‘บวรศักดิ์’ โต้ ‘ปธ.วันนอร์’ ลั่นแม้ฝ่ายค้านยื่น ‘ญัตติซักฟอก’ แต่ยัง ‘ยุบสภาฯ’ ได้

19 พ.ย. 2568 - 14:28

  • ‘บวรศักดิ์’ เตือน ‘ปธ.วันนอร์’ ให้ตีความ ‘ญัตติซักฟอก’ ตามปฏิบัติเดิม

  • ลั่นยกร่าง ‘ม.151’ มากับมือ—ยัน “แม้ฝ่ายค้านยื่นแต่ยังยุบสภาฯ ได้”

  • เหตุต้องอิงข้อบังคับ ตรวจสอบญัตติก่อน

‘บวรศักดิ์’ โต้ ‘ปธ.วันนอร์’ ลั่นแม้ฝ่ายค้านยื่น ‘ญัตติซักฟอก’ แต่ยัง ‘ยุบสภาฯ’ ได้

บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุในทำนอง “หากฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 จะทำให้นายกรัฐมนตรีไม่สามารถใช้อำนาจยุบสภาได้” ว่า ความจริงประธานสภาฯ ก็เป็นคนเจนสภาฯ ท่านไม่ได้เป็นประธานสภาฯ ครั้งแรก ท่านเป็นประธานสภาฯ มาตั้งแต่ปี 40 และเป็นประธานสภาฯ มาหลายครั้ง ครั้งหลังสุดที่มีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร มันมีปัญหาว่า “ญัตตินั้นไม่ถูกต้อง เพราะไปพูดถึงคนนอกคือ บิดาท่านนายกฯ ท่านก็ไม่ยอมรับญัตตินั้นและไม่บรรจุ ใช้เวลาอยู่หลายวันที่ฝ่ายค้านต้องไปแก้” นั่นคือทางปฏิบัติที่ทำกันมา

เพราะข้อบังคับการประชุมสภาเขียนไว้ชัดในข้อ 176 ว่า เมื่อประธานสภาฯ ได้รับญัตติไม่ไว้วางใจแล้วให้ทำการตรวจสอบ หากมีข้อบกพร่องให้ประธานสภาฯ แจ้งให้ผู้เสนอญัตติทราบภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับญัตติ และในวรรคสองบอกว่า “เมื่อประธานสภาฯ ตรวจสอบความถูกต้องของญัตติแล้วให้บรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมเป็นเรื่องเร่งด่วนและแจ้งให้นายกฯ ทราบ แปลว่าต้องมีการตรวจสอบว่าญัตตินั้นครบถ้วน ถูกต้อง สมบูรณ์หรือไม่”

ทำกันอย่างนี้ มาจนถึงรัฐบาลที่แล้ว พอมาถึงรัฐบาลนี้บอกว่าไม่ได้ พอรับปั๊บ ฝ่ายค้านยื่นปั๊บ ยุบสภาฯ ไม่ได้เลย ด้วยความเคารพ ผมคิดว่าไม่ถูกต้อง เพราะที่รัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้ชัดในมาตรา 151 วรรคสอง ว่าเมื่อมีการเสนอญัตติตามวรรคหนึ่งแล้ว จะมีการยุบสภาไม่ได้ เว้นแต่มีการถอนญัตติ หรือการลงมตินั้นไม่ได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งตามวรรคสี่

บวรศักดิ์ กล่าวว่า “ความจริง เป็นคนเขียนมาตรานี้เองในรัฐธรรมนูญปี 2540” ก่อนหน้านั้นตั้งแต่ปี 2475-2534 ไม่มีบทบัญญัติห้ามยุบสภาฯ ทั้งที่มีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว เพราะเคยเกิดเหตุการณ์ขึ้นในปี 2538 ซึ่งมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ และมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันที่ 17 ถึง 18 ธ.ค. 38 เรื่อง สปก. 4-01 เมื่ออภิปรายเสร็จสิ้นลง พรรคการเมืองร่วมรัฐบาลพรรคหนึ่งประกาศงดออกเสียงในการลงมติ และรัฐมนตรีพรรคนั้นจะถอนตัวทั้งหมด เป็นเหตุให้นายกรัฐมนตรีในเวลานั้นยุบสภาผู้แทนราษฎรตอนเวลา 12.00 น. ของวันที่ 19 ธ.ค. 38 หนึ่งชั่วโมงครึ่งก่อนการลงมติในเวลา 13.30 น. เป็นเหตุให้สภาผู้แทนราษฎรในเวลานั้นไม่สามารถลงมติได้

ผมจึงเสนอให้บัญญัติไว้ในมาตรา 185 วรรคหนึ่งของรัฐธรรมนูญ 2540 ว่า “เมื่อได้มีการเสนอญัตติแล้ว จะมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรมิได้ เว้นแต่จะมีการถอนญัตติหรือการลงมตินั้นไม่ได้คะแนนเสียงตามวรรคสาม

ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างอำนาจอภิปรายไม่ไว้วางใจอันเป็นการตรวจสอบรัฐบาลของสภาผู้แทนราษฎร และอำนาจของฝ่ายบริหารในการถ่วงดุลสภาด้วยการยุบสภาฯ บทบัญญัติมาตรานี้ของรัฐธรรมนูญปี 40 ก็มาปรากฏในรัฐธรรมนูญปี 50 มาตรา 158 วรรคหนึ่ง และในรัฐธรรมนูญ 2560 ฉบับปัจจุบันในมาตรา 151 วรรคสอง

ปัญหาที่เกิดขึ้นในเวลานี้ก็คือ การห้ามยุบสภาฯ เพราะการยื่นญัตติไม่ไว้วางใจดังกล่าวจะเริ่มเมื่อใด และสิ้นสุดลงเมื่อใดนั้น ถ้าพิจารณาแต่ตัวหนังสือของมาตรา 151 ที่ใช้คำว่า “เมื่อได้มีการเสนอญัตติตามวรรคหนึ่งแล้ว จะมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้” ก็อาจจะบอกว่า ยื่นญัตติไม่ไว้วางใจก็ห้ามยุบสภาแล้ว ยื่นปั๊บก็ห้ามยุบปุ๊บ ไม่ต้องดูอย่างอื่น นี่เป็นการตีความที่ง่ายแบบตัวอักษรล้วน ๆ ไม่ได้ดูอย่างอื่นเลย คนไม่ต้องเรียนกฎหมายก็พูดได้ ดูจะง่ายเกินไป แต่ต้องอ่านให้จบวรรค เขาบอกว่าห้ามยุบสภาฯ เว้นแต่จะมีการถอนญัตติ หรือการลงมติไม่ได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ก็จะเข้าใจได้ว่า จะเริ่มห้ามยุบได้ต่อเมื่อญัตตินั้นถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ บรรจุระเบียบวาระและแจ้งให้นายกฯ ทราบตามข้อบังคับการประชุม

บวรศักดิ์ กล่าวอีกว่า ที่ต้องใช้ข้อบังคับการประชุมสภาฯ ว่าด้วยการเปิดประชุมสภาฯ ที่รัฐธรรมนูญมาตรา 151 วรรคสอง เขียนเรื่องการถอนญัตติ ซึ่งการถอนญัตติไม่เคยเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญตรงไหนเลย ซึ่งการถอนญัตติจะถอนได้หรือไม่ได้ ต้องย้อนไปข้อบังคับการประชุมสภาฯ เท่านั้นเพราะในรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติเรื่องนี้ไว้แต่อย่างใด ฉะนั้น ที่พูดว่าต้องดูรัฐธรรมนูญซึ่งใหญ่กว่าข้อบังคับเพียงอย่างเดียว ไม่ต้องดูข้อบังคับ จึงไม่ถูกต้อง

เพราะการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจจะทำได้หรือไม่ ต้องใช้ข้อบังคับการประชุมสภาข้อ 62 ซึ่งบอกว่า “การถอนชื่อจากการเป็นผู้ร่วมกันเสนอญัตติใด หรือจากการเป็นผู้รับรองกระทำได้เฉพาะก่อนที่ประธานสภาสั่งบรรจุญัตติเข้าระเบียบวาระการประชุม ในกรณีที่ประธานสภาสั่งบรรจุญัตตินั้นเข้าระเบียบวาระการประชุมแล้วจะถอนชื่อได้ต่อเมื่อได้รับการยินยอมของที่ประชุม”

ดังนั้น เมื่อต้องไปดูข้อบังคับการประชุม ก็ต้องเอาข้อ 62 มาใช้ประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา 151 วรรคสอง จะเอาเฉพาะข้อ 62 มาใช้ข้อเดียว แต่ไม่นำข้อบังคับการประชุมข้อ 176 มาใช้ด้วยก็ดูจะประหลาด เพราะเลือกใช้เฉพาะข้อบังคับที่เป็นประโยชน์ อันไหนไม่เป็นประโยชน์ก็ไม่ใช้ โดยมาบอกว่ารัฐธรรมนูญใหญ่กว่า

พร้อมระบุถึงข้อบังคับข้อ 176 ซึ่งอยู่ในหมวด 9 ส่วนที่ 1 การอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ บัญญัติว่า “เมื่อประธานสภาได้รับญัตติตามข้อ 175 แล้ว ให้ทำการตรวจสอบ หากมีข้อบกพร่องให้ประธานสภาแจ้งให้ผู้เสนอทราบภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับญัตติ” และวรรคสองระบุว่า “เมื่อประธานสภาได้ตรวจสอบความถูกต้องของญัตติแล้ว ให้บรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมเป็นเรื่องด่วนและแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ”

เหตุที่ข้อ 176 เขียนแบบนี้ เพราะในอดีตญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ยื่นนั้นมีความไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน ไม่สมบูรณ์หลายประการ ล่าสุดญัตติที่ยื่นต่อรัฐบา แพทองธาร สั่งให้ไปแก้หลายครั้ง หรือสมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ 3 ครั้ง แต่ทุกครั้งมีการถอนชื่อ ทำให้ญัตตินั้นไม่ครบจำนวนผู้ยื่น นอกจากนี้ เมื่อไม่นานนี้ สว.จำนวน 21 คน เข้าชื่อกันยื่นต่อประธานวุฒิสภาให้ส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของ สว.136 คน สิ้นสุดลง ปรากฏว่าพอตรวจสอบลายมือชื่อ มี 3 รายชื่อไม่ถูกต้อง ทำให้การเข้าชื่อดังกล่าวมีจำนวนไม่ครบตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ทำให้คำร้องนั้นตกไป

บวรศักดิ์ กล่าวอีกว่า “แปลว่า ไม่ใช่ว่าพอยื่นปั๊บ ไม่ต้องตรวจสอบอะไรเลย แสดงให้เห็นว่า ลำพังการยื่นญัตติตามมาตรา 151 วรรคสองแต่เพียงอย่างเดียว โดยยังไม่รู้เลยว่าญัตติดังกล่าวมีความถูกต้องสมบูรณ์ตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมหรือไม่ ซึ่งข้อบังคับข้อ 176 จึงบังคับประธานสภาฯให้ตรวจสอบเมื่อตรวจสอบแล้วไม่มีข้อบกพร่อง ก็บังคับประธานสภาฯทำ 2 เรื่องคือ บรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมเป็นเรื่องด่วน และแจ้งให้นายกฯทราบ เพื่อบอกนายกฯว่า บัดนี้อำนาจยุบสภาฯ หมดแล้ว และให้เตรียมตัวมารับการอภิปราย

ดังนั้น วันนี้เมื่อมีการยื่นตามมาตรา 151 วรรคสองเฉยๆ โดยแจ้งให้นายกฯ ทราบโดยไม่ตรวจสอบหรือไม่ คำตอบก็ชัดเจนในตัวอยู่แล้วว่า ถ้าประธานสภาฯ แจ้งให้นายกฯ ทราบโดยไม่ตรวจสอบ คนที่เสนอประธานสภาฯ ฝ่ายกฎหมายหรือใครก็แล้วแต่ ทำให้ประธานสภาฯ ทำผิดข้อบังคับ เพราะญัตติดังกล่าวอาจมีข้อบกพร่อง ไม่สมบูรณ์ และไม่อาจบรรจุระเบียบวาระเป็นเรื่องด่วนได้

รองนายกฯ กล่าวอีกว่า ดังนั้นต้องตรวจสอบเสียก่อน ซึ่งให้เวลา 7 วันเมื่อตรวจสอบแล้วจึงจะแจ้งให้นายกฯ ทราบ และนับตั้งแต่วันที่แจ้งให้นายกฯ ทราบ ข้อห้ามที่จะห้ามยุบสภาฯ จะเริ่มนับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นไป ไม่ใช่นับเวลาที่ฝ่ายค้านยื่น ซึ่งยังไม่มีการตรวจสอบ ถ้าตีความตามมาตรา 151 วรรคสอง โดยไม่ดูข้อบังคับหมวด 9 ส่วนที่ 1 ข้อ 175 และข้อ 176 ที่เขียนเอาไว้ ต่อไปก็จะอาศัยการยื่นญัตติไม่สมบูรณ์ ทำให้อำนาจยุบสภาฯ ของรัฐบาลเสื่อมสูญไปทันที ญัตติยื่นจำนวนคนไม่ครบ มีคนบอกว่าตัวเองยังไม่ได้ลงชื่อ แล้วนับแล้วว่าเวลานั้นเป็นเวลาห้ามยุบสภาฯ รับรองระบบรัฐสภาปั่นป่วนแน่

ดังนั้น ผมเห็นว่าสิ่งที่ประธานสภาฯ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่ผมเคารพนับถือทำมาโดยตลอดจนรัฐบาลแพทองธารนั้น ต้องทำต่อ จะมาเปลี่ยนการตีความบอกว่าฝ่ายกฎหมายเสนอว่าไม่ต้องดูญัตติสมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์ ยื่นวันไหนก็เอาวันนั้น ยุบสภาไม่ได้ มันต้องเอาญัตติที่สมบูรณ์แล้ว บรรจุเข้าระเบียบวาระแล้ว และแจ้งให้นายกฯทราบ ไม่อย่างนั้นจะแจ้งให้นายกฯทราบได้อย่างไร แล้วอำนาจยุบสภามันจะหมดไปได้อย่างไร เพราะนายกฯยังไม่ได้รับแจ้ง ดังนั้น ผมว่าตีความตามที่เคยทำมาเถอะครับ เป็นการตีความตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับที่ชอบแล้ว แต่ฝ่ายกฎหมายที่มาเสนอต่อประธานสภาฯในคราวนี้ดูแปลกๆ ย้ำว่าตีความไปแบบที่เคยทำมาเถอะครับ

รองนายกฯ กล่าวด้วยว่า “และเมื่อไม่นานมานี้ สภานี้ก็มีการอาศัยข้อบังคับเดียวกัน ตัดสิทธิ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในการเสนอชื่อเป็นนายกฯครั้งที่ 2 โดยอ้างว่าขัดข้อบังคับข้อ 65 ซึ่งห้ามเสนอญัตติที่มีหลักการเดียวกันในสมัยประชุมเดียวกัน ทั้งที่มาตรา 159 วรรคสองของรัฐธรรมนูญไม่ได้พูดถึงญัตติเสนอชื่อ แต่ใช้คำว่า “เสนอชื่อ” ก็ยังไปเอาข้อบังคับมาใช้ตีความว่าเป็นญัตติเสนอชื่อ พิธา ครั้งที่ 2 ไม่ได้ อ้างว่าขัดข้อบังคับข้อ 65 เอาข้อบังคับมาใช้ตัดสิทธิคนก็ทำมาแล้ว มาบัดนี้บอกว่าไม่ต้องใช้ข้อบังคับ ตกลงหลักการที่ถูกต้องคืออะไร”

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์