จัดหนัก! ‘ภูมิใจไทย’ ทยอยฟ้อง ‘เศรษฐา’ ปมปราศรัยโจมตี

3 พ.ค. 2566 - 14:45

  • ‘ภูมิใจไทย’ จัดหนัก! เตรียมทยอยฟ้อง ‘เศรษฐา’

  • ปมปราศรัยโจมตีปม ‘กัญชา-เลือก ‘ภูมิใจไทย’ ได้ ‘บิ๊กตู่’

  • ขู่โทษแรงถึงขั้นตัดสิทธิ-ยุบพรรค เย้ย ‘เสี่ยนิด’ อาจอยู่ไม่ถึงวันโหวตนายกฯ

  • แซะไร้อำนาจตัดสินใจ ตอนจบได้กลับไป ‘ขายบ้านจัดสรร’

Bhumjaithai_Party_Preparing_to_gradually_sue_Srettha_in_the_case_of_the_speech_SPACEBAR_Hero_c9e5aaadf0.jpeg
ศุภชัย ใจสมุทร นายทะเบียนพรรคภูมิใจไทย แถลงตอบโต้กรณี เศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ปราศรัยที่ จ.นครพนม โจมตีนโยบายกัญชา มอมเมาเยาวชน และระบุหากเลือกพรรคภูมิใจไทย จะได้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ อีกรอบ รวมทั้งกรณี ประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ระบุพรรคเพื่อไทย ไม่มีส่วนกับการปลดล็อก ‘กัญชา’ ออกจากบัญชียาเสพติด โดยยืนยันว่า การกล่าวหาของทั้งคู่ไม่เป็นความจริง ทั้งนี้ กรณีของ เศรษฐา มีความผิดใส่ร้ายตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ส.ส. มาตรา 73 (5) ใส่ร้ายด้วยความเท็จ หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัคร หรือพรรคการเมือง ทั้งที่ข้อเท็จจริงพรรคภูมิใจไทย สนับสนุนกัญชาทางการแพทย์ ไม่เคยสนับสนุนให้มอมเมาเยาวชน รวมทั้งที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทยก็หาเสียงชู อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคฯ เป็นนายกฯ เพียงคนเดียว ไม่เคยบอกว่าเลือกพรรคภูมิใจไทย แล้วจะไปเลือก พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ จึงถือว่าการปราศรัยของ เศรษฐ เป็นการใส่ร้ายและพูดเท็จ   

ส่วนกรณีของ ประเสริฐ ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทย มีส่วนในการปลดล็อก ‘กัญชา’ ออกจากบัญชียาเสพติด ก่อนที่ รมต.สาธารณสุข จะมาออกประกาศควบคุมกัญชา กล่าวคือมีการปลดล็อก ‘กัญชา’ โดยผ่านรัฐสภา ลงมติเอกฉันท์ประมวลกฎหมายยาเสพติดฉบับใหม่ ไม่ระบุว่ากัญชาเป็นยาเสพติด กระทั่งราชกิจจานุเบกษาประกาศประมวลกฎหมายยาเสพติด ไม่ระบุให้กัญชาเป็นยาเสพติดเป็นครั้งแรก มีผลบังคับใช้วันที่ 8 ธันวาคม 2564 รวมทั้งก่อนหน้านี้ คือ 21 กันยายน 2563 ก็มีการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางปัญหาเกี่ยวกับกัญชา กัญชง และกระท่อม โดยมี อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ ส.ส.มุกดาหาร พรรคเพื่อไทย เป็นประธาน ได้เสนอรายงานจำนวน 367 หน้า สรุปสาระสำคัญ คือ ยกเลิกกัญชา กัญชง และกระท่อม ออกจากยาเสพติดให้โทษ ซึ่งอย่างน้อยใน 2 ส่วนนี้ ก็ไม่มี ส.ส.พรรคเพื่อไทย ออกมาคัดค้านเลย ฉะนั้น พรรคที่ทำให้เกิดกัญชาเสรีก็คือพรรคเพื่อไทย  

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบ เศรษฐา เป็นเพียงสมาชิกพรรค และตำแหน่งที่ปรึกษาหัวหน้าเพื่อไทย ก็เป็นเพียงการบัญญัติศัพท์ขึ้นมา ทั้งนี้ นอกจากการปราศรัยบิดเบือนให้ความเท็จ จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ส.ส. มาตรา 73 (5) แล้ว การที่คณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย ไม่ควบคุมสมาชิกพรรคให้ดำเนินการด้วยความสุจริตเที่ยงธรรม ก็เข้าข่ายความผิด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 101 ที่ระบุว่า กรณีผู้กระทำผิดจะต้องรับโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น แต่ถ้าเป็นกรณีพรรคการเมือง ต้องระวางโทษเป็น 2 เท่า ของโทษที่กำหนดไว้ตามวรรคหนึ่ง และให้ กกต. ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ สั่งยุบพรรคการเมืองนั้น และให้เพิกถอนสิทธิรับสมัครเลือกตั้งของหัวหน้าพรรค และคณะกรรมการบริหารของพรรคการเมืองนั้น ซึ่งทราบว่าขณะนี้ มีสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำดังกล่าว ได้ดำเนินคดีแล้ว เช่น ศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 และผู้สมัคร ส.ส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย ทราบว่ามีผู้ประสงค์ดำเนินการทางกฎหมายในแต่ละพื้นที่อยู่  

“พรรคภูมิใจไทย ยืนยันว่าการดำเนินการทั้งหมดเพื่อปกป้องตัวเองจากการถูกใส่ร้าย วันนี้ เศรษฐาต้องพร้อมรับสิ่งที่ท่านพูดออกไป เราต้องแสดงให้เห็นถึงวุฒิภาวะของท่าน ซึ่งวันนี้เราไม่ยอม” ศุภชัย กล่าว 

ศุภชัย ย้ำว่า พรรคภูมิใจไทยไม่เคยวิพากษ์วิจารณ์นโยบายพรรคใด เวลาเราปราศรัยที่ไหนก็เสนอนโยบายของพรรค แต่ดูเหมือนว่าการปราศรัยของอีกฝ่ายเกิดจากความกลัว ความกลัวจึงทำให้เสื่อม ทำให้ขาดสติ จึงขอให้ทบทวนตัวเอง  

“ผมขอเรียกร้องพรรคเพื่อไทย หากเห็นว่ากัญชามีปัญหา ให้ประกาศเลยว่าจะเอากลับไปเป็นยาเสพติด อย่ามาพูดคลุมเครือว่าเอาเฉพาะนโยบายทางการแพทย์เท่านั้น พรรคภูมิใจไทยเองก็ไม่เคยสนับสนุนเรื่องสันทนาการ พี้ มอมเมาประชาชน การที่ท่านพูดแบบนั้นเท่ากับใส่ร้ายเป็นความเท็จ” ศุภชัย กล่าว 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การออกมาแจ้งข้อกล่าวหา เศรษฐา จะเป็นเงื่อนไขให้พรรคภูมิใจไทย ไม่ยกมือโหวตให้ เศรษฐา เป็นนายกฯ หรือควรจะเปลี่ยนเป็น แพทองธาร ชินวัตร หรือ ชัยเกษม นิติสิริ แทนหรือไม่ ศุภชัย ตอบว่า “ยังไม่ถึงเวลานั้น เพราะวันนี้หาก เศรษฐา ถูกดำเนินคดี ท่านจะมีคุณสมบัติอยู่หรือไม่” อย่างไรก็ตาม ศุภชัย ไม่ขอให้ความเห็นกรณี เศรษฐา ‘ตั้งกำแพงทางการเมือง’ ไม่เอา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และ ‘พรรคกัญชา’ หากภายหลังจัดตั้งรัฐบาลไม่เป็นเช่นนั้น จะต้องรับผิดชอบทางการเมืองหรือไม่  

“ผมคิดว่านายเศรษฐา ไม่น่าจะมีอำนาจในการตัดสินใจ ท่านเป็นเพียงตัวแสดงคนหนึ่ง ท่านเข้ามาก็มาชอปปิ้งตำแหน่งนายกฯ พอไม่ได้ก็กลับไปขายบ้านจัดสรรของท่านเหมือนเดิม ดูแล้วท่านก็ประเมินถูก ท่านอาจจะมีความสามารถเรื่องการบริหารธุรกิจ แต่ในเรื่องของการเมืองท่านต้องเรียนรู้มากกว่านี้” ศุภชัย กล่าว 

ศุภชัย ยังกล่าวฝากไปยัง กกต. ว่าต่อให้ไม่มีใครร้อง ก็มีอำนาจสืบสวน เพราะการทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม หรือการที่พรรคการเมืองปราศรัยแล้วมีคนไปรังควาน และการณรงค์ไม่ให้เลือกพรรคการเมืองใด นั้นผิด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 73  

“การที่ท่านปล่อยให้มีบรรยากาศแบบนี้ จะส่งผลให้เกิดความสั่นคลอนต่อหน้าที่ และอำนาจของ กกต. มีคนไม่ให้ความเคารพต่อองค์กรอิสระอย่างกกต. ก่อให้เกิดความไม่น่าเชื่อถือ ท่านจึงเร่งดำเนินคดี ไม่เช่นนั้นความศักดิ์สิทธิ์ของท่านจะสั่นคลอน” ศุภชัย กล่าว

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์