นิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในนามคณะทำงานการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ของพรรคภูมิใจไทย แถลงถึงกรณีเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พรรคภูมิใจไทยเคยมีมติร่วมลงชื่อกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย ซึ่งขณะนั้นพรรคเพื่อไทยมี สส. 77 เสียง จึงมีการหารือว่าให้ สส. ของพรรคภูมิใจไทย ร่วมเข้าชื่อเพื่อให้ครบที่กำหนด 100 เสียง ในการยื่นร่างแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ตาม ภายหลังพรรคเพื่อไทยได้รวบรวมรายชื่อได้ครบ 189 เสียง ทางพรรคภูมิใจไทยเมื่อครั้งร่วมเข้าชื่อได้ดูรายละเอียดอย่างคร่าวๆ แต่เมื่อพิจารณาเนื้อหาร่างแก้ไขฯ ของพรรคเพื่อไทยอีกครั้งแล้ว ก็เกรงว่าจะขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ที่ระบุไว้ชัดว่า รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง
เนื่องจากร่างฯ ของพรรคเพื่อไทย ส่วนตัวมองว่า การเลือกตั้ง สสร. 300 คน เป็นการเลือกตั้งโดยตรงที่มีคูหาเลือกตั้ง แม้รัฐสภาจะมาเลือกให้เหลือ 100 คน ก็ยังมาจากการเลือกตั้งโดยตรงมาจากต้นทางอยู่ดี ลำดับคะแนนที่ได้มาจากเจตนารมณ์ของประชาชน หากรัฐสภาจะไปเลือกอันดับรองลงไปอาจจะขัดแย้งกับเจตนารมณ์ของประชาชน กลายเป็นการบังคับโดยปริยายว่า รัฐสภาต้องเลือกตามผลการเลือกตั้งโดยตรงไปด้วยในทางปฏิบัติ
ส่วนปัญหาในเชิงเหตุผลของศาลรัฐธรรมนูญคือ เจตจำนงของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ อำนาจของ สสร. จากการเลือกตั้งโดยตรง หรือกึ่งโดยตรงที่เสนอมา ก็จะมีปัญหาเพราะอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญเป็นของรัฐสภา จึงเกิดความขัดแย้งกันระหว่าง 2 อำนาจนี้ และจะหาข้อสรุปไม่ได้ เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าประชาชนเป็นผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญใหม่ ไม่ว่ารัฐสภาจะร่างรัฐธรรมนูญแบบใดออกมา ก็ต้องไปถามประชาชนผ่านการทำประชามติอีกครั้ง
“แสดงว่าประชาชนมีความเกี่ยวพันกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ถึง 3 ครั้ง ดังนั้น จะบอกว่าไม่มีความผูกพันกับประชาชนไม่ได้ เพราะไม่ว่ารัฐสภาจะเสนออย่างไร ประชาชนสามารถตีตกได้หมด อำนาจเต็มที่สุดอยู่ที่ประชาชน 3 ครั้ง ซึ่งทำไปแล้ว 1 ครั้ง ยังเหลืออีก 2 ครั้ง แหล่งที่มาต้องแยกให้ชัด รัฐสภายังอยู่ใต้ประชาชน” นิกรกล่าว
นิกร ยังยกเอกสารกรณีศึกษาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญปี 2568 จัดทำโดยฝ่ายวิชาการของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ในตอนหนึ่งว่า คำวินิจฉัยส่วนนี้มีสอดคล้องกับทฤษฎีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ เพราะสมาชิกรัฐสภามีอำนาจเพียงแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามกระบวนการและขอบเขตที่รัฐธรรมนูญปี 2560 เท่านั้น หากรัฐสภากำหนดให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง ไม่เช่นนั้นแล้วเท่ากับรัฐสภาใช้อำนาจสถาปนาที่ได้รับมาจากประชาชนเพิ่มไปกว่าอำนาจที่เคยได้มาแล้ว ซึ่งจะเกิดปัญหาต่อมา
ดังนั้น ในเมื่อเห็นว่าพรรคเพื่อไทยมีรายชื่อครบแล้ว จึงขอให้สมาชิกพรรคภูมิใจไทยที่ลงชื่อไปแล้วพิจารณาให้ถอนชื่อ ถึงแม้ถอนชื่อแล้วก็ยังมีชื่อครบอยู่ เนื่องจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของทั้ง 2 พรรค มีความแตกต่างกันมาก
"พรรคภูมิใจไทยมีความจริงใจในการจัดทำรัฐธรรมนูญให้สำเร็จ และมองว่าการยื่น 2 ร่างไม่เหมาะสม เนื่องจากแม้ไม่มีข้อห้ามไว้ แต่ตามหลักแล้วไม่ควรทำเช่นนั้น ไม่ควรใช้ระบบแบบศรีธนญชัย หรือกึ่งยิงกึ่งผ่าน จะยิงก็ควรยิงไปเลย จะไม่ยิงก็ไม่ยิงไปเลย ให้เอาสักแบบ แบบใดแบบหนึ่ง” นิกรกล่าว
นิกรย้ำว่า ที่พรรคภูมิใจไทยตัดสินใจแบบนี้เพื่อให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ หากปล่อยเรื่องนี้ไปก็เสี่ยงจะถูกร้องเรียนตามมา ส่วนในแง่ความนิยม ร่างของพรรคภูมิใจไทยอาจจะไม่ค่อยได้รับการตอบรับ แต่เราต้องการทำให้สำเร็จ เพราะพูดแล้วทำ จึงได้ขยายเนื้อหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนพร้อมอ้างถึง สสร. ของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงสักคน แต่ที่เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนได้ เพราะรับฟังประชาชนมาก
เช่นเดียวกับร่างฯ ของพรรคภูมิใจไทยที่ให้ตั้งกรรมาธิการรับฟังความเห็นประชาชนทั่วประเทศ เป็นเวลา 360 วัน ซึ่งจะเป็นจุดชี้ว่า เนื้อหารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชนหรือไม่ เพียงแค่เลือกตั้งจากประชาชนไม่เพียงพอ
สำหรับกรณีมีกลุ่มสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จะนัดหมายหารือกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็เป็นเรื่องดี แต่ส่วนตัวมองว่า คราวที่แล้วมีผู้เข้าหารือกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเรื่องจำนวนครั้งการทำประชามติ ซึ่งตนเองเคยยืนยันไว้ก่อนหน้านั้นนานแล้วว่า ต้องทำประชามติ 3 ครั้ง เราเสียเวลาไปหลายปี เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าต้องทำประชามติ 3 ครั้ง ดังนั้น การปรึกษาหารือกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่ข้อสรุป และไม่ใช่คำวินิจฉัย เราจึงขอเดินไปตามทางของเราที่เราคิดว่าดีที่สุด และทำตามประชาชนมากที่สุด
ส่วนจะปิดประตู สสร. จากการเลือกตั้งโดยตรงทั้งหมดเลยหรือไม่นั้น นิกร มองว่า การทำแบบนั้นมีปัญหาและอาจทำให้ไม่สำเร็จ ดีกว่าทำให้ดูดี ให้ประชาชนชอบเพราะเราไม่ได้ทำเพื่อหาเสียง หากทำไปแล้วไม่สำเร็จก็ไม่มีประโยชน์ และสุดท้ายประชาชนก็มีส่วนร่วมโดยตรง เพราะมีอำนาจในการออกเสียงประชามติ ไม่ว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจากรัฐสภาจะมีเนื้อหาอย่างไร
นิกร ย้ำด้วยว่า การถอนรายชื่อไม่ใช่การปัดตกร่างฯ ของพรรคเพื่อไทย และเป็นเอกสิทธิ์ของ สส. ในการจะลงชื่อ ไม่สามารถบังคับได้ เมื่อเห็นว่าเนื้อหาร่างฯ มีปัญหา จึงพิจารณาว่าควรถอนเพื่อให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และความสัมพันธ์ของพรรคร่วมรัฐบาลเอง ก็ไม่มีปัญหาอะไร ทั้งนี้ ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า สส. พรรคภูมิใจไทยจะลงมติไม่เห็นชอบในการพิจารณาวาระ 1 หรือไม่ เพราะยังไม่ได้พิจารณาเนื้อหาทั้งหมดโดยละเอียด
เราเป็นพรรคแกนนำ การปฏิบัติของเราในเรื่องนี้เราต้องระมัดระวังมาก สมมติว่าเรายื่นไปตามนี้แล้วสุ่มเสี่ยงจะถูกร้อง จะทำให้รัฐบาลขาดเสถียรภาพ รัฐบาลอาจจะคว่ำได้เลย เราจึงยืนอยู่บนหลักการของคำวินิจฉัยเป็นหลัก เราไม่ใช่พรรคร่วมฝ่ายค้านที่คิดคนละแบบ เราเดินตรงไปตรงมาและชัดเจน เราจึงต้องระวังมากกว่าคนอื่นเขา เพราะเราเป็นพรรคแกนนำ จะกระทบทั้งเสถียรภาพของรัฐบาลและประชาชนที่เลือกเรามา
— นิกรระบุ
ขณะที่เรื่องข้อกังวลว่า อาจเกิดกระบวนการกินรวบการจัดทำรัฐธรรมนูญโดยพรรคใดพรรคหนึ่ง เป็นเรื่องที่คิดกันไปเอง แต่หากให้มีการเลือกตั้ง สสร. โดยตรงกระบวนการก็อาจจะล่มได้ทันทีเพราะมีผู้ไปร้องเรียน และยังขัดต่อคำปฏิญาณของรัฐบาลว่าจะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญด้วย พร้อมย้ำว่า ไม่มีใครมีอำนาจเหนือประชาชน เพราะสามารถไม่เห็นชอบในการออกเสียงประชามติได้ ถือเป็นการออกเสียงโดยตรงของประชาชน




