‘ตัวเลข 28 ล้านบาท’ กลายเป็นประเด็นที่ต้องจับตาหลัง ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร’ เปิดเผยว่า งบกลางหมวดฉุกเฉินของ กทม. ซึ่งตั้งไว้ 400 ล้านบาท สำหรับรับมือเหตุการณ์ไม่คาดคิดตลอดปีงบประมาณ 2570 ถูกใช้ไปแล้ว 372 ล้านบาท หรือคิดเป็น 93% เหลืองบสำรองในหมวดนี้เพียง 7%
แต่ก่อนจะสรุปว่า กทม.กำลัง ‘ถังแตก’ ต้องแยกให้ออกว่า เงิน 400 ล้านบาท ไม่ใช่งบประมาณทั้งหมดของ กทม. ซึ่งมีวงเงินรวมประมาณ 93,000 ล้านบาท แต่เป็นเงินที่อยู่ในงบกลางเฉพาะหมวดฉุกเฉิน ภายใต้อำนาจของผู้ว่าฯ กทม.
‘ชัชชาติ’ ชี้แจงว่า งบกลางในอำนาจผู้ว่าฯ กทม. มีวงเงินรวม 1,395 ล้านบาท แบ่งเป็นงบฉุกเฉิน 400 ล้านบาท งบแก้ปัญหาน้ำท่วม 95 ล้านบาท และงบพัฒนาเมือง 900 ล้านบาท สำหรับโครงการเร่งด่วนที่ไม่ได้ตั้งงบประมาณไว้ล่วงหน้า เช่น การซ่อมแซมถนน
ในจำนวนนี้ งบฉุกเฉินถูกนำมาใช้รับมือสถานการณ์น้ำท่วมไปแล้ว 372 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าถุงยังชีพ อาหาร น้ำดื่ม และความช่วยเหลือประชาชน 162 ล้านบาท อีก 210 ล้านบาทเป็นเงินที่ กทม. โอนสมทบให้รัฐบาลเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย
สิ่งที่น่าจับตา ไม่ใช่แค่ ‘เงินเหลือน้อย’ แต่เป็นการที่งบสำหรับรับมือเหตุฉุกเฉินตลอดปีถูกใช้ไปเกือบหมดแล้ว แม้ ‘ชัชชาติ’ จะยืนยันว่า งบประมาณส่วนอื่นของ กทม.ยังอยู่ครบถ้วน และสามารถโอนงบกลางข้ามหมวดได้หากจำเป็น แต่อย่าลืมว่า ‘งบ’ แต่ละส่วนต่างมีภารกิจที่ต้องรองรับในอนาคตเช่นกัน
อีกด้านหนึ่งของเรื่องนี้ คือภาระการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ซึ่งมีทั้งเงินช่วยเหลือครัวเรือนละ 5,000 บาท และ 9,000 บาท ตลอดจนเงินชดเชยความเสียหายต่อบ้านเรือนตามหลักเกณฑ์ของทางราชการ แม้รัฐบาลจะอนุมัติงบเยียวยาเพิ่มเติมแล้ว แต่เงินทั้งหมดไม่ได้จะถึงมือประชาชนทันที เพราะยังมีขั้นตอนตรวจสอบสิทธิ เอกสาร และการเบิกจ่ายที่ต้องดำเนินการต่อ

ข้อมูลที่ ‘วิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน’ เปิดเผยนั้น สะท้อนให้เห็นช่องว่างระหว่างการอนุมัติสิทธิกับการได้รับเงินจริง โดยระบุว่า ข้อมูลจาก กทม. ณ วันที่ 25 ตุลาคม พบว่ามีครัวเรือนได้รับอนุมัติสิทธิแล้ว 513,986 ครัวเรือน แต่โอนเงินสำเร็จ 303,819 ครัวเรือน เมื่อหักลบกัน จะเหลือประมาณ 210,167 ครัวเรือนที่ได้รับอนุมัติสิทธิแล้ว แต่ยังไม่ปรากฏว่าได้รับเงิน โดยวิโรจน์ประเมินว่า อาจต้องใช้เงินอีกราว 1,400-1,500 ล้านบาท ‘วิโรจน์’ จึงตั้งคำถามว่า รัฐบาลกำลังปล่อยให้ กทม. แบกรับภาระการเยียวยามากเกินไปหรือไม่? พร้อมเรียกร้องให้ ‘ผู้ว่าฯ กทม.’ แสดงบทบาทต่อรองและเป็นปากเสียงให้ประชาชนมากขึ้น
ข้อวิจารณ์ดังกล่าว ทำให้เรื่องงบฉุกเฉินที่เหลือแค่ 28 ล้านบาท เชื่อมโยงไปถึงการแบ่งความรับผิดชอบระหว่างรัฐบาลกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย
ทั้งนี้ ในส่วนของรัฐบาล มีการอนุมัติงบช่วยเหลือผู้ประสบภัยก่อนหน้า 5,281.66 ล้านบาท และคณะรัฐมนตรีอนุมัติงบกลางเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 20 ตุลาคมอีก 10,508.88 ล้านบาท รวมวงเงินประมาณ 15,790.54 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ชัดระหว่างวงเงินที่ได้รับอนุมัติ วงเงินที่จัดสรรให้หน่วยงาน และเงินที่โอนถึงประชาชนแล้ว เพราะเป็นคนละขั้นตอนกัน
‘ชัชชาติ’ ยืนยันภายหลังการหารือกับรัฐบาลเมื่อวันที่ 26 ตุลาคมว่า ธนาคารออมสินจะเริ่มทยอยโอนเงินให้ผู้ที่ผ่านการตรวจสอบสิทธิแล้ว ส่วนกรณีที่เอกสารยังไม่ครบถ้วน ประชาชนสามารถตรวจสอบการแจ้งเตือนผ่านแอปพลิเคชัน ‘ทางรัฐ’ หรือประสานสำนักงานเขตเพื่อยื่นเอกสารเพิ่มเติม
ดังนั้น จึงยังไม่อาจสรุปได้จากยอดงบที่รัฐบาลอนุมัติเพียงอย่างเดียวว่า รัฐบาลไม่มีเงินช่วยเหลือ หรือ กทม.ต้องรับภาระทั้งหมด แต่สิ่งที่ต้องติดตามคือ เงินจะถูกส่งผ่านกระบวนการต่างๆ ไปถึงมือประชาชนได้เร็วแค่ไหน และภาระที่ กทม.ต้องสมทบจะสิ้นสุดที่วงเงินเท่าไร
เงินสะสม 1,139 ล้าน ทางออกเฉพาะหน้าหรือภาระระยะยาว
เมื่อเงินสำรองฉุกเฉินเหลือจำกัด ‘กทม.’จึงเตรียมเสนอขออนุมัติใช้เงินสะสมจ่ายขาดจำนวน 1,139 ล้านบาทต่อสภา กทม. ในวันที่ 28 ตุลาคม เพื่อนำมาสมทบเป็นงบเยียวยาและฟื้นฟูบ้านเรือนผู้ประสบภัย โดยมีเป้าหมายจัดสรรเงินช่วยเหลือรวมประมาณ 1,500 ล้านบาท ตามแผนที่ ‘ชัชชาติ’ ชี้แจง
เงินสะสมดังกล่าวเป็นอีกแหล่งเงินหนึ่งที่ กทม. สามารถนำมาใช้ได้ตามขั้นตอนและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง แต่ก็ต้องพิจารณาความเพียงพอของเงินที่เหลือสำหรับภารกิจอื่นไปพร้อมกัน ทั้งนี้ หากไม่สามารถใช้เงินสะสมได้ตามแผน หรือจำเป็นต้องโยกงบพัฒนาเมืองมาใช้เพิ่มเติม ก็ต้องมาพิจารณาอีกว่า โครงการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาเมือง และการเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมในปีถัดไป จะได้รับผลกระทบมากน้อยอย่างไรด้วย
งบฉุกเฉิน กทม.ที่เหลือ 28 ล้านบาท อาจยังไม่ใช่บทสรุปของคำว่า ‘กทม.ถังแตก’ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่เป็นสัญญาณเตือนถึงความตึงตัวของงบประมาณในหมวดที่ต้องใช้รับมือเหตุการณ์ไม่คาดคิด ดังนั้น วิกฤตที่เกิดขึ้นครั้งนี้ จึงไม่ได้สร้างแค่ความเสียหายต่อบ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชน แต่ยังทดสอบความสามารถในการประสานงานและแบ่งภาระทางการคลังระหว่างรัฐบาลกับ กทม.ด้วย




