โค้งสุดท้ายใกล้ ‘การอภิปรายไม่ไว้วางใจ’ แบบลงมติ มาตรา 151 ช่วงปลายเดือนนี้ ซึ่งจะมีการหารือกันวันที่ 20 หรือ 21 ต.ค.ในวงประชุมวิป 3 ฝ่าย ประกอบด้วย ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และคณะรัฐมนตรี (ครม.) หาข้อสรุปกรอบวันเวลา เพื่อเร่งบรรจุลงระเบียบวาระ
ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลยืนกราน 3 วัน แม้ฝ่ายค้านดึงดันยันไว้ที่ 5 วันก็ตาม ท่ามกลางกระแสข่าวการควบรวมพรรคของ ‘ภูมิใจไทย’ กับ ‘กล้าธรรม’ และถือเป็นอีกจุดวัดใจ ‘เพื่อไทย’ ในการยกมือเช่นกันว่า จะคงเสียงแน่นผ่านให้ทุกคน หรือเว้นใครหรือไม่
จำนวน 18 รัฐมนตรีที่ถูกซักฟอกจาก 5 พรรคฝ่ายค้าน ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ พรรคไทยรวมพลัง พรรคเสรีรวมไทย และพรรคไทยภักดี
‘อนุทิน’ รับทุกทาง วางภารกิจบินต่างประเทศ
เนื้อหาญัตติอภิปรายที่น่าสนใจ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีหลายประโยคคาบเกี่ยวโยงกับคดีการเมือง และหลายกรณีที่มีการเปิดเผยไปก่อนหน้านี้
เน้นย้ําถึงภาวะผู้นํา เป็นบุคคลไร้ความสามารถสํานึกรับผิดชอบ ล้มเหลวในการปฏิบัติหน้าที่ และบริหารราชการแผ่นดิน เช่น ฮั้ว สว., โยกย้ายข้าราชการ, แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม กลไกตรวจสอบ, ปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริต, ใช้อำนาจ ตําแหน่งหน้าที่ เอื้อประโยชน์พวกพ้อง
โดยบางท่อนยังระบุว่า อนุทินและพรรคพวก “สร้างความเสื่อมเสียให้แก่สถาบันหลักของชาติ จงใจใช้ความจงรักภักดี เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อประโยชน์ของตนเอง และพวกพ้อง สร้างความเสียหายต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”
“เสแสร้งแกล้งรักชาติ เพื่อประโยชน์ทางการเมือง แต่กลับมีพฤติกรรมเนรคุณแผ่นดิน ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของแผ่นดิน”
“อนุทินในฐานะผู้นำของประเทศ ยังได้ปรากฏพฤติกรรม ยอมตนอยู่ภายใต้บุคคลอื่น เป็นเพียงหุ่นเชิดทางการเมือง ที่ถูกชักใยชี้นำในเรื่องสำคัญ ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กลายเป็นเพียงเกราะคุ้มครองบุคคลอื่น ให้สามารถแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน โดยการฉ้อราษฎร์บังหลวง หรือเบียดบังผลประโยชน์ส่วนรวมต่อไปได้”
ทำให้หลายฝ่ายมองว่า นายกฯ เป็นตำแหน่งแกนกลางที่อาจโดนโจมตีหนัก จึงต้องเอาตัวเองไปไว้ที่อื่น เลี่ยงการตอบคําถามที่ตามมา พร้อมวางกรอบภารกิจ เพื่อบีบให้ฝ่ายค้าน จำใจรับวันที่เลือกสรรไว้แล้ว
เนื่องจากในสัปดาห์หน้า จะมีการประชุม ครม. นัดพิเศษในวันที่ 26 ต.ค. จากนั้น วันที่ 30-31 ต.ค. นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปต่างประเทศ จึงเหลือช่วงเวลาวันที่ 27-29 ต.ค. ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และลงมติในวันที่ 30 ต.ค.
‘ปชน.’ พุ่งเป้า ‘ระบอบ น.หนู’ กินรวบประเทศ ใช้อำนาจฝ่ายบริหาร-จ่ายงบประมาณเกี่ยวข้องกลุ่มทุน
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ระบุถึงความคืบหน้าล่าสุด
“การจัดทัพของฝ่ายค้านตอนนี้ ค่อนข้างสมบูรณ์แล้ว เราพร้อมทุกวินาที อยู่ที่ทางรัฐบาลเองมากกว่า ว่าให้เราซักฟอกรัฐบาลเมื่อไหร่ จำนวนคนตอนนี้ ยังเปิดเผยไม่ได้ แต่มีตัวเลขในใจอยู่แล้ว ส่วนประเด็นสำคัญในการอภิปรายครั้งนี้ คือ ชี้ให้เห็นว่า ระบอบน้ำเงินเป็นภัยคุกคามต่อประเทศ การดำเนินนโยบายของรัฐบาล ถือว่าเป็นอาชญากรรมต่อประชาธิปไตย นอกเหนือจากการใช้อำนาจหน้าที่ในฝ่ายบริหารแล้ว อาจจะเกี่ยวโยงกับส่วนอื่นๆ ด้วย นอกจาก สว.และองค์กรอิสระ ยังมีเรื่องของการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณ ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มทุน หรือในภาคส่วนอื่นๆ เช่น การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ” ณัฐพงษ์ เปิดเผย
นอกเหนือจากใบเสร็จ ประเด็นสำคัญ คือให้ประชาชนเห็นว่า การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลล้มเหลวอย่างไร หลายเรื่องแม้จะไม่ได้มีใบเสร็จตายตัว เช่น การโกงเลือก สว. แต่เมื่อเราเอาจิ๊กซอว์ส่วนต่างๆ มาประกอบให้เห็นภาพรวม ก็จะเห็นกลโกงที่เกิดขึ้น เช่นเดียวกับการบริหารราชการแผ่นดิน บางเรื่องมีหลักฐานชัด บางเรื่องอาจจะไม่มี แต่ไม่ได้แปลว่า รัฐบาลบริหารงานได้สำเร็จ
‘ปชป.’ จี้ใจ ‘โง่-ห่วย-เลว’ ไม่เหมาะสมตำแหน่ง
พรรคประชาธิปัตย์ สรุปหัวใจสำคัญของเนื้อหาที่จะใช้อภิปรายรัฐบาล ออกเป็น 3 ประเด็นหลัก คือ 1.ขีดความสามารถทางสติปัญญาของทีมผู้บริหารประเทศ 2. ขีดความสามารถในการรับมือและจัดการภัยพิบัติ รวมถึงวิกฤตการณ์ต่าง ๆ และ 3. เรื่องจริยธรรมและธรรมาภิบาล ที่ยังคงเป็นข้อแคลงใจของสังคม
การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งคำถามไว้ 3 ประเด็นดังกล่าว หากแปลจากคำวิชาการให้เข้าใจง่าย คือเรื่อง "โง่ ห่วย เลว" ซึ่งฝ่ายค้านจะขุดลึกในรายละเอียด เพื่อชี้ให้ประชาชนเห็นว่า กลุ่มบุคคลที่บริหารประเทศอยู่ ณ ตอนนี้ มีความเหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งต่อไปหรือไม่
สำหรับทิศทางการอภิปราย และข้อโต้แย้งของพรรคประชาธิปัตย์นั้น มุ่งเน้นไปที่ 4 ปัญหาสำคัญ เพื่อชี้ให้เห็นความล้มเหลวของรัฐบาล
ดังนี้ 1. ปกป้องระบบตรวจสอบ ตอกกลับการด้อยค่ากลไกรัฐสภา
2. วิกฤตเศรษฐกิจ-ปากท้อง ไร้ยุทธศาสตร์ยั่งยืน
3. ชำแหละแผลใหญ่ ‘ธรรมาภิบาล-ฮั้วอำนาจ’
และ 4. ความล้มเหลวในการรับมือวิกฤตและภัยพิบัติ
‘ดรีมทีมพรรคเล็ก’ ล็อกเป้าคู่แค้นเก่า
ยังมีพรรคเล็กที่ต้องจับตา พรรคไทรวมพลัง วสวรรธน์ พวงพรศรี หัวหน้าพรรค ที่คาดว่าจะอภิปรายเกี่ยวกับปัญหาความมั่นคง โดยเฉพาะแนวชายแดน
พรรคเสรีรวมไทย ที่มี พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรค แนวโน้มสูงมากที่จะชำแหละ ‘เขากระโดง’ หลังเดินสายยื่นหนังสือถึงหลายหน่วยงาน และล่าสุดได้แจ้งความดำเนินคดีกับ ‘เนวิน ชิดชอบ’ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ด ครอบครัว และบุคคลที่เกี่ยวข้องด้วย
และพรรคไทยภักดี ของนายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรค มีความเป็นไปได้หลายทางว่า จะพูดถึงการใช้จ่ายงบประมาณในโครงการที่ถูกพูดถึงในวงกว้าง เช่นในอดีตที่เคยวิจารณ์ TH-AI Passport, บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือรถเกี่ยวข้าว. EV



