ภายหลัง ‘พรรคเพื่อไทย’ ปล่อยคลิปของแคนดิเดตนายกฯ ‘ชัยเกษม นิติสิริ’ ตอบรับข้อเสนอทุกข้อของพรรคประชาชน และหากได้รับการโหวตให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จะยุบสภาทันทีโดยไม่ต้องรอเวลาถึง 4 เดือน จนถูกตั้งข้อสังเกตและเปรียบเปรยเป็นการ “ออกโปรโมชั่นหลากหลาย แบบถูกเสียยิ่งกว่าถูก” นั้น
เรื่องนี้ สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้ความเห็นว่า “พรรคเพื่อไทยสามารถทำได้ เพราะเงื่อนไขเขาเปลี่ยนทุกวัน เขาปรับทุกวัน แล้วแต่พรรคประชาชนและแฟนคลับพรรคประชาชนตัดสินใจ ในการเปลี่ยนเงื่อนไขของเขาเบื้องหลังมีอะไรแอบแฝงหรือไม่ แต่ในส่วนพรรคภูมิใจไทยยืนยันตั้งแต่วันแรกว่าเราทำดีที่สุด เราทำทุกอย่างตามข้อเรียกร้องของพรรคประชาชน และมีการพูดคุยกัน ตอนแรกข้อเรียกร้องมี 3 ข้อก็มีการปรับเป็น 5 ข้อ เราก็รับ”
ส่วนพรรคเพื่อไทยเสนอออปชัน (option) อื่นก็มีหลายมิติ อาจจะเพื่อให้พรรคประชาชนได้ตัดสินใจ ถ้าคิดว่าพรรคประชาชนไม่ตัดสินใจร่วมก็จะเป็นประเด็นที่ได้เปรียบทางการเมือง เอามาต่อว่าพรรคประชาชนในอนาคตหรือไม่ก็ไม่รู้
เมื่อถามว่า ทำให้พรรคประชาชนไขว้เขวหรือไม่? สิริพงศ์ กล่าวว่า “เท่าที่ผมได้ดูจากข่าวมติพรรคประชาชนก็บอกว่าเป็นมติแล้ว คงไม่มีอะไรเปลี่ยน”
เมื่อถามว่าเป็นข้อได้เปรียบของพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ ที่พรรคประชาชนจะมองว่าพรรคเพื่อไทยลังเล? สิริพงศ์ กล่าวว่า “ได้เปรียบไม่ได้เปรียบ ไม่ใช่ประเด็น ผมมองว่าพรรคประชาชนมีมติแล้วมากกว่า”
การเคลื่อนไหวอะไรก็ตาม ควรทำก่อนที่จะมีมติ หากทำหลังมีมติ ต่อไปนี้ทุกสถาบันทางการเมือง ความน่าเชื่อถือก็จะไม่เกิดขึ้น หลังจากเป็นมติแล้วกลับได้ตลอดเวลา
เมื่อถามว่าการที่อดีตแกนนำของพรรคก้าวไกลเดิมที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่อยากให้จับมือกับพรรคภูมิใจไทย มีความกังวลจะให้พรรคประชาชนเปลี่ยนความคิดหรือไม่? สิริพงศ์ กล่าวว่า “เราไม่ขอก้าวล่วงพรรคประชาชน แต่ทราบว่ามีความเห็นที่แตกต่างหลากหลาย แต่เมื่อเป็นมติก็เป็นเรื่องของเขาที่ต้องดำเนินการ แต่ผมคิดว่าความเห็นแตกต่างหลากหลายได้ อย่างพรรคภูมิใจไทยก็มีความเห็นที่หลากหลาย แต่เมื่อตัดสินใจเป็นมติพรรค เราก็เดินหน้า”
เมื่อถามว่า การทำงานของพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนต้องปรับกันอีกเยอะหรือไม่ สืบเนื่องจากกรณีเมื่อวาน (3 ก.ย.) ก็ไปโหวตไม่ทัน? สิริพงศ์ กล่าวว่า “เหตุการณ์เมื่อวานนี้ต้องขออภัย เกิดจากการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนจริงๆ วันพุธมีวาระกฎหมายพิเศษเดือนละครั้ง เดิมทีมีการพูดคุยก่อนว่าจะขอเสียงจากพรรคภูมิใจไทย พอเรารู้ก็รีบกลับไปที่รัฐสภา เพื่อจะลงมติให้ทัน เสียงขาด 20 เสียง ช้าไป 5-10 นาที ต้องขออภัย”
พร้อมเผยว่า “อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ได้กำชับแล้ว การประสานงานจะต้องรักษาองค์ประชุม และช่วยผลักดันกฎหมายต่างๆ ของพรรคประชาชนที่ไม่ได้มีความเห็นที่แตกต่างกัน”
เมื่อถามถึงการที่ สส.พรรคเพื่อไทย มาพูดในทำนองว่า “ไม่ได้คุยกันหรือใน MOA” (Memorandum of Agreement: บันทึกข้อตกลง) สิริพงศ์ยืนยันว่า “ไม่ได้คุยกัน แต่ต่อไปจะคุย ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องแซะ เราไม่ได้คุย เดิมทีที่ตกลงกันผมเข้าใจว่ากฎหมายฉบับเมื่อวานพรรคประชาชนคุยกับพรรคเพื่อไทย ไม่ได้คุยกับพรรคภูมิใจไทย”
ปัด ‘รฟท.’ เลื่อนแจ้งความ ‘ดีเอสไอ’ ปม ‘เขากระโดง’ มาจากน้ำมือ ‘ภูมิใจไทย’
ส่วนกรณีที่การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) เลื่อนการเข้าแจ้งความต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จนถูกเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทยและการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 นั้น
ประเด็นนี้ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้ความเห็นว่า “เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปดูว่า ปัจจุบันผู้รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม คือนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ สังกัดพรรคอะไร ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของรักษาการและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่การดำเนินการของพรรคภูมิใจไทย และข้อกฎหมายก็คือข้อกฎหมาย”
ขณะนี้ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าผลการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ในวันที่ 5 กันยายนนี้จะเป็นอย่างไร และหากพรรคภูมิใจไทยได้เป็นรัฐบาล ก็ยังไม่ทราบว่าใครจะได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลกระทรวงคมนาคม จึงยืนยันได้ว่าพรรคยังไม่มีอำนาจหรือบทบาทในการสั่งการใด ๆ ต่อกระทรวงคมนาคม โดยทุกอย่างต้องดำเนินไปตามกระบวนการกฎหมาย และเป็นอำนาจหน้าที่ของข้าราชการผู้ปฏิบัติหน้าที่ในปัจจุบัน
สิริพงศ์ กล่าวอีกว่า “เรื่องที่เกิดขึ้นถือเป็นความรับผิดชอบของการรถไฟฯ ที่ต้องชี้แจงให้สังคมทราบ และเป็นเรื่องที่ดีที่จะต้องออกมาชี้แจงต่อสังคม ไม่ใช่ดำเนินการแบบหนึ่งและผลออกมาอีกแบบหนึ่ง ยอมรับว่าเรื่องนี้ก็ส่งผลกระทบต่อพรรคภูมิใจไทยที่อาจจะต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์หรือถูกกล่าวหา ซึ่งอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ถูกกระแสต่างๆ มากมาย ทั้งผู้ที่สนับสนุนชื่นชอบและผู้ที่ไม่เห็นด้วย แต่ย้ำว่าสิ่งที่จะสามารถพิสูจน์ได้ก็คือข้อเท็จจริง”




