‘อนุทิน’ ลั่นพร้อมร่วมรัฐบาลทุกขั้ว แต่ปิดตายคบ ‘ก้าวไกล’ หากไม่เลิกมุ่งแก้ ‘ม.112’

30 ธ.ค. 2565 - 13:27

  • ‘อนุทิน’ ลั่นเสียงประชาชนหลังเลือกตั้งคือคำตอบสุดท้าย

  • ร่วมรัฐบาลรอบหน้า พร้อมอ้าแขนรับทุกขั้ว

  • แต่ปิดตายคบ ‘ก้าวไกล’ หากไม่เลิกมุ่งแก้ ‘ม.112’ สวนจุดยืน ‘ปกป้องสถาบัน’

Bhumjaithai_Party_ready_to_join_government_of_all_parties_except_Move_Forward_Party_SPACEBAR_Thumbnail_0a41a0c7af.jpeg
อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมต.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ย้ำในการที่พรรคภูมิใจไทย จะร่วมรัฐบาลกับใคร หลังการเลือกตั้งเที่ยวหน้า ต้องดูว่าไปรวมแล้วเสียงจะเกินกึ่งหนึ่งของสภาฯ (เกิน 251 เสียง) หรือไม่ ควบคู่กับประเมินจากคะแนนพรรคและคะแนนผู้สมัคร ซึ่งจะทำให้ทราบว่าประชาชนต้องการอะไร ไปในทิศทางไหน โดยจะไม่ฝืนความต้องการของประชาชน   

อนุทิน ยืนยันว่า พรรคภูมิใจไทยไม่เคยมีปัญหาในเรื่องของความสัมพันธ์กับพรรคไหนอยู่แล้ว ทั้งนี้ ความคิดเห็นที่ต่างกันทางการเมือง หรือท่าทีของเรื่องต่างๆ ที่เห็นต่างกันถือเป็นเรื่องปกติ พร้อมยกตัวอย่างที่ไม่เห็นด้วยกับหลายเรื่องของพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งได้แสดงท่าทีชัดเจน เช่น เรื่องกฎหมายกัญชา ที่มีคนไม่เห็นด้วยกับพรรคภูมิใจไทย แต่ไม่สามารถไปบังคับความคิดกันได้ ดังนั้น สุดท้าย จึงเป็นเรื่องของแต่ละพรรคที่จะพิจารณาและแสดงความคิดเห็น  

“แต่เรื่องของมารยาทการอยู่ร่วมกันควรต้องสนับสนุนซึ่งกันและกันหรือไม่ ไม่เช่นนั้นต่อไปใครจะออกกฎหมายแล้วเป็นรัฐบาลผสม ก็คงต้องลุ้นกันอย่างหนักว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะเห็นด้วยหรือไม่ แต่เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องปลีกย่อย เพราะโดยหลักพรรคภูมิใจไทยก็คือพรรคภูมิใจไทย เราก็ทำงานของเรา พยายามไม่มีความขัดแย้งกับใคร อะไรที่เป็นเรื่องที่ดีต่อบ้านเมืองเราก็เอาด้วยหมด เราได้แสดงให้เห็นมาตลอด” อนุทิน กล่าว 

ส่วนพรรคภูมิใจไทย มีสัญญาใจจะต้องจับมือกับรัฐบาลขั้วเดิมก่อนหรือไม่นั้น ทุกอย่างอยู่ที่ผลของการเลือกตั้งครั้งหน้า ไม่สามารถพูดในตอนนี้ได้ เพราะยังไม่รู้ว่าพรรครัฐบาลมีใครบ้าง  

“ยังไม่รู้เลยว่าพรรคพลังประชารัฐที่เคยเป็นพรรคแกนหลักจัดตั้งรัฐบาล รวมทั้งความเป็นไปในพรรคเป็นอย่างไร แกนนำของแต่พรรคยังตัดสินใจที่จะอยู่ด้วยกันหรือไม่ หรือจะแยกไปทำพรรคอื่นต่างหาก ในเมื่อเราไม่รู้ และเราควบคุมอะไรไม่ได้ เพราะไม่ใช่เรื่องของเรา เราก็ต้องพยายามทำให้เราแข็งแรงที่สุด ทางที่ดีที่สุดเราก็ต้องตั้งเป้าให้เราเป็นตัวของตัวเองให้ได้มากที่สุด พึ่งตัวเองให้ได้มากที่สุดก่อน เมื่อผลการเลือกตั้งออกมา ถ้ายังมีอะไรที่เราจะต้องก้าวไปในทิศทางไหนก็ค่อยพิจารณา” อนุทิน กล่าว 

ส่วนหากพรรคเพื่อไทย ได้คะแนนจำนวนมาก และเป็นแกนนำ จะสามารถร่วมงานกันได้ใช่หรือไม่นั้น อนุทิน กล่าวว่า ก็ต้องไปถามพรรคเพื่อไทย แต่ในส่วนของพรรคภูมิใจไทย ก็ต้องทำให้มีจำนวน ส.ส.มากที่สุด ซึ่งอยู่ที่ประชาชนจะพิพากษา ดังนั้น ต้องทำให้ประชาชนไว้วางใจ เชื่อมั่นว่า พรรคภูมิใจไทยรักษาคำพูด จึงเป็นที่มาของคำว่า “พูดแล้วทำ” เขาเลือกเรามาแล้วไม่เสียแรง เสียเวลา ที่เขาออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง

อนุทิน ย้ำด้วยว่า หากพรรคก้าวไกล ยังไม่เปลี่ยนจุดยืนแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ก็คงลำบากที่จะทำงานด้วยกัน เพราะพรรคภูมิใจไทยมีความชัดเจนเรื่องของสถาบันพระมหากษัตริย์ มีความเชื่อว่ามาตรา 112 ที่บัญญัติไว้ในปัจจุบัน เป็นสิ่งที่มีไว้เพื่อธำรงรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือสถาบันหลักของชาติไว้ ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องยึดถือเรื่องนี้เอาไว้  

“ถ้าเราไม่คิดจาบจ้วง ก้าวล่วง ให้ร้ายสถาบัน มาตรา 112 แทบจะไม่ได้มีความหมายอะไรกับคนปกติทั่วไป ซึ่งมาตรา 112 ไม่ว่าจะบัญญัติอย่างไรก็แล้วแต่ พรรคภูมิใจไทยก็ไม่ได้เดือดร้อนด้วย เพราะพรรคยึดมั่นในสถาบันหลักของชาติ ประเทศไทยต้องมีสถาบันพระมหากษัตริย์ นี่คือสิ่งที่ไม่ใช่พรรคภูมิใจไทยคิดอย่างเดียว แต่หัวหน้าพรรค ผู้บริหารพรรค ก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน” อนุทิน ระบุ

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์