กลายเป็นประเด็นที่สร้างความสั่นสะเทือน สำหรับกรณี ‘การทุจริตสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น’ ประจำปี 2568-2569 ซึ่งถือเป็นข้อครหาครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง ที่เคยเกิดขึ้นกับ ‘ระบบราชการไทย’
โดยชนวนเหตุและกลโกง ครั้งนี้ มีจุดเริ่มต้นของคดี มาจากการตรวจสอบความผิดปกติในการประกาศผลคะแนนสอบภาค ก. (ความรู้ความสามารถทั่วไป) และภาค ข. (ความรู้ความสามารถเฉพาะตำแหน่ง) โดยมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) ในฐานะหน่วยงานร่วมจัดสอบ ได้ส่งมอบไฟล์ข้อมูลดิจิทัล และภาพถ่ายกระดาษคำตอบดั้งเดิมให้แก่หน่วยงานตรวจสอบ และเมื่อมีการ ‘สุ่มตรวจ’ และขยายผลเปรียบเทียบ จนปรากฏข้อเท็จจริงว่า คะแนนที่มีการประกาศผลสอบอย่างเป็นทางการ ไม่ตรงกับหลักฐานกระดาษคำตอบที่ผู้เข้าสอบทำไว้จริง
พบพฤติการณ์แก้ไขตัวเลขคะแนนดิบในระบบสารสนเทศ ดันให้ผู้เข้าสอบบางรายที่มีคะแนนไม่ผ่านเกณฑ์ ได้คะแนนเกินร้อยละ 60 จนมีสิทธิ์เข้าสู่การสอบสัมภาษณ์ (ภาค ค.) และได้รับการบรรจุเข้าทำงานในที่สุด
‘วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์’ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.4) ได้เปิดเผยผลการตรวจสอบเบื้องต้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ระบุว่า จากการตรวจสอบรายชื่อผู้ได้รับการบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการท้องถิ่นใน 3 กลุ่มแรกไปแล้วจำนวนกว่า 15,000 ราย พบความผิดปกติที่ยืนยันด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่า "คะแนนไม่ตรงกับกระดาษคำตอบ" มากถึงประมาณ 5,000 ราย ถือเป็นสัดส่วนที่สูงอย่างมีนัยสำคัญอย่างมาก จนเกิดการตั้งข้อสังเกตของสังคม ถึง ‘ระบบการโกง’ ที่อาจมีผู้เกี่ยวข้องที่ ‘ทรงอิทธิพล’ เป็นเบื้องหลัง หรือบ้างก็ว่าอาจเป็น ‘เกมการเมือง’ ที่ใช้เล่นงานกันอยู่
อย่างไรก็ดี ในท่าทีของ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลควบคุมกระทรวงมหาดไทย ก็ได้ออกมายืนยันว่า จะให้ดำเนินการตรวจสอบอย่างถึงที่สุด โดยมีเครื่องมือที่จะใช้ดำเนินการเพื่อสางปม ‘โกงสอบ’
- ให้ข้อมูลรายชื่อและหลักฐานทั้งหมดส่งต่อให้ ‘ป.ป.ช.’ เพื่อทำการไต่สวนรายบุคคลในความผิดทางอาญา
- ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายชุดพิเศษ โดยมี ‘ปกรณ์ นิลประพันธ์’ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อรายงานตรงต่อนายกรัฐมนตรีภายใน 30 วัน (ต้องมีความคืบหน้าในทุกๆ 10 วัน)
- เสนอคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) และ คณะกรรมการกลางพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) เพื่อสั่งถอดถอนชื่อและ ‘ปลดออกจากราชการยกล็อต’ เนื่องจากถือว่าความผิดสำเร็จแล้ว สำหรับเงินเดือนและสิทธิประโยชน์ที่ได้รับไปในช่วงที่ปฏิบัติงาน รัฐบาลยืนยันว่าต้องมีการกระบวนการเรียกเงินคืนย้อนหลังตามขั้นตอนกฎหมาย
โดยจากการสืบสวนเบื้องต้นพบว่า ขบวนการนี้ไม่ได้ทำได้โดยลำพัง และ ‘ปลัดกระทรวงมหาดไทย’ ได้สั่งฟันวินัยร้ายแรงและย้ายข้าราชการในสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ไปแล้ว 5 รายที่มีมูลความผิดชัดเจน ซึ่งกลไกการไต่สวน มุ่งเป้าไปที่ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ รายละเอียดเงื่อนไขการจ้าง (TOR) , กระบวนการเข้าถึงระบบเพื่อแก้คะแนน และเส้นทางเงิน ตั้งแต่เม็ดเงินที่ผู้สอบจ่ายให้กลุ่มนายหน้า ‘หน้าม้า’ โดยมีแนวโน้มขยายผลเชื่อมโยงไปถึงข้าราชการระดับสูงระดับ ‘อธิบดี’ เลยทีเดียว
ท่ามกลางข้อกังขาของสังคม ทำให้เห็นความเคลื่อนไหวของ ‘พรรคภูมิใจไทย’ ในฐานะที่เป็นเสียงส่วนมากของรัฐบาล และยังมีอำนาจเต็มใน ‘มท.’ ได้เตรียมเสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดในการสอบบรรจุเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ....
โดย ‘ศุภชัย ใจสมุทร’ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้แถลงข่าวกับสื่อมวลชนระบุว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อกำหนดฐานความผิดและบทลงโทษสำหรับการทุจริตในการสอบบรรจุเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐ เพื่อให้กระบวนการคัดเลือกบุคลากรเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และเข้าสู่ระบบราชการ ซึ่งจะครอบคลุมการสอบแข่งขัน เพื่อบรรจุหรือแต่งตั้งเป็นข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ รวมถึงการสอบวัดระดับความรู้หรือการประเมินผลในหลักสูตรที่หน่วยงานของรัฐจัดขึ้นโดยใช้งบประมาณแผ่นดิน
เมื่อเปิดดูสาระสำคัญของ ‘ร่าง พ.ร.บ.เอาผิดทุจริตสอบรัฐ’ ของ ‘ภูมิใจไทย’ จะพบว่า มีการกำหนดความผิดและบทลงโทษสำหรับการทุจริตในการสอบบรรจุเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐโดยเฉพาะ
ร่างกฎหมายฉบับนี้ครอบคลุมการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุหรือแต่งตั้งเป็นข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ รวมถึงการสอบวัดระดับความรู้ความสามารถ หรือการประเมินผลในหลักสูตรที่จัดขึ้นโดยหน่วยงานของรัฐและใช้งบประมาณแผ่นดิน
สำหรับกำหนดความผิดเกี่ยวกับการสอบบรรจุ ตั้งแต่ผู้เข้าสอบ ไปจนถึงผู้เกี่ยวข้องกับกระบวนการสอบ ได้แก่
1. ทุจริตในการสอบบรรจุ ผู้เข้าสอบที่ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ หรือเงื่อนไขของการสอบบรรจุได้โดยทุจริต โทษ: จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
2. เข้าสอบแทนผู้อื่น โทษ: จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
3. ให้หรือเสนอผลประโยชน์เพื่อแลกการสอบผ่าน ครอบคลุมการให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด เพื่อจัดการให้ตนเองหรือผู้อื่นสอบบรรจุได้โดยทุจริต โทษ: จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
4. เรียกรับผลประโยชน์เพื่อช่วยให้สอบผ่าน ผู้ที่เรียก รับ หรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด เพื่อช่วยให้เกิดการทุจริตในการสอบ โทษ: จำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ พร้อมริบเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ที่ได้มาจากการกระทำผิด
5. ข่มขู่หรือบังคับให้ร่วมทุจริต ผู้ข่มขืนใจ ใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญ เพื่อให้ผู้อื่นร่วมดำเนินการทุจริตในการสอบ โทษ: จำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
6. เปิดเผยข้อสอบหรือคำตอบล่วงหน้า ผู้ที่ล่วงรู้ข้อสอบหรือคำตอบ และนำไปเปิดเผยก่อนการสอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์โดยทุจริต โทษ: จำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ พร้อมริบทรัพย์สินหรือประโยชน์ที่ได้จากการกระทำผิด
หากผู้กระทำความผิด ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุน เป็นข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ร่างกฎหมายกำหนดให้เพิ่มโทษขึ้นอีก 1 เท่า จากโทษปกติ แต่หากเป็นเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการสอบครั้งนั้น จะเพิ่มโทษขึ้นอีก 2 เท่า พร้อมกำหนดให้การกระทำดังกล่าวถือเป็น ความผิดวินัยร้ายแรง
ทุจริตสอบรัฐ = ตัดสิทธิเข้าทำงานภาครัฐตลอดไป
ส่วนไฮไลต์สำคัญคือ บทลงโทษสูงสุด หนึ่งในมาตรการสำคัญ คือการกำหนดผลทางกฎหมายต่อผู้ที่กระทำความผิด โดยผู้ที่กระทำผิดตามพระราชบัญญัตินี้ จะถือเป็นผู้เคยกระทำการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการหรือเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ และ ถูกตัดสิทธิเข้ารับราชการ หรือเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐทุกแห่ง ขณะที่หากผู้กระทำผิดเป็นข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของรัฐ จะมีบทลงโทษถึงขั้น ไล่ออกจากราชการ






