พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ยื่นหนังสือถึง รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ตรวจสอบและพิจารณากรณีพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. มีการใช้อำนาจหน้าที่ไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติของกฎหมาย และไม่ปฏิบัติหน้าที่ ราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีการใช้กิริยาวาจาหรือประพฤติตนในลักษณะที่ไม่ควร
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า จากกรณีที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เมื่อวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา กรณีการทุจริตการสอบของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเมื่อมีการตั้งคณะกรรมการวินัจตรวจสอบตน ทั้งที่พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ทราบอยู่แก่ใจว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ไม่ได้มีกรณีถูกดำเนินคดีอาญา แต่กลับมีการไประบุในกรรมการวินัยว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ถูกดำเนินคดีอาญาในข้อหาการทุจริตข้อสอบ คือการนำข้อสอบออกจากห้องสอบไปลอก และผ่านมาประมาณ 29 วัน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ก็ยอมรับว่ากระทำผิด และออกคำสั่งแก้ไขโดยเปลี่ยนเป็นผู้กระทำความผิดเฉยๆ และลงชื่อพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ออก โดยที่คำสั่งแรกมีการระบุชื่อ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ไปแล้ว รวมถึงยังมีการแจ้งเวียนคำสั่งต่างๆ ไปทั่วทั้งบอร์ด พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เสียหายแล้ว ถือเป็นเรื่องหมิ่นประมาท ซึ่งได้ไปฟ้องต่อศาลอาญาแล้ว
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนซึ่งทำให้ประชาชนเข้าใจว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ทุจริตข้อสอบ ต่อมาก็ได้มีการแอบแก้ไขคำสั่งโดยการลบชื่อออก เพื่อให้พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พ้นผิด และไม่ได้ทำต่อสาธารณะ ได้รับทราบว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ไม่ใช่ผู้ต้องหาในคดีทุจริตข้อสอบ สุดท้ายที่ทราบคือพนักงานสอบสวนไซเบอร์ ได้สั่งฟ้องคดีนี้เสร็จนานแล้ว โดยไม่มีชื่อพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ แม้แต่รายชื่อเดียว และการสอบสวนตั้งแต่แรกปรากฏว่ามีอาจารย์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เรียกเจ้าหน้าที่คุมสอบไปพูดคุยในวันหยุด แล้วให้เจ้าหน้าที่สอบสวนโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า เจ้าหน้าที่คุมห้องสอบดังกล่าว ได้ให้การว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และ ขนิษฐา เลิศบรรเจิดวงศ์ หรือ ดร.นิด ไม่ได้นำข้อสอบไป แต่พนักงานสืบสวนไซเบอร์กลับไปสรุปเอาเองว่า ขนิษฐา เอาข้อสอบไป และได้มีการเรียกหมายจับ ค้นบ้าน รวมถึงเรียกขนิษฐา ให้ไปให้ปากคำตั้งแต่ 08.00 น. ถึง 00.00 น. ของอีกวัน พร้อมบังคับให้ขนิษฐา ซัดทอดพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นคนขโมยข้อสอบแต่ขนิษฐา ไม่ยอมทำตาม ก็ขู่ว่าจะไม่ให้ประกันตัว จนกระทั่ง ขนิษฐาไปแจ้งความที่สน.ทุ่งสองห้อง ว่า พนักงานสอบสวนท่านนี้บังคับขู่เข็ญให้ให้การ สุดท้ายก็มีการเรียก ขนิษฐา มาพบที่ตำรวจไซเบอร์ และพาขึ้นรถไปถอนแจ้งความที่สน.ทุ่งสองห้อง แต่ ขนิษฐา ก็ยังไม่ยอมและมีการไปฟ้องต่อศาลอาญา
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวอีกว่า การที่มีการตั้งคณะกรรมการวินัยสอบเกิดขึ้นนั้น เพราะจากคดีเว็บพนันหรือคดีต่างๆ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ น่าจะได้กลับมา จึงหาเรื่องใหม่ให้ เพื่อดำเนินคดีเพิ่มและจะเอาเรื่องใหม่ให้ออกจากราชการ ครั้งที่ 2 แต่ตามพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ตำรวจ มาตรา 129 การตั้งกรรมการสอบสวนวินัยผู้ที่ออกจากราชการไปแล้ว ต้องทำภายใน 1 ปี เกิน 1 ปีจะทำไม่ได้ จึงมีการมาตั้งวันสุดท้าย แต่กลับมีการตั้งโดยที่ไม่มีอำนาจ ฉะนั้น การกระทำของพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ จึงเป็นการกระทำที่จงใจเพราะรู้ตั้งแต่ต้น โดยในสัปดาห์หน้า จะไปฟ้องอาญาทุจริตต่อ วันนี้ฟ้องหมิ่นประมาทไปแล้ว 2 คดี
“ขอฝากไปถึงคณะกรรมการว่า อย่าไปเป็นเบี้ยล่างเขา หากไม่ทำตามที่นายสั่งแต่ทำถูกต้อง แม้จะโดนย้าย ก็สามารถย้ายกลับมาได้ แต่หากโดยอาญาแล้วจะติดคุก อย่างไรก็ตาม วันนี้ พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง ซึ่งเป็นประธานกรรมการ รวมถึงกรรมการทุกคน ไม่มีอำนาจในการสอบสวน ขอฝากเตือนไว้ก่อน ท่านอย่ามาสอบสวนเหตุทั้งหมดนี้ ผมไม่ได้รับความยุติธรรม และถูกกลั่นแกล้งทุกรูปแบบ จึงมาขอความเป็นธรรมจาก กมธ.ความมั่นคงฯ”
— พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าว
ด้าน รังสิมันต์ กล่าวว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่กมธ.ต้องรับเรื่องนี้เอาไว้ และจะนำข้อมูลทั้งหมดไปพิจารณา เพื่อกำหนดประเด็นต่อไป โดยในวันที่ 8 ตุลาคม จะมีการประชุมกมธ.เพิ่มอีก 1 วัน ซึ่งจะมีการหารือกันในกมธ. ยืนยันว่า พร้อมที่จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และยืนยันว่าไม่มีใครมาแทรกแซงการทำงานได้ ขอให้พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ สบายใจได้ จะทำหน้าที่ราวกับว่าจะเป็นวันสุดท้าย อย่างไรก็ตาม หากมีการพิจารณาเรื่องดังกล่าวในกมธ. และเพื่อความเป็นธรรมมีความจำเป็นจะต้องเรียกพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ และต้องมาด้วยตนเอง เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เราไม่ได้กลั่นแกล้งใครแต่เป็นเรื่องของการให้ความเป็นธรรม
เมื่อถามว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จะไปฟ้องสิริกาญจน์ หรือไม่ วันไหน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า กรณีที่จะไปยื่นสอบสิริกาญจน์ ซึ่งเป็นประธานแผนกอีกท่านหนึ่ง คาดว่าจะฟ้องในวันศุกร์นี้ โดยสิริกาญจน์รับสำนวนจากองค์คณะ ซึ่งองค์คณะมีมติแล้วว่าคำสั่งนี้เป็นคำสั่งโดยมิชอบ ปรากฏว่าท่านเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศก็รับสำนวน และได้พูดว่า “ฉันเกลียดไอ้โจ๊ก” ซึ่งมองว่าเป็นเรื่องอคติ




