จับตาหลัง ‘ศึกซักฟอก’ เตรียมปรับ ครม. ดึง ‘กล้าธรรม’ ร่วมรัฐบาล เกลี่ยสัดส่วนเก้าอี้ ครม. ใหม่ ในสมการที่ยังคงมี ‘เพื่อไทย’ ร่วมรัฐบาล สิ่งที่การันตี ‘ดีล’ นี้ คือ ภาพ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกฯ และ รมว.มหาดไทย ร่วมวงข้าวกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หน.กล้าธรรม ที่มี ‘ชาดา ไทยเศรษฐ์’ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ร่วมวง
สำหรับ ‘ชาดา-ธรรมนัส’ และ ‘เดชอิศม์ ขาวทอง’ ในยุทธจักรการเมือง เรียกว่าเป็น ‘พี่น้องร่วมสาบาน’ ทางการเมือง ที่มีความสนิทกัน รู้จักกันมายาวนาน แม้ ‘เดชอิศม์’ จะเคยให้สัมภาษณ์ว่าไม่ถึงขั้น ‘ร่วมสาบาน’ แต่ย้ำว่าสนิทกัน นิสัยดี คบหากันได้ แม้ต่างพรรคแต่ก็เป็น ‘พวกกัน’
ดังนั้นการปราฏภาพ ‘ชาดา-ธรรมนัส’ จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ซึ่ง ‘ธรรมนัส’ เคยพูดถึงสัมพันธ์กับ ‘ชาดา’ ต.ค.68 ว่า “ผมกับชาดารู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา เป็นพี่น้องร่วมสาบาน ไม่มีคำว่าโกรธในพี่น้องร่วมสาบาน ผมเข้าใจเจตนาและสไตล์ของชาดา ซึ่งเป็นคนตรงไปตรงมาเช่นเดียวกับผม อะไรที่พูดออกมาไม่ว่าจะด้วยเจตนาหรือไม่เจตนา”
ซึ่งเป็นเหตุการณ์จากที่รัฐบาลตั้ง ‘คณะกรรมการปราบสแกมเมอร์ฯ’ และมีชื่อ ‘ธรรมนัส’ เป็น ประธาน ซึ่ง ‘ชาดา’ ระบุว่า “ตั้งโจรไปปราบโจร”
การปล่อยภาพ ‘อนุทิน-ธรรมนัส-ชาดา’ ร่วมวงข้าว จึงถูกมองเป็น ‘ความตั้งใจ’ เพราะผ่านมากว่า 1 สัปดาห์ เพิ่งถูกเผยแพร่ โดยใช้ ‘เพจร้านอาหาร’ ซึ่งเป็นช่วงคาบเกี่ยว ‘ดีลลงตัว’ เป็นข้อเสนอที่ ‘อนุทิน’ ต้อง ‘รับสภาพ-ยอมรับ’ และหมดเวลา ‘ยื้อ’ ขณะที่ ‘กล้าธรรม’ ก็สิ้นสุดเวลา ‘คอย’
ทว่าดีลนี้มีกระแสข่าวว่าตั้งอยู่บน ‘เงื่อนไข’ ที่ ‘กล้าธรรม’ จะไม่ขัดแย้ง ‘เพื่อไทย’ เพื่อประคอง ‘รัฐบาล’ เสริมเสถียรภาพ-ติดปีก ‘ขั้วอนุรักษนิยม’ ใต้ปีก ‘รัฐพันลึก’
เริ่มมีการ ‘โยนหินถามทาง-ปล่อยข่าว’ ถึงเก้าอี้ ‘รัฐมนนตรี’ ที่ ‘กล้าธรรม’ จะได้ในครั้งนี้ ซึ่งถูกโฟกัสไปที่ รมว.พาณิชย์ และ รมช.เกษตรฯ โดยเริ่มมีความเคลื่อนไหวที่ ‘ก.พาณิชย์’ ที่ ‘ลมเปลี่ยนทิศ’ ซึ่งอยู่ที่ นายกฯ จะเปลี่ยนจาก ‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ ไปเป็นใครหรือไม่
มาพร้อมกระแสข่าว ‘ควบรวมพรรค’ ระหว่าง ‘ภูมิใจไทย-กล้าธรรม’ ซึ่งที่ผ่านมา ‘กล้าธรรม’ ถูกมองเป็น ‘พรรคเฉพาะกิจ’ มาโดยตลอด ที่รวม ‘บ้านใหญ่’ เอาไว้ คล้ายกับ ‘พรรคตระกูลลุง’ ทั้ง ‘พลังประชารัฐ-รวมไทยสร้างชาติ’
ซึ่งเรื่องนี้ ‘ภราดร ปริศนานันทกุล’ สส.อ่างทอง ภท. หนึ่งในแกนนำ ภท. ก็ไม่ปฏิเสธ โดยระบุว่าเป็รเรื่องของ ‘กรรมการบริหาร’ ทั้ง 2 พรรค
สำหรับการ ‘ยุบกล้าธรรม’ เพื่อไป ‘ควบรวมภูมิใจไทย’ เป็นโมเดลคล้าย ‘พรรคความหวังใหม่’ ที่มี ‘บิ๊กจิ๋ว’พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นหัวหน้าพรรค และการยุบ ‘พรรคเสรีธรรม’ ไปรวมกับ ‘ไทยรักไทย’ ในยุค ‘รัฐบาลทักษิณ 1’
ทั้งนี้หากมีการ ‘ยุบกล้าธรรม’ ไปรวมกับ ภท. ในแง่หนึ่งก็เป็นการดึง ‘ธรรมนัส’ มาไว้ข้างกาย แต่ก็จะกลายสภาพเป็น ‘มุ้งใหญ่’ ใน ภท. ที่ ‘อนุทิน’ และ ‘เนวิน ชิดชอบ’ ครูใหญ่ ภท. จะต้องคุมให้ได้ ซึ่งเชื่อกันว่าไม่เกินมือ ‘เนวิน’ ที่เคยเป็น ‘มือขวาทักษิณ’ ในการคุม ‘มุ้ง’ ต่างๆ สมัย ‘ไทยรักไทย’ มาแล้ว จึงมีการเปรียบสภาพ ภท. ในขณะนี้ ไม่ต่างจาก ‘ไทยรักไทย’ ในอดีต
แต่การ ‘ยุบรวมพรรค’ ยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในขณะนี้ เพราะติดเงื่อนไข รธน.60 มาตรา 99 ที่ล็อกไว้ เป็นผลพวงจาก รธน.40 ที่ไม่ได้ ‘ล็อก’ ไว้ จึงเกิดการ ‘ยุบรวมพรรค-ซื้อตัว สส.’ ขึ้นมา ทำให้ รธน.50-60 เขียนล็อกเอาไว้
โดย รธน.60 มาตรา 99 ระบุว่า “อายุของสภาผู้แทนราษฎรมีกำหนดคราวละ 4 ปีนับแต่วันเลือกตั้ง ในระหว่างอายุของสภาผู้แทนราษฎร จะมีการควบรวมพรรคการเมืองที่มีสมาชิกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมิได้”
ดังนั้นการ ‘ยุบรวมพรรค’ จะเกิดขึ้นต่อเมื่อ ‘ยุบสภา’ แล้วเท่านั้น เป็นการรวม ‘บ้านใหญ่-ตระกูลการเมือง’ 2 พรรค ที่จะมี ‘ขนาดใหญ่’ ขึ้น และไม่ทับ ‘ฐานเสียง’ หรือ ‘แข่งกันเอง’ ในสนามเลือกตั้ง แต่อยู่ที่ว่าจะจัดวาง ‘ผู้สมัคร สส.’ ในอนาคตอย่างไร ในพื้นที่ ‘บ้านใหญ่ทับซ้อน’ กันอยู่ ย่อมต้องมีความขัดแย้งเกิดขึ้น
หากยุทธศาสตร์เป็นไปตามเป้า ย่อมเป็นการ ‘เด็ดปีก’ ฝั่ง ‘เพื่อไทย’ โดยตรง ที่เป็น ‘พรรคบ้านใหญ่’ เช่นกัน ส่วน ‘กระแสการเมือง’ ต้องดูในห้วงเวลาขณะนั้น เพราะ ‘เลือกตั้ง’ ก.พ.69 ฝั่ง ภท. ก็ ‘โหนกระแส’ ได้ สส. มาหลายคน ในช่วงจังหวะที่ ‘เพื่อไทย-พรรคประชาชน’ กระแสลดลงนั่นเอง
ดังนั้นจึงต้องแยก 2 ยก คือ ยกแรก ผ่านการ ‘ปรับ ครม.’ ที่มี ‘กล้าธรรม’ มาร่วมด้วย ต้องเกลี่ย ‘โควต้าใหม่’ ซึ่งจุดนี้ก็ทำให้ ‘เพื่อไทย’ อำนาจต่อรองลดลง อยู่ในสภาวะ ‘คานอำนาจ’ กันเองกับ ‘กล้าธรรม’ ส่วนยกที่ 2 คือ หลัง ‘ยุบสภา-เลือกตั้งใหม่’ ที่ต้องสู้กันใหม่
ถือเป็น ‘ซุปเปอร์ดีล’ ที่สะท้าน ‘สมการการเมือง’ หากเกิดขึ้นจริง !!




