ศึกการเมืองปม “ฮั้ว สว.” เดือดขึ้นอีกระดับ หลัง ‘ไอลอว์’ ยื่นข้อมูลต่อฝ่ายค้านให้ตรวจสอบ อนุทิน ชาญวีรกูล และบุคคลในพรรคภูมิใจไทยรวม 9 ราย ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภาที่อาจไม่สุจริต ขณะที่ ‘ค่ายสีน้ำเงิน’ เปิดเกมโต้กลับทันที ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีการพาดพิงไปยัง ‘ค่ายสีส้ม’
หลังจาก ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ (iLaw: โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน) ยื่นข้อมูลต่อวิปฝ่ายค้าน เพื่อขอให้ตรวจสอบ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมรัฐมนตรี สส. และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคอีก 8 ราย จากข้อสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภาที่อาจไม่เป็นไปโดยสุจริต หรือ ‘ฮั้ว สว.’ กระแสตอบโต้จากพรรคภูมิใจไทยก็เกิดขึ้นแทบจะทันที
ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ประกาศชัดว่าจะใช้สิทธิทางกฎหมายดำเนินคดีหมิ่นประมาทกับนายยิ่งชีพ โดยมองว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่ใช่เพียงการตรวจสอบตามปกติ แต่เป็นความร่วมมือทางการเมืองระหว่างไอลอว์ พรรคประชาชน และเครือข่ายทางการเมืองที่เคยรณรงค์ส่งผู้สมัคร สว. ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา
จวก ‘ส้ม’ เสียผลประโยชน์ หลังแผนส่ง สว. ไม่เป็นตามเป้า
ฝ่ายกฎหมายภูมิใจไทยยังกล่าวหาว่า กลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวตรวจสอบในวันนี้ เคยมีบทบาทในการรณรงค์และผลักดันผู้สมัคร สว. มาก่อน แต่เมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง จึงหันกลับมาตั้งข้อกล่าวหาต่อ สว. ที่ถูกมองว่าใกล้ชิดกับพรรคภูมิใจไทย
“สิ่งที่ ยิ่งชีพ และกลุ่มไอลอว์ ดำเนินการยื่นเรื่องให้กับ สส.พรรคประชาชน สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการที่เชื่อมโยงเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน โดยก่อนหน้าจะมีการเลือก สว., กลุ่มไอลอว์ คณะก้าวหน้า ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และพรรคประชาชน หรือก่อนหน้านั้นที่เป็นพรรคก้าวไกล และพรรคอนาคตใหม่ ล้วนเป็นกลุ่มที่ร่วมมือกันรณรงค์ให้มีการส่งบุคคลให้ลงสมัครเป็น สว. เหมือนกับ ‘คอหอยกับลูกกระเดือก’ โดยใช้แคมเปญ ‘สว.ประชาชน–สว.สีส้ม’ แต่เมื่อกระบวนการที่ทำร่วมกันไม่สำเร็จ กลับกล่าวหา ‘สว.สีน้ำเงิน’ และกล่าวหาพรรคภูมิใจไทย”
— ศุภชัย ใจสมุทร
พรรคภูมิใจไทยมองว่า การยื่นเรื่องผ่านฝ่ายค้านและการผลักดันให้กรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรเข้ามาตรวจสอบ เป็นการใช้กลไกรัฐสภาเป็นเครื่องมือทางการเมือง พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพกระบวนการตรวจสอบของ กกต. ซึ่งกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้
ซัดใช้กลไกสภาฯ เป็นเครื่องมือกดดันฝ่ายตรงข้าม
ศุภชัย ยังวิจารณ์การนำประเด็นดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของฝ่ายค้านและกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดยมองว่าเป็นความพยายามใช้กลไกของรัฐสภาเป็นเครื่องมือทางการเมือง
เขาระบุว่า ประเด็นฮั้ว สว. อยู่ระหว่างการตรวจสอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรง และทุกฝ่ายควรเคารพกระบวนการยุติธรรม มากกว่าการนำข้อมูลบางส่วนออกมาเผยแพร่และกล่าวหาผู้เกี่ยวข้องก่อนที่หน่วยงานที่รับผิดชอบจะมีข้อสรุปอย่างเป็นทางการ
พร้อมกันนี้ พรรคภูมิใจไทยยืนยันว่าจะใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อปกป้องชื่อเสียงของบุคคลที่ถูกพาดพิง และมองว่าการกล่าวหาว่าบุคคลต่าง ๆ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตเลือก สว. โดยที่คดียังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ถือเป็นการสร้างความเสียหายต่อผู้ถูกกล่าวหา
‘สุขสมรวย’ กันอายุความ รอ กกต. ชี้ขาดก่อนฟ้อง
ปมร้อนเริ่มขยายวงกว้าง เมื่อบุคคลในรายชื่อที่ถูกพาดพิงเริ่มทยอยออกมาชี้แจงตอบโต้
สุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีชื่ออยู่ในกลุ่ม 9 บุคคลที่ถูกยื่นตรวจสอบ เปิดเผยว่า จะเดินทางไปลงบันทึกประจำวันในวันที่ 24 กรกฎาคม ที่จังหวัดอำนาจเจริญ เพื่อรักษาสิทธิทางกฎหมายและป้องกันไม่ให้คดีหมิ่นประมาทขาดอายุความ
แม้ฝ่ายกฎหมายส่วนตัวจะเห็นว่าสามารถดำเนินคดีได้ทันที แต่นางสุขสมรวยยืนยันว่าจะยังไม่ฟ้องร้องในเวลานี้ เนื่องจากไม่ต้องการให้เกิดแรงกดดันต่อการทำงานของ กกต. ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาข้อเท็จจริง
นอกจากนี้ ยังระบุว่า ก่อนหน้านี้เคยได้รับหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาจาก กกต. เพียงครั้งเดียว และได้ส่งคำชี้แจงกลับไปแล้ว แต่หลังจากนั้นไม่เคยถูกเรียกสอบปากคำเพิ่มเติม พร้อมมองว่าหากมีพยานหลักฐานที่ชัดเจน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็น่าจะเรียกผู้ถูกกล่าวหาเข้าไปให้ข้อมูลเพิ่มเติมตามกระบวนการ
ตั้งคำถามข้อมูลในสำนวนหลุดได้อย่างไร
อีกประเด็นที่ สุขสมรวยหยิบยกขึ้นมาคือ การเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับรีสอร์ตแห่งหนึ่งในจังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งถูกกล่าวอ้างในกระบวนการตรวจสอบ
แม้จะยอมรับว่ารีสอร์ตดังกล่าวตั้งอยู่ในจังหวัดอำนาจเจริญจริง แต่ยืนยันว่าไม่รู้จักและไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากข้อมูลดังกล่าวอยู่ในสำนวนของคณะอนุกรรมการตรวจสอบจริง เหตุใดรายละเอียดเหล่านั้นจึงหลุดออกสู่สาธารณะได้
สุขสมรวยยังมองว่า การนำประเด็นดังกล่าวกลับมาขยายผลในช่วงเวลาที่ กกต. กำลังใกล้มีคำวินิจฉัย อาจมีมิติทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง และเป็นความพยายามทำให้เรื่องกลับมาอยู่ในความสนใจของสังคมอีกครั้ง
‘นภินทร’ รอหารือฝ่ายกฎหมายพรรค
ขณะที่ นภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีชื่ออยู่ในกลุ่มบุคคลที่ถูกตรวจสอบเช่นกัน ระบุว่ายังไม่ได้พิจารณารายละเอียดของเรื่องอย่างครบถ้วน และขอหารือกับ ศุภชัย ใจสมุทร ฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ก่อนตัดสินใจว่าจะดำเนินคดีหรือไม่
‘ปชน.’ ซัดกลับ ‘ภูมิใจไทย’ เลิกฟ้องปิดปาก
ส่วนทางฝั่งแกนนำ ‘พรรคส้ม’ อย่าง รังสิมันต์ โรม และ พริษฐ์ วัชรสินธุ ดาหน้าออกมาโต้กรณีพรรคภูมิใจไทยเตรียมดำเนินคดีหมิ่นประมาทผู้อำนวยการไอลอว์ พร้อมมองไปในทิศทางเดียวกันว่า ผู้ถูกตั้งข้อสงสัยควรเลือกชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณะ มากกว่าตอบโต้ด้วยการดำเนินคดีต่อผู้ที่นำข้อมูลมาเปิดเผยหรือยื่นเรื่องตรวจสอบ
‘โรม’ แนะรัฐบาลใจกว้าง รับการตรวจสอบแทนฟ้องร้อง
รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า การที่ไอลอว์นำข้อมูลมามอบให้ฝ่ายค้านถือเป็นกระบวนการตรวจสอบที่สามารถดำเนินการได้ตามบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติ และทุกอย่างควรดำเนินไปตามพยานหลักฐาน
เขามองว่า การตอบสนองด้วยการแจ้งความดำเนินคดีไม่ได้ช่วยให้ข้อสงสัยของสังคมคลี่คลายลง ตรงกันข้ามอาจยิ่งทำให้เกิดคำถามว่ามีความพยายามปิดกั้นหรือสร้างความหวาดกลัวต่อผู้ที่เข้ามาตรวจสอบหรือไม่
รังสิมันต์เห็นว่า ในฐานะนายกรัฐมนตรีและหัวหน้ารัฐบาล ควรเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนและฝ่ายค้านสามารถตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้อย่างเต็มที่ เพราะการตรวจสอบถือเป็นกลไกสำคัญของระบอบประชาธิปไตย และเป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน
พร้อมตั้งคำถามว่า ระหว่างการจัดการกับปัญหาการทุจริตกับการดำเนินคดีกับผู้ร้องเรียนหรือผู้เปิดเผยข้อมูล เรื่องใดควรเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญมากกว่า โดยมองว่าหากผู้มีอำนาจเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของตนเอง ก็ควรปล่อยให้กระบวนการตรวจสอบเดินหน้าตามข้อเท็จจริง
“ผมถามจริงๆ ท่านนายกฯ ว่าอะไรสำคัญกว่ากันระหว่างการ ‘ปิดปากประชาชน’ กับการใช้อำนาจของท่านจัดการกับปัญหาการทุจริต สิ่งที่ท่านควรให้ความสำคัญ ควรจะเก่งจัดการกับพวกทุจริตให้เหมือนกับที่ท่านเก่งกับประชาชนที่ตรวจสอบท่าน การที่ท่านพยายามปิดปากคนที่มาตรวจสอบ ยิ่งทำให้เขาอยากตรวจสอบมากขึ้น”
— รังสิมันต์ โรม
ชี้ผู้มีอำนาจควรตอบคำถามสังคม
รังสิมันต์ยังระบุว่า ผู้มีอำนาจรัฐไม่ควรหวาดกลัวต่อการตรวจสอบ เพราะไม่มีใครสามารถกลั่นแกล้งผู้ที่มีอำนาจรัฐอยู่ในมือได้ง่าย ๆ สิ่งสำคัญคือการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่ไม่ยอมรับการทุจริต และทำให้ทุกฝ่ายอยู่ภายใต้การตรวจสอบอย่างเท่าเทียม
เขามองว่า ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง พรรคการเมือง ข้าราชการ หรือองค์กรอิสระ ต่างต้องพร้อมถูกตรวจสอบจากสังคม และการเปิดเผยข้อมูลหรือยื่นเรื่องร้องเรียนไม่ควรถูกมองเป็นเรื่องผิด หากดำเนินการภายใต้ข้อเท็จจริงและหลักฐานที่ตรวจสอบได้
“ถ้านายกฯ ชื่อว่าตัวเองบริสุทธิ์ต่อการทุจริตคอร์รัปชันแล้วจะกลัวอะไร ก็ว่าไปตามพยานหลักฐาน เพราะอำนาจรัฐอยู่ในมือท่าน ไม่มีใครไปกลั่นแกล้งท่านได้”
— รังสิมันต์ โรม
‘พริษฐ์’ แนะตอบข้อกล่าวหาให้ชัดดีกว่ามาฟ้องกลับ
ด้าน พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน และประธานวิปฝ่ายค้าน มองว่า การดำเนินคดีต่อผู้ที่ตั้งคำถามไม่ใช่วิธีคลี่คลายข้อสงสัยของสังคม
พริษฐ์ระบุว่า ข้อมูลที่ ยิ่งชีพ นำมาเปิดเผยมีรายละเอียดค่อนข้างเฉพาะเจาะจง และเป็นประเด็นที่ผู้ถูกกล่าวหาสามารถชี้แจงได้โดยตรง หากข้อกล่าวหาไม่เป็นความจริง
เขายกตัวอย่างกรณีที่มีการกล่าวอ้างว่า อนุทิน ชาญวีรกูล ปรากฏตัวในการประชุมร่วมกับสมาชิกวุฒิสภาจำนวนมากที่โรงแรมแห่งหนึ่งก่อนการเลือกผู้นำวุฒิสภา โดยมองว่าสิ่งที่สังคมต้องการคือคำตอบที่ชัดเจนว่า มีการเดินทางไปยังสถานที่ดังกล่าวจริงหรือไม่ และมีการประชุมตามที่ถูกกล่าวอ้างหรือไม่
ในทำนองเดียวกัน กรณี ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ที่ถูกพาดพิงว่ามีการติดต่อกับผู้สมัคร สว. ในบางพื้นที่ หรือกรณี ศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาฯ ที่ถูกกล่าวถึงจากคำให้การของพยานบางรายนั้น พริษฐ์มองว่าการชี้แจงข้อเท็จจริงโดยตรงจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมมากกว่าการเลือกใช้มาตรการทางกฎหมาย
เรียกร้อง กกต.-ดีเอสไอ ตรวจสอบข้อเท็จจริงเชิงลึก
ประธานวิปฝ่ายค้านระบุว่า สิ่งที่สังคมคาดหวังไม่ใช่เพียงคำชี้แจงจากฝ่ายการเมือง แต่รวมถึงการทำหน้าที่ของหน่วยงานตรวจสอบอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
พริษฐ์มองว่า หากข้อกล่าวหาเหล่านี้ถูกบรรจุอยู่ในสำนวนสอบสวนจริง หน่วยงานรัฐย่อมมีอำนาจในการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมได้ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบกล้องวงจรปิดจากสถานที่ที่ถูกกล่าวอ้าง การตรวจสอบข้อมูลการเดินทาง หรือการตรวจสอบเส้นทางการติดต่อสื่อสารที่เกี่ยวข้อง
เขาระบุว่า ผู้มีอำนาจรัฐควรทำหน้าที่ชี้แจงข้อเท็จจริง ส่วนหน่วยงานตรวจสอบต้องพิสูจน์ข้อกล่าวหาว่ามีน้ำหนักเพียงพอหรือไม่ และควรดำเนินการอย่างเต็มที่โดยปราศจากแรงกดดันทางการเมือง
จี้ กกต. ใช้มาตรฐานเดียวกันทุกคดี
พริษฐ์ยังแสดงความกังวลต่อกระบวนการพิจารณาของ กกต. โดยยกตัวอย่างว่าก่อนหน้านี้ กกต. เคยมีมติส่งคดีที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. ไปสู่การพิจารณาของศาล แม้จะมีหลักฐานเพียงการสื่อสารแลกเปลี่ยนคะแนนเสียงระหว่างผู้สมัครไม่กี่ราย
ดังนั้น หากคดีปัจจุบันมีข้อกล่าวหาที่กว้างขวางกว่า มีพยานหลักฐานจำนวนมากกว่า หรือมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับบุคคลระดับรัฐมนตรี นักการเมือง และเครือข่ายต่าง ๆ หน่วยงานตรวจสอบก็ควรใช้มาตรฐานเดียวกันในการพิจารณา
เขาระบุว่า สิ่งที่สังคมจับตาไม่ใช่เพียงผลลัพธ์ของคดี แต่คือความสม่ำเสมอในการบังคับใช้กฎหมาย และความกล้าหาญของหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบผู้มีอำนาจ
โต้ข้อกล่าวหา ‘สว.สีส้ม’ ย้ำประเด็นอยู่ที่พฤติกรรม
อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือข้อกล่าวหาจากฝ่ายภูมิใจไทยที่มองว่า พรรคประชาชนและเครือข่ายทางการเมืองก็เคยมีบทบาทในการผลักดันบุคคลเข้าสู่กระบวนการเลือก สว. เช่นกัน
พริษฐ์ยืนยันว่า จุดยืนของพรรคประชาชนไม่ใช่การเลือกตรวจสอบเฉพาะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบทุกกลุ่มด้วยมาตรฐานเดียวกัน
พร้อมระบุว่า สิ่งที่กำลังถูกตั้งคำถามในขณะนี้ไม่ใช่เพียงการรวมกลุ่มทางการเมืองหรือการสนับสนุนผู้สมัคร แต่เป็นข้อกล่าวหาเกี่ยวกับพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย เช่น การจัดหาคนมาสมัคร การจัดหาคนมาลงคะแนน การเสนอผลประโยชน์ การสนับสนุนค่าใช้จ่าย หรือการจัดตั้งเครือข่ายเพื่อควบคุมผลการเลือกตั้ง
พริษฐ์มองว่า ไม่ว่าบุคคลหรือกลุ่มการเมืองใดจะมีสีทางการเมืองแบบใด หากมีพฤติกรรมเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมาย ก็ควรได้รับการตรวจสอบและส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเช่นเดียวกันทั้งหมด
“ผมใช้คำว่า ‘โกง สว.’ ไม่ใช่ ‘ฮั้ว สว.’ เพราะพฤติกรรมเวลานี้ ไม่ใช่แค่จัดตั้งเครือข่ายผู้สมัคร ที่อาจทำโพยหรือแลกคะแนนระหว่างกัน แต่เรากำลังพูดถึงกระบวนการที่จ้างคนมาสมัคร มาโหวต เสนอเงินทอง ตำแหน่ง มาเกี่ยวข้อง จ่ายค่าที่พักรวมตัวก่อนวันเลือก สำหรับตน ใครก็ตามที่ทำพฤติกรรมเช่นนี้ ควรส่งเรื่องไปที่ศาลทั้งหมด”
— พริษฐ์ วัชรสินธุ
ฝ่ายค้านเดินหน้าขยายข้อมูลคดีฮั้ว สว.
ประธานวิปฝ่ายค้านยืนยันว่า การตรวจสอบคดีฮั้ว สว. จะยังเดินหน้าต่อไปผ่านทั้งกลไกในและนอกสภาฯ โดยฝ่ายค้านเตรียมจัดเวทีนำเสนอข้อมูล พยานบุคคล และหลักฐานเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง
เขามองว่า คดีดังกล่าวไม่ใช่เรื่องของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภาและโครงสร้างอำนาจทางการเมืองของประเทศ จึงเป็นเรื่องที่สาธารณชนควรได้รับข้อมูลอย่างรอบด้าน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องแสดงให้เห็นว่าการตรวจสอบจะเป็นไปอย่างตรงไปตรงมาและปราศจากข้อครห
การยื่นข้อมูลของไอลอว์ การรับลูกของฝ่ายค้าน และการตอบโต้จากพรรคภูมิใจไทย ทำให้ประเด็น “ฮั้ว สว.” ขยายตัวจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงไปสู่การเผชิญหน้าทางการเมืองอย่างเต็มรูปแบบ
ท่ามกลางการตอบโต้กันอย่างดุเดือด คำตอบสำคัญยังคงอยู่ที่ผลการพิจารณาของ กกต. ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดว่าข้อกล่าวหาเรื่อง “ฮั้ว สว.” มีน้ำหนักเพียงใด และจะส่งแรงสั่นสะเทือนต่อสมการการเมืองไทยมากน้อยแค่ไหนในระยะต่อจากนี้




