'บวรศักดิ์ อุวรรณโณ' รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ได้แถลงภายหลังจากกรณีที่ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีกำหนดให้รัฐบาล เร่งส่งคำถามการทำประชามติภายใน 75 วัน ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปในครั้งหน้า
โดยเปิดเผยกับสื่อมวลชน ว่า ไม่ใช่ 75 วัน แต่รัฐบาลเอา 60 วัน ตามกฎหมาย เนื่องจากร่างรัฐธรรมนูญยังไม่ได้เริ่มจัดทำในรูปแบบที่ชัดเจน
สำหรับกรณีบันทึกความเข้าใจระหว่าง 'ไทย - กัมพูชา' หรือ MOU 43 - 44 ได้มอบให้กระทรวงการต่างประเทศ, กระทรวงกลาโหม และหน่วยงานอื่นๆ เพื่อรับฟังความเห็น ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการประชุมภายในไปแล้วหนึ่งครั้ง และจะมีการเชิญนักวิชาการที่มีความรู้จริง ไม่ใช่ 'กูรู' ในสื่อ มาหารือร่วมกับหน่วยงานที่รับผิดชอบด้วย จึงไม่อาจที่จะบอก กกต.ได้ ว่า คำถามจะแล้วเสร็จตามที่ 'กกต.' เคยปรารถนา เมื่อใด
“กกต.แสดงความประสงค์ของ กกต. แต่ตามกฎหมายคือ 60 วันก่อนทำประชามติ รัฐบาลคงพยายามเอื้อให้เป็นไปตามสิ่งที่ กกต.ปรารถนามากที่สุด แต่รัฐบาลบงการไม่ได้ สภาจะพิจารณาเสร็จหรือไม่ จะผ่านวาระสามหรือไม่ รัฐบาลไปยุ่งไม่ได้ ถ้ารัฐธรรมนูญผ่านเราค่อยมาตั้งคำถาม เอ็มโอยูก็ต้องหารือกับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เอาที่ทำแล้วประเทศไม่เสียประโยชน์”
— บวรศักดิ์ ระบุ
นอกจากนี้ยังกล่าวถึงกรณี การปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนาว่า จากการเดินทางไปเฝ้า 'สมเด็จพระสังฆราช' เพื่อขอพระสังฆราชานุมัติ ว่าจะดำเนินการนโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภาว่าจะพิทักษ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น โดยดำเนินการป้องกันและจัดการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา
ในส่วนของพระพุทธศาสนา รัฐบาลจะดำเนินการโดยพระสังฆราชานุมัติและความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม (มส.) เมื่อกราบบังคมทูลแล้ว ท่านทรงเห็นชอบ จึงได้ปรึกษากับผู้หลักผู้ใหญ่ที่ดูแลเรื่องพระพุทธศาสนา รวมถึง 'ธงทอง จันทรางศุ' และคณะ ในการยกร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ. … ตามที่สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เสนอ และนำร่างดังกล่าวไปเสนอต่อ มส. ซึ่ง มส.มีข้อสอบถามและให้ข้อสังเกตเล็กน้อย และได้รับนำมาปรับ จากนั้นได้เสนอ ครม.และมีมติเห็นชอบ เมื่อวันที่ 21 ต.ค. จากนั้น จะส่งให้คณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างพระราชบัญญัติพิจารณาเป็นเรื่องด่วน โดยสัปดาห์หน้าจะเป็นการพิจารณาครั้งสุดท้ายและเสนอให้นายกฯลงนามได้
บวรศักดิ์ กล่าวว่า โดยร่างระเบียบนี้มีคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (คพช.) มีประธานโดยนายกฯแต่งตั้ง และได้รับพระสังฆราชานุมัติและความเห็นชอบจาก มส. มีกรรมการโดยตำแหน่ง 6 คน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านศาสนา 9 คน โดยกรรมการชุดนี้จะทำหน้าที่เสนอ มส. และนายกฯ รวมถึง ครม. หากลไกที่เหมาะสมในการคุ้มครองพระพุทธศาสนาให้เป็นไปตามพระวินัย ตลอดจนประกาศและคำสั่งของ มส. นอกจากนั้น ยังมีการตั้งอนุกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาจังหวัด (อ.คพจ.) 76 จังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ ที่จะไปดำเนินการระดับจังหวัดในการให้คำแนะนำและคำปรึกษากับหน่วยงานของรัฐที่จะต้องปฏิบัติเกี่ยวกับพระพุทธศานาและคณะสงฆ์
เนื่องจากในอดีตมีบางหน่วยงานที่ปฏิบัติกับพระไม่เหมาะสม เช่น ตำรวจเอาพระมายืนถือบัตรประชาชนถ่ายรูป ทั้งที่ควรทำให้เป็นไปตามจารีตประเพณีของไทย กรรมการชุดนี้ยังมีหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวของพระภิกษุที่ฝ่าฝืนพระธรรมวินัย และติดตามให้คำแนะนำ คำปรึกษาทางกฎหมาย แก่วัดและพระภิกษุ จะมีการประชุม 3 เดือนต่อครั้ง เพื่อติดตามการทำงาน
นอกจากนี้ ยังมีการตั้งคณะกรรมการวินัยธรกลาง 10 รูป และคณะธรรมธรกลาง เพื่อดูแลเรื่องพระธรรมวินัย เนื่องจากอดีตมีการไปตั้งลัทธิและตีความตามสไตล์ของเจ้าสำนัก ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่เมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว และจบลงด้วยการไม่ใช่คณะสงฆ์ไทย ตลอดจนภิกษุบางรูปที่ไปตัดตอนพระธรรมวินัย และฆราวาสบางคนที่ทำตัวเป็นกูรู โดยเฉพาะในโซเชียลที่มีการสอนหลักธรรมปลอม ตีความด้วยความเข้าใจของผู้พูดเอง โดยคณะกรรมการจะชี้ขาดเรื่องพระธรรมวินัยและวินิจฉัยเรื่องที่มีการโต้แย้งเรื่องเกี่ยวกับธรรมวินัย โดยจะขอพระสังฆราชมีสังฆราชานุมัติ และมส.มีมติเห็นชอบ และแจ้งเวียนให้วัดและศาสนิกชนทราบ ไม่ให้เกิดการถกเถียงกัน
ร่างดังกล่าวเป็นขั้นแรกที่รัฐบาลจะทำ ตามที่แถลงต่อรัฐสภา เพราะเห็นว่าพระพุทธศาสนามีปัญหาเกี่ยวกับพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าได้สอน และมีการประพฤติผิดธรรมวินัยจนเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเหตุให้ต้องปาราชิก สิ่งเหล่านี้เสมือนเป็นเมฆหมอกที่มาบังดวงจันทร์วันเพ็ญ
ดังนั้น อาณาจักรต้องเข้าไปช่วยศาสนจักรในเรื่องนี้ เพราะพระพุทธศาสนาจะอยู่ได้ต้องอาศัย 3 เสาหลัก หากอาณาจักรไม่เข้าไปดูแลศาสนจักรก็จะทำให้พระดีๆ เดือดร้อน ส่วนเรื่องความโปร่งใสของเงินบริจาคทางกรมบัญชีกลางจะลงไปช่วยจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ที่จะทำในวัดใหญ่ๆ รวมถึงการบริจาคที่จะต้องเป็นอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้ คพช.จะทำทีละเรื่อง ไม่หักด้ามพร้าด้วยเข่า จะค่อยๆ ทยอยทำไป เช่น ต่อไปนี้ ไวยาวัจกร ซึ่งจะมีการกำหนดคุณสมบัติต้องห้าม เช่น ไม่เคยถูกตัดสินคดีเกี่ยวกับทรัพย์ รวมถึงกำหนดวาระการดำรงตำแหน่ง




