนายกรัฐมนตรีก็ต้องให้พูด และจะทำหรือไม่ก็เป็นอำนาจของนายกฯ และคิดว่ารัฐบาล 4 เดือน บวก 4 เดือนรักษาการ ก็ไม่ได้เยอะอะไร พร้อมเปิดเผยว่า อยากทำอะไรบางอย่างเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา โดยในสัปดาห์หน้าจะเสนออะไรบางอย่างเข้าสู่ที่ประชุม ครม.  

นอกจากนี้อยากทำเรื่องการยกเลิกกฎหมายกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อประชาชนและเอกชน หรือ ที่เรียกว่า 'กิโยติน' ส่วนตัวทำมาตั้งแต่คณะกรรมการดำเนินการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วน ในสมัย 'รัฐบาลประยุทธ์' แต่ขณะนี้ยังไม่ไม่ถึงไหน เพราะส่วนราชการยึกยัก โดย 4 เดือนนี้จะพยายามทำสุดฤทธิ์ หากเดือนแรกยังไม่มีการทำ เดือนที่ 2 จะไปหารัฐมนตรี ให้เชิญปลัดกระทรวงหรืออธิบดี มานั่งเพื่อยกมือไหว้ขอกันดีๆ แต่หากยังไม่ทำ เดือนที่ 3 จะต้องมีมาตรการบางอย่าง และหากยกเลิกกฎระเบียบเหล่านี้ได้ ประเทศไทยจะง่ายขึ้นในการเลื่อนระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และจะนำไปสู่ระดับตัวชี้วัดในหลักนิติธรรมของโครงการที่ The World Justice Project หรือ องค์กรโครงการยุติธรรมโลก 

เมื่อถามว่า 'วิษณุ เครืองาม' อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้มีการเตือนให้ระวังอะไรหรือไม่ บวรศักดิ์ยืนยันว่า "ไม่มี" และส่วนตัวก็โทรไปถามท่าน ท่านก็บอกให้รับเถิด เพราะวิษณุเป็นรองนายกรัฐมนตรีตลอดกาล ส่วนจะมาช่วยรัฐบาลแค่ 4 เดือนหรือไม่

"คงยังไม่ถึงเวลาที่จะบอก เป็นเรื่องอนาคต ให้ผ่านช่วงนี้ก่อนวันต่อวัน ไม่มีอะไรแน่นอนในโลกนี้ อยู่กับปัจจุบันดีที่สุด ถ้าไปพูดถึงอนาคต พร่ำถึงอดีตก็ไปไม่ได้" 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์