บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าภายหลังหารืออนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ถึงแนวคิดขยายอายุเกษียณเป็น 65 ปี ว่า “ให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ไปคุยสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง ในการจัดทำรายละเอียด เพราะอย่างไรก็ต้องทำ ไม่วันนี้ก็วันหน้า เพราะใน 10 ปี คนสูงอายุจะมากกว่าจำนวนคนที่เกิด และคนในวัยทำงานจะแบกรับภาระดูแลผู้สูงอายุ 1 ต่อ 1 จากปัจจุบันที่รับภาระดูแลผู้สูงอายุ 2 ต่อ 1”
“ซึ่งประเทศอยู่เฉยไม่ได้ และเกือบทั้งโลกก็มีการขยายอายุเกษียณ เราจะมาห่วงประเด็นที่ว่าคนที่เป็นรองจะได้ขึ้นเมื่อไหร่ ตรงนั้นเขามีวิธีการที่จะดำเนินการเป็นขั้นบันไดเหมือนศาล ซึ่งข้าราชการที่เป็นรองอธิบดีหรือเป็นรองอะไรไม่ต้องห่วง ได้เลื่อนแน่ ซึ่งต้องคิดเรื่องเงินเท่านั้นเอง แต่หากไม่ทำอะไร 10 ปี คนจะเข้าระบบราชการน้อยลง ก็จะพบปัญหาขาดแคลนข้าราชการ ไม่ตัดสินใจวันนี้ก็ต้องตัดสินใจเร็ว ๆ นี้”
พอรัฐบาลขยับเป็น 65 ปี เอกชนขยับตามแน่นอน เศรษฐกิจก็จะไปตามนั้น ฉะนั้นไม่ได้อยู่เฉพาะแต่ราชการ แต่รอ ก.พ. ให้ศึกษาร่วมกับสำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง ให้ดี เงินใช้ไม่เยอะหรอก
เมื่อถามว่า จะสามารถสำเร็จได้ในรัฐบาลชุดนี้หรือไม่? บวรศักดิ์ กล่าวว่า “ก็ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะยุบสภาเมื่อไหร่ ถ้ารัฐบาลยุบสภาวันที่ 31 ม.ค. 69 อย่างที่แถลงก็เกิด แต่ถ้าเล่นการเมืองกันมาก ๆ ยุบสภาในเดือน ธ.ค. 68 ก็ไม่เกิด มันจะไปทันได้อย่างไร วันนี้ก็วันที่ 19 พ.ย. 68 แล้ว เปิดประชุมสภาวันที่ 12 ธ.ค. 68 และถ้าเล่นกันแรง ๆ ก็เป็นสิทธิที่นายกฯ จะกราบบังคมทูลให้ตราพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร ก็ขึ้นอยู่กับการเมือง”
ไทยเตรียมลงนาม ‘ร่วมเป็นสมาชิก OECD’ 8 ธ.ค.นี้
รองนายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ว่า ขณะนี้มีคำขอเข้าเป็นสมาชิก OECD อีก 8 ประเทศ ใน 8 ประเทศนั้น มี 2 ประเทศในเอเชียคือ ไทยและอินโดนีเซีย ผมเพิ่งกลับจากการประชุมโต๊ะกลมของ OECD ซึ่งประเทศสมาชิกและไม่ได้เป็นสมาชิกประมาณ 50–60 ประเทศ ไปประชุมที่กรุงมาดริด ประเทศสเปน โดยผมได้กล่าวสุนทรพจน์เป็นคนแรก เพราะเป็นรองนายกฯ ที่ไป ส่วนประเทศอื่นเป็นรัฐมนตรี
ทั้งนี้ OECD เป็นองค์กรของประเทศที่พัฒนาแล้ว เป็นประเทศที่มีมาตรฐานที่โลกยอมรับ โดยเฉพาะประเทศตะวันตก ไทยเคยร่วมมือกับ OECD มานานแล้ว มีโปรแกรมที่ทำร่วมกับเขามาเยอะ จนวันนี้ในปี 67 ไทยรู้สึกว่าเราควรจะขอเข้าเป็นสมาชิก OECD ให้เหมือนญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งเราไปยื่นความจำนงขอเข้าเป็นสมาชิกปีกว่าแล้ว
โดยวันที่ 8 ธ.ค. เลขาธิการ OECD จะเดินทางมาลงนามความเข้าใจเริ่มต้น เป็นการเปิดกระบวนการอย่างเป็นทางการ จากนั้นจะเข้ามาดูว่าไทยทำมาตรฐาน ซึ่งมี 250 ฉบับ เกี่ยวพันกับส่วนราชการไทยตรงๆ เลย 34 ส่วนราชการ มีกระบวนงานที่ต้องปรับปรุงเป็นหมื่นกระบวนงานเพื่อให้เข้ามาตรฐาน OECD จะมีการทำต่อไปทั้งหมด 5 ขั้นตอน ถึงจะเข้าเป็นสมาชิกได้”
เรื่องดังกล่าวเกี่ยวพันกับส่วนราชการไทยโดยตรง 34 หน่วยงาน และมีกระบวนการที่ต้องปรับปรุงเป็นหมื่นอย่าง เพื่อให้เข้ากับมาตรฐานของ OECD ซึ่งไทยตั้งความหวังไว้สูงว่า ปี 73 เราควรจะเข้าเป็นสมาชิก นับแต่นี้ไป 5 ปี ซึ่งคนใน OECD บอกว่าเป็นการตั้งความหวังไว้สูง เพราะหลายประเทศใช้เวลานานกว่านี้มาก ซึ่งการได้เป็นสมาชิก OECD จะทำให้ได้ประโยชน์ ถ้าไทยได้เข้าต่อจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้จะสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้นกับโลก โดยเฉพาะนักลงทุนตะวันตกและเอเชีย เขาจะรู้ทันทีว่ามาตรฐานของกฎหมาย ข้อบังคับ นโยบายของรัฐบาล และการปฏิบัติของส่วนราชการเข้าสู่มาตรฐานโลกของประเทศที่พัฒนาแล้ว สิ่งที่จะได้คือ เงินลงทุนที่มาจากทั่วโลกจะมาเมืองไทยด้วยความมั่นใจ
เชื่อว่าถ้าเราได้เป็นสมาชิกเงินลงทุนจะไหลมาที่ไทยเยอะ เพราะมาตรฐานเราอยู่ในระดับสหรัฐฯ แคนาดา เยอรมัน เป็นต้น เศรษฐกิจไทยจะโตขึ้น จีดีพีโตขึ้น 1.6% หรือคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 2.7 แสนล้านบาท จ้างงานมากขึ้น นอกจากนี้ จะช่วยยกระดับกฎหมายให้มีคุณภาพ การเป็นสมาชิกเป็นเสมือนแรงผลักหรือการบ้านที่บังคับให้ไทยต้องปฏิรูปโครงสร้างในหลายมิติ ต่อสู้กับการคอร์รัปชั่นอย่างเข้มแข็ง
บวรศักดิ์ ย้ำทิ้งท้ายว่า “ในวันที่ 8 ธันวาคมนี้ เลขาธิการ OECD จะมาลงนาม MOU ร่วมกับอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในเรื่องดังกล่าวด้วย”




