รัฐบาลยึดตามกรอบ 60 วัน ส่งคำถาม ‘ประชามติ' แก้รัฐธรรมนูญ

30 ต.ค. 2568 - 17:05

  • ‘บวรศักดิ์’ ยังให้คำตอบ ‘กกต.’ ไม่ได้ ส่งคำถามประชามติเมื่อไหร่

  • ระบุ รบ.พร้อมหนุนเปิดเวทีทำความเข้าใจเอ็มโอยูเผย

  • สัปดาห์หน้าชง ‘นายกฯ’ ลงนามร่างระเบียบสำนักนายกฯ คุ้มครองพระพุทธศาสนา

รัฐบาลยึดตามกรอบ 60 วัน ส่งคำถาม ‘ประชามติ' แก้รัฐธรรมนูญ

'บวรศักดิ์ อุวรรณโณ' รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ได้แถลงภายหลังจากกรณีที่ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีกำหนดให้รัฐบาล เร่งส่งคำถามการทำประชามติภายใน 75 วัน ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปในครั้งหน้า  

โดยเปิดเผยกับสื่อมวลชน ว่า ไม่ใช่ 75 วัน แต่รัฐบาลเอา 60 วัน ตามกฎหมาย เนื่องจากร่างรัฐธรรมนูญยังไม่ได้เริ่มจัดทำในรูปแบบที่ชัดเจน  

สำหรับกรณีบันทึกความเข้าใจระหว่าง 'ไทย - กัมพูชา' หรือ MOU 43 - 44 ได้มอบให้กระทรวงการต่างประเทศ, กระทรวงกลาโหม และหน่วยงานอื่นๆ เพื่อรับฟังความเห็น ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการประชุมภายในไปแล้วหนึ่งครั้ง และจะมีการเชิญนักวิชาการที่มีความรู้จริง ไม่ใช่ 'กูรู' ในสื่อ มาหารือร่วมกับหน่วยงานที่รับผิดชอบด้วย  จึงไม่อาจที่จะบอก กกต.ได้ ว่า คำถามจะแล้วเสร็จตามที่ 'กกต.' เคยปรารถนา เมื่อใด 

“กกต.แสดงความประสงค์ของ กกต. แต่ตามกฎหมายคือ 60 วันก่อนทำประชามติ รัฐบาลคงพยายามเอื้อให้เป็นไปตามสิ่งที่ กกต.ปรารถนามากที่สุด แต่รัฐบาลบงการไม่ได้ สภาจะพิจารณาเสร็จหรือไม่ จะผ่านวาระสามหรือไม่ รัฐบาลไปยุ่งไม่ได้ ถ้ารัฐธรรมนูญผ่านเราค่อยมาตั้งคำถาม เอ็มโอยูก็ต้องหารือกับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เอาที่ทำแล้วประเทศไม่เสียประโยชน์”

บวรศักดิ์ ระบุ

นอกจากนี้ยังกล่าวถึงกรณี การปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนาว่า  จากการเดินทางไปเฝ้า 'สมเด็จพระสังฆราช' เพื่อขอพระสังฆราชานุมัติ ว่าจะดำเนินการนโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภาว่าจะพิทักษ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น  โดยดำเนินการป้องกันและจัดการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา  

ในส่วนของพระพุทธศาสนา รัฐบาลจะดำเนินการโดยพระสังฆราชานุมัติและความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม (มส.) เมื่อกราบบังคมทูลแล้ว ท่านทรงเห็นชอบ จึงได้ปรึกษากับผู้หลักผู้ใหญ่ที่ดูแลเรื่องพระพุทธศาสนา รวมถึง 'ธงทอง จันทรางศุ' และคณะ ในการยกร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ. … ตามที่สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เสนอ และนำร่างดังกล่าวไปเสนอต่อ มส. ซึ่ง มส.มีข้อสอบถามและให้ข้อสังเกตเล็กน้อย และได้รับนำมาปรับ จากนั้นได้เสนอ ครม.และมีมติเห็นชอบ เมื่อวันที่ 21 ต.ค. จากนั้น จะส่งให้คณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างพระราชบัญญัติพิจารณาเป็นเรื่องด่วน โดยสัปดาห์หน้าจะเป็นการพิจารณาครั้งสุดท้ายและเสนอให้นายกฯลงนามได้ 

บวรศักดิ์ กล่าวว่า โดยร่างระเบียบนี้มีคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (คพช.) มีประธานโดยนายกฯแต่งตั้ง และได้รับพระสังฆราชานุมัติและความเห็นชอบจาก มส. มีกรรมการโดยตำแหน่ง 6 คน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านศาสนา 9 คน โดยกรรมการชุดนี้จะทำหน้าที่เสนอ มส. และนายกฯ รวมถึง ครม. หากลไกที่เหมาะสมในการคุ้มครองพระพุทธศาสนาให้เป็นไปตามพระวินัย ตลอดจนประกาศและคำสั่งของ มส. นอกจากนั้น ยังมีการตั้งอนุกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาจังหวัด (อ.คพจ.) 76 จังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ ที่จะไปดำเนินการระดับจังหวัดในการให้คำแนะนำและคำปรึกษากับหน่วยงานของรัฐที่จะต้องปฏิบัติเกี่ยวกับพระพุทธศานาและคณะสงฆ์  

เนื่องจากในอดีตมีบางหน่วยงานที่ปฏิบัติกับพระไม่เหมาะสม เช่น ตำรวจเอาพระมายืนถือบัตรประชาชนถ่ายรูป ทั้งที่ควรทำให้เป็นไปตามจารีตประเพณีของไทย กรรมการชุดนี้ยังมีหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวของพระภิกษุที่ฝ่าฝืนพระธรรมวินัย และติดตามให้คำแนะนำ คำปรึกษาทางกฎหมาย แก่วัดและพระภิกษุ จะมีการประชุม 3 เดือนต่อครั้ง เพื่อติดตามการทำงาน   

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งคณะกรรมการวินัยธรกลาง 10 รูป และคณะธรรมธรกลาง เพื่อดูแลเรื่องพระธรรมวินัย เนื่องจากอดีตมีการไปตั้งลัทธิและตีความตามสไตล์ของเจ้าสำนัก ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่เมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว และจบลงด้วยการไม่ใช่คณะสงฆ์ไทย ตลอดจนภิกษุบางรูปที่ไปตัดตอนพระธรรมวินัย และฆราวาสบางคนที่ทำตัวเป็นกูรู โดยเฉพาะในโซเชียลที่มีการสอนหลักธรรมปลอม ตีความด้วยความเข้าใจของผู้พูดเอง โดยคณะกรรมการจะชี้ขาดเรื่องพระธรรมวินัยและวินิจฉัยเรื่องที่มีการโต้แย้งเรื่องเกี่ยวกับธรรมวินัย โดยจะขอพระสังฆราชมีสังฆราชานุมัติ และมส.มีมติเห็นชอบ และแจ้งเวียนให้วัดและศาสนิกชนทราบ ไม่ให้เกิดการถกเถียงกัน 

ร่างดังกล่าวเป็นขั้นแรกที่รัฐบาลจะทำ ตามที่แถลงต่อรัฐสภา เพราะเห็นว่าพระพุทธศาสนามีปัญหาเกี่ยวกับพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าได้สอน และมีการประพฤติผิดธรรมวินัยจนเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเหตุให้ต้องปาราชิก สิ่งเหล่านี้เสมือนเป็นเมฆหมอกที่มาบังดวงจันทร์วันเพ็ญ

ดังนั้น อาณาจักรต้องเข้าไปช่วยศาสนจักรในเรื่องนี้ เพราะพระพุทธศาสนาจะอยู่ได้ต้องอาศัย 3 เสาหลัก หากอาณาจักรไม่เข้าไปดูแลศาสนจักรก็จะทำให้พระดีๆ เดือดร้อน ส่วนเรื่องความโปร่งใสของเงินบริจาคทางกรมบัญชีกลางจะลงไปช่วยจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ที่จะทำในวัดใหญ่ๆ รวมถึงการบริจาคที่จะต้องเป็นอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้ คพช.จะทำทีละเรื่อง ไม่หักด้ามพร้าด้วยเข่า จะค่อยๆ ทยอยทำไป เช่น ต่อไปนี้ ไวยาวัจกร ซึ่งจะมีการกำหนดคุณสมบัติต้องห้าม เช่น ไม่เคยถูกตัดสินคดีเกี่ยวกับทรัพย์ รวมถึงกำหนดวาระการดำรงตำแหน่ง 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์