ถลกเบื้องหลัง ‘กมธ.งบฯ 67’ บอกมีเรื่อง ‘แปลก’

15 มี.ค. 2567 - 13:14

  • ‘ก้าวไกล’ ถลกเบื้องหลัง กมธ.งบฯ 67 ‘ศิริกัญญา’ โวยสภาฯ มีอำนาจน้อย เหตุหน่วยงานใช้งบไปพลางแล้ว หวังแก้ช่องโหว่ โยกอำนาจจาก ผอ.สำนักงบไปที่นายกรัฐมนตรี จะได้มีคนรับผิดรับชอบ บอกมีเรื่องแปลก อนุฯ งบ ตั้งตามกระทรวง ถามจะมาเป็นเจ้าที่พิทักษ์งบให้รัฐมนตรีหรือไม่

  • ตั้งข้อสงสัย ตัดงบกันใหญ่วันสุดท้าย ดึงงบหน่วยงานไม่มีเจ้าภาพเข้างบกลาง ยัน รบ.หาทางลง ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ เย้ยไม่เกิดได้แน่ แซะไม่คืบหน้า เพราะผลรับฟังภาคส่วนต่างๆ ไม่น่าพอใจหรือเปล่า

  • ‘ชยพล’ ชี้ รัฐบาลคิดผิด ค้าน ‘กองทัพเรือ’ ซื้อเรือฟริเกต เหตุมีประโยชน์ความมั่นคงทางน่านน้ำ และพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตได้ในอนาคต คงไม่ทันบรรจุเข้างบฯ 68 หวั่น เสี่ยงเกิดภัยความมั่นคงระหว่างรอเรือ ซัด สส.ฝั่งรัฐบาลให้ไปคุยกันเองก่อนรัฐบาลเห็นด้วยแต่สส.กลับค้าน โอด เสียดายไทยพลาดโอกาสพัฒนาเศรษฐกิจ

budget67_moveforward_umcommonly_SPACEBAR_Hero_055ce9a7d5.jpg

คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 สัดส่วนพรรคก้าวไกล โดย ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะรองหัวหน้าพรรค , สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และ ชยพล สท้อนดี สส.กทม. จัดแถลงข่าว Policy Watch ในหัวข้อ ‘รวบตึงงบฯ 67 จากห้อง กมธ.’

โดยศิริกัญญา กล่าวว่า ปีนี้เราค่อนข้างมีทำงานกระชับ เร็วขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากงบประมาณออกล่าช้า ซึ่งเท่าที่จำได้ ไม่มีปีไหนที่เร็วที่สุดมาก่อน อีกสาเหตุหนึ่ง เนื่องจากมีการใช้งบประมาณในหน่วยงานราชการไปพลางก่อนแล้ว 

“สิ่งที่เกิดขึ้นในการอนุมัติงบประมาณไปแล้วคือหน่วยงานเริ่มใช้งบประมาณไปก่อน  ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา และพอสภาเข้ามาพิจารณาเงินก้อน 3.48 ล้านล้านบาท ก็จะมีเกือบ 2 ล้านล้านบาทถูกอนุมัติและใช้ไปแล้ว ดังนั้นในความเป็นจริง สภาฯ มีอำนาจที่จะพิจารณาจริงจังแค่ 41% เท่านั้น ซึ่งวิธีการแบบนี้มีปัญหาและช่องโหว่ แม้จะเป็นการกระทำตามรัฐธรรมนูญ” ศิริกัญญา กล่าว

ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า สิ่งที่เราพบการอนุมัติหลักเกณฑ์ว่าใช้อะไรได้ อะไรไม่ได้ มีผู้อำนวยการสำนักงบประมาณแค่คนคนเดียวที่มีอำนาจที่จะอนุมัติ 

“เราเลยคิดว่าช่องโหว่ตรงนี้ ควรจะได้รับการอนุมัติโดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือ นายกรัฐมนตรี เพื่อที่จะมีผู้รับผิดชอบในส่วนที่สภาไม่สามารถอนุมัติได้” ศิริกัญญา กล่าว

ศิริกัญญา เล่าว่า มีเกิดเหตุการณ์ในอนุ กมธ. ที่ไปตัดงบฯ บางโครงการ แต่ต้องมาคืนภายหลัง เนื่องจากมีการใช้งบประมาณไปเรียบร้อยแล้ว เช่น โครงการจัดการยาเสพติด หลายครั้งที่รัฐบาลจัดตั้งได้อย่างล่าช้า เราอาจจะต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้อีก จึงอยากให้เป็นบทเรียนว่าคนที่จะมีอำนาจในการอนุมัติแผนงานใช้งบประมาณไปพลางก่อนควรจะเป็นคณะรัฐมนตรี

ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ตามปกติแล้วในทุกปี คณะ กมธ.งบประมาณ จะต้องตั้งอนุ กมธ.มาทำงาน เพื่อพิจารณารายละเอียดที่ลงลึกในงบแต่ละสัดส่วน ที่ผ่านมาจะแบ่งตามรายการ แบ่งตามผู้รับเหมาเข้าห้องงบ แต่ปีนี้มีเรื่องแปลกใหม่ คือแบ่งกันตามกระทรวง แต่ละอนุ กมธ.จะมีความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของของรัฐมนตรีที่มาสังกัดพรรคการเมืองนั้นอยู่ เช่น อนุ กมธ.เศรษฐกิจ จะเห็นว่าจะมีกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน เราก็จะทราบว่ารัฐมนตรีนั้น มาจากพรรครวมไทยสร้างชาติ ดังนั้นอนุ กมธ.ก็จะมาจากพรรครวมไทยสร้างชาติเช่นเดียวกัน หรือ อนุ กมธ. ทรัพยากรบุคคล อุดมศึกษา แรงงาน ก็จะมาจากพรรคภูมิใจไทย

“ก็มีเสียงบ่น เสียงห่วงใยมาจากในหลาย กมธ.และอนุ กมธ. ว่าทำจัดแบบนี้ จะเกิดเหตุการณ์ที่จะมีการเข้ามาปกป้องงบของรัฐมนตรีหรือไม่” ศิริกัญญา กล่าว 

ศิริกัญญา ตั้งข้อสังเกตว่า มีความพยายามที่จะเร่งตัดงบฯ กันในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของการพิจารณาอนุ กมธ. เช่น เรือฟริเกต ก็ตัดวันสุดท้าย การก่อสร้างรันเวย์ที่ 2 ของสนามบินอู่ตะเภา กองทัพเรือก็ถูกตัดวันสุดท้าย แต่มีการอุทธรณ์และคืนงบไป ยังมีอีกหลายรายการที่ตัดในห้อง กมธ.ใหญ่ ในส่วนแผนบูรณาการถูกตัดงบฯมากที่สุด เนื่องจากไม่มีเจ้าที่ ไม่มีเจ้าภาพ แต่สุดท้ายก็มีการอุทธรณ์

ศิริกัญญา กล่าวสรุปว่า ปีนี้ตัดงบฯ ไปได้ 9,024 ล้านบาท โดยเงินส่วนนี้ก็จะถูกเฉลี่ยไปที่หน่วยงานที่ของบเพิ่ม ซึ่งส่วนใหญ่จะไปลงที่งบกลาง โดยกระทรวงที่ได้งบเพิ่ม คือกระทรวงแรงงาน เนื่องจากเราเห็นว่าควรจะได้เงินสมทบประกันสังคม ทุกวันนี้ผู้ประกันตนถูกรัฐบาลเล่นตุกติกอยู่ เนื่องจากไม่เคยจ่ายดอกเบี้ยครบ ไม่เคยจ่ายเงินสมทบ

ขณะเดียวกัน กระทรวงที่ถูกตัดงบที่สุดคือกระทรวงกลาโหม โดยรายการใหญ่ที่สุดที่ถูกตัดคืองบฯจัดซื้อเรือฟริเกต รองลงมาคือกระทรวงมหาดไทย ในการตัดงบฝายซีเมนต์

ศิริกัญญา ย้ำว่า สาเหตุที่อยากโยกงบฯ ไปงบกลาง เนื่องจากการจัดสรรงบผิดพลาดใน 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้ต้องชดใช้เงินคงคลังเกือบ 1.2 แสนล้านบาท แทนที่ควรตั้งเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญ เงินชำระหนี้ให้ได้ ที่ผ่านมามีการตั้งงบไว้ขาด ปีนี้ก็ยังตั้งงบไว้ไม่เพียงพออีก ทำให้ต้องแปรเพิ่มให้กว่า 7,000 ล้าน นอกจากนี้ยังมีการส่งเงินไปที่เงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินยามจำเป็น ซึ่งตรวจสอบได้ยาก เนื่องจากนายกรัฐมนตรีมีอำนาจเต็ม กมธ.ในสัดส่วนของพรรคก้าวไกล จึงมีการเจรจาอนุมัติให้แลกกับเพิ่มเงินในกองทุนประกันสังคม 

ช่วงท้ายของการแถลง ได้เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนสอบถาม ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการตั้งข้อสงสัยว่าการโยกงบไปอยู่ที่งบกลางนั้น เป็นเพราะจะนำไปทำโครงการดิจิทัลวอลเล็ตหรือไม่ ศิริกัญญา กล่าวว่า ไม่น่าจะเป็นไปได้ เนื่องจากงบที่ได้คนละไซส์กับดิจิทัลวอลเล็ต ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าโครงการดิจิทัลวอลเล็ตจะไม่เกิดขึ้นภายในงบ 67 แน่นอน เพราะยังไม่มีแหล่งที่มาของเงินที่ชัดเจน และจนถึงวันนี้ครบ 30 วัน หลังจากที่มีการประชุมคณะกรรมการดิจิทัลวอลเล็ตชุดใหญ่ และไม่มีการนัดประชุมอีกเลย รวมถึงไม่มีการแจ้งล่วงหน้าแต่อย่างใด จึงเท่ากับว่ากระบวนการล่าช้าออกไปอีก ทั้งนี้เข้าใจว่าจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่าอาจเป็นมาจากการที่คณะอนุกรรมการยังทำงานไม่แล้วเสร็จ  ซึ่งไม่แน่ใจว่าที่ไม่แล้วเสร็จ เพราะไม่ได้คำตอบที่น่าพอใจจากการไปรับฟังภาคส่วนต่างๆ ใช่หรือไม่

เมื่อถามว่ายังยืนยันว่าเป็นการหาทางลงของรัฐบาลใช่หรือไม่ ศิริกัญญา ระบุว่า ที่ผ่านมาพรรคก้าวไกลยืนยันมาตลอดว่ารัฐบาลเลือกเส้นทางที่ลุยไฟมากที่สุด วันนี้เห็นได้ชัดว่าไม่มีทางที่จะไปต่อแล้ว และหน้าจากกำลังหาทางลงอยู่ตามที่มีหลายคนตั้งข้อสังเกตไว้ เพราะมองว่าแม้จะไม่ได้ทำโครงการนี้ รัฐบาลไม่ต้องกังวลอะไรมาก เพราะจากที่ทำโพลออกมา ประชาชนอาจจะเสียใจแต่ไม่โกรธรัฐบาล

ด้านชยพล กล่าวถึงการจัดซื้อเรือฟริเกตลำใหม่ของกองทัพเรือ ที่อาจจะถือเป็นความล้มเหลวครั้งใหญ่ที่จะปกป้องโอกาสทางธุรกิจและโอกาสทางด้านความมั่นคงของประเทศ โดยใช้ชื่อว่า ไร้เรือ ไร้รั้ว ไร้ความรับผิดชอบว่า ในการประชุมกมธ.งบฯ ทางกองทัพเรือได้ตั้งงบประมาณจำนวน 1,700 ล้านบาท เพื่อขอซื้อเรือฟริเกตลำใหม่ ที่ผ่านมากองทัพเรือสื่อสารมาตลอดว่า เป็นการซื้อเพื่อเป็นเรือคู่แฝดกับเรือรบภูมิพลที่ซื้อมาจากประเทศเกาหลี

ทั้งนี้ ในชั้นอนุกรรมาธิการงบด้านความมั่นคง กองทัพเรือได้นำเอกสารมาชี้แจงถึงความจำเป็น และวัตถุประสงค์ของการจัดหาเรือในครั้งนี้ แต่สุดท้ายห้องอนุกรรมาธิการงบความมั่นคง ได้ลงมติให้ตัดงบประมาณในการจัดหาเรือฟริเกตลำนี้ไปและถึงแม้กองทัพเรือได้ขออุทธรณ์เข้ามาที่ห้องกรรมาธิการงบใหญ่และชี้แจงถึงเหตุผลความจำเป็น ทั้งความมั่นคงและด้านเศรษฐกิจแต่ก็ถูกมติของห้องใหญ่ปัดตกอีกรอบหนึ่ง

โดยตามการประเมินของกองทัพเรือได้ประเมินไว้ว่าประเทศไทยจำเป็นจะต้องมีเรือฟริเกตทั้งหมด 8 ลำ เพื่อปกป้องน่านน้ำประเทศไทย โดยแบ่งพื้นที่เป็นฝั่งอันดามัน4ลำ และฝั่งอ่าวไทย 4 ลำ แต่ในปัจจุบันกองทัพเรือมีฟิกเก็ตใช้งานเพียง 4 ลำเท่านั้น ซึ่งประกอบด้วยเรือหลวงรัตนโกสินทร์อายุ 38 ปี ,เรือหลวงนเรศวรอายุ 30 ปี ,เรือหลวงตากสินอายุ 29 ปี และเรือหลวงภูมิพลอายุ 5 ปี ซึ่งจากการชี้แจงของกองทัพเรือ อายุของเรือฟริเกตจะใช้กันอยู่ที่ราวๆ 30 ปีเท่านั้น แต่เนื่องจากว่า กองทัพเรือไม่ได้รับอนุมัติงบประมาณให้ซื้อเรือฟริเกต อันใหม่จึงจำเป็นต้องส่งซ่อมเรือและยืดอายุการใช้งานยาวไปจนถึง 40 ปีจึงค่อยปลดระวาง หรือเหลือเวลาใช้งานเรือหลวงรัตนโกสินทร์ที่อายุ 38 ปีแล้ว เพียงแค่ 2 ปีและจะปลดระวางในปี 69 ทำให้ไทยกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่จะเหลือเรือฟริเกตใช้งานเพียงแค่ 3 ลำเท่านั้น ซึ่งการต่อเรือฟริสเกตจะต้องใช้ระยะเวลา 4-5 ปี ซึ่งถ้าได้รับอนุมัติโครงการภายในงบประมาณปี 67 ไทยจะเหลือเรือฟริเกตใช้งานเพียง 3 ลำ ในระยะเวลา 2 ปีก่อนที่จะได้รับเรือลำใหม่

“เมื่อไม่ได้รับการอนุมัติงบภายในปี 67 นี้ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะได้รับการอนุมัติงบอีกทีในงบปี 69 เนื่องจากช่วงเวลาในการส่งคำของบปี 68 ได้ปิดลงไปแล้ว ทำให้เราอาจจะได้รับเรือช้าในปี 73 เสียด้วยซ้ำ ดังนั้นเราจะมีเรือฟริเกตเพียง 3 ลำ ที่จะใช้งานยาวถึง 4 ปี ซึ่งเป็นความเสี่ยงทางความมั่นคงอย่างยิ่งโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับจำนวนยุทโธปกรณ์ของประเทศเพื่อนบ้าน มีเรือฟริเกต ตั้งแต่ 3-14 ลำ หากเกิดภัยความมั่นคงทางทะเลขึ้นมาในช่วงเวลาตรงนี้กองทัพเรือจะไม่มีเรือใช้งานเราก็คงจะโทษใครไม่ได้นอกจากการตัดสินใจและการบริหารของตัวรัฐบาลเอง” ชยพลกล่าว

สำหรับประโยชน์ทางเศรษฐกิจ กองทัพเรือได้ชี้แจงว่า การจัดหาเรือฟริเกตในครั้งนี้กองทัพเรือมี นโยบายทางเศรษฐกิจด้านการป้องกันประเทศ เป็นสำคัญเพราะมีความตั้งใจให้มีการต่อเรือลำนี้ในไทยโดยทำสัญญาความร่วมมือกับต่างประเทศเพื่อรับองค์ความรู้ในการต่อเรือไปใช้ในการต่อยอดอุตสาหกรรมในประเทศซึ่งผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับคือ การเพิ่มองค์ความรู้ในการต่อเรือ , เกิดการจ้างงาน ,เกิดการหมุนเวียนของระบบเศรษฐกิจในประเทศ , เพิ่มโอกาสในการลงทุนและสนับสนุนการเติบโตของระบบเศรษฐกิจ ,พัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ,พัฒนาความสามารถของอู่ต่อเรือ ,สามารถเป็นเจ้าของเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ,สร้างอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งการจัดซื้อจะจ้างครั้งนี้ไม่เหมือนกับการจัดซื้อเรือดำน้ำ เพราะการจัดซื้อเรือลำนี้จะมาพร้อมกับโอกาสทางเศรษฐกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ สร้างโอกาสให้ประเทศไทยเกิดประโยชน์ต่อเนื่องไม่สิ้นสุด ซึ่งกองทัพเรือยืนยันว่า โครงการจัดหาซื้อเรือฟริเกตในครั้งนี้จะสามารถทำให้ไทยต่อเรือเองได้ซ่อมเองได้และผลิตขายต่อได้ในอนาคต กองทัพเรือยืนยันว่าโครงการนี้จะถ่ายทอดองค์ความรู้ระดับสูงให้กับ แรงงานไทยไม่ใช่เพียงแค่การจ้างและจะแตกต่างกับกรณีเรือดำน้ำแน่นอน รวมถึงผบ.ทร.เองก็ได้ยืนยันว่า พิจารณาเรื่องของการจ่ายมูลค่าโครงการนี้เป็นผลผลิตอื่นของประเทศด้วยไม่จำเป็นจะต้องเอาแค่เงินสดไปแลก

ดังนั้น ข้อมูลทั้งหมดนี้จึงเห็นว่า เราขาดยุทโธปกรณ์ในการปกป้องน่านน้ำไทยจริง ไม่ใช่สถานการณ์ของการเสริมสร้างรั้วของความมั่นคง เช่นการซื้อยุทโธปกรณ์ครั้งอื่น แต่ครั้งนี้เป็นสถานการณ์ที่ประเทศไทยเราไม่มีรั้วในการป้องกันน่านน้ำทะเลไทยแล้ว จึงเป็นจะต้องจัดซื้อให้ทันการใช้งานและลดช่องว่าง ที่ไทยจะอ่อนแอทางด้านการปกป้องน่านน้ำไทยให้น้อยที่สุด

นอกจากนี้ปัจจัยทางด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจก็สำคัญเพราะเงินทั้งหมด 17,000 ล้านบาทจะถูกใช้เพื่อจุดประกายอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ ในการต่อเรือให้ตอบโตได้ขึ้นได้จริงในประเทศไทย ทำให้ประเทศไทย ลดการพึ่งพายุทโธปกรณ์จากต่างประเทศ รวมถึงเพิ่มโอกาสในการผลิตขายต่อให้กับต่างประเทศในอนาคต เช่นเดียวกับที่ประเทศเกาหลีได้ทำสำเร็จแล้วในตอนนี้จึงบอกว่าการลงทุนครั้งนี้ ถ้ากองทัพเรือสามารถทำตามวัตถุประสงค์ ที่ตนเองวางไว้ได้ทั้งหมดก็สมควรที่จะสนับสนุนให้เกิดขึ้นได้โดยเร็ว แต่อย่างไรก็ตาม น่าเสียดายที่กรรมาธิการสัดส่วนอื่นๆไม่ได้มีความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยบอกว่า ไม่จำเป็นไม่เร่งด่วนรอบรรจุในงบปีถัดไป ,TORไม่ชัดเจน , แผนวัตถุประสงค์ไม่ชัดเจน 

“ตนคิดเป็นอื่นไม่ได้ว่า ไม่ได้อ่านเอกสาร และมีการตั้งธงมาแล้วว่าจะต้องมีการตัดเท่านั้น จึงไม่ได้มีการเดินออกมาอ่านเอกสารเลย มีแต่ออกความคิดเห็นไปในเชิงลบอย่างเดียวและไม่ได้ฟังความจำเป็นทางด้านความมั่นคงและเหตุผลทางด้านเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นได้ในอนาคต” ชยพลกล่าว

ขณะที่พรรคก้าวไกลสนับสนุนให้มีการซื้อเรือฟริเกตก็มีสส.ฝั่งรัฐบาลออกมา ให้ความคิดเห็นต่อท่าทีของพรรคก้าวไกล ที่บอกว่าเลื่อนลอย หวังดิสเครดิตรัฐบาล ซึ่งส่วนตัวก็มองว่า เลื่อนลอยในตัวมันเอง เพราะเราได้ดูข้อมูลแล้วเห็นภาพใหญ่ของโครงการแล้วว่าสามารถสร้างประโยชน์ต่อประเทศได้และตนมีหลักฐาน จากมติครม.วันที่ 5 ตุลาคมปี 66 โดยรัฐบาลนี้เองเป็นคนออกความคิดเห็นว่า เห็นด้วยกับตัวโครงการ โดยผู้ที่ได้รับทราบกับโครงการนี้มีกระทรวงกลาโหม,กระทรวงการคลังกระทรวงคมนาคม,สำนักงบประมาณ,สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ,คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษตะวันออก และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน โดยมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน 

“ตนไม่แน่ใจว่า ได้มีการคุยกันเองกันก่อนหรือไม่ที่จะออกมาค้านที่พรรคก้าวไกลสนับสนุนโครงการนี้เพราะมันก็คือ มติของครมของรัฐบาลเองแล้วกลายเป็นสส.ของรัฐบาลเองที่ออกมาค้าน แล้วกลายเป็นกรรมาธิการของรัฐบาลเองที่ออกมาค้าน ผมขอแนะนำให้ทุกคนไปคุยกันเองก่อนดีกว่า ไม่ใช่อนุมัติมาอย่างนี้แล้วมา ตีตกทีหลังแล้วไม่รับผิดชอบอะไรอย่างนี้เลยแล้วปล่อยให้ประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์ที่เปราะบางสูญเสียโอกาสทาง เศรษฐกิจในระดับนี้ได้” ชยพลกล่าว

นอกจากนี้ สส.ฝ่ายรัฐบาล ยังบอกว่า พรรคก้าวไกลขัดหลักการพรรค จึงขอทำความเข้าใจใหม่ว่า พรรคก้าวไกลไม่ได้มีจุดยืนต่อต้านการจะซื้อยุทโธปกรณ์ เพียงแต่จุดยืนของเราคือการที่ยุทโธปกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพ คำนึงถึงผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจความจำเป็นทางด้านความมั่นคงที่มีหลักฐานประกอบอย่างแท้จริง นั่นคือเหตุผลที่พรรคก้าวไกลไม่ได้ตั้งเป้าในการตัดงบ

“นี่เป็นการเข้าใจผิดอย่างร้ายแรงการที่เข้าใจว่าพรรคก้าวไกลตั้งตัวเป็นปรปักษ์ต่อกองทัพเพราะความจริงแล้วเราตั้งเป้าไว้เพียงแค่ให้กองทัพเป็นกองทัพที่มีประสิทธิภาพ กะทัดรัด และสมเหตุสมผลและทำงานทุกอย่างได้อย่างคุ้มค่าคุ้มงบประมาณให้เหมาะสมกับเม็ดเงินที่ลงทุนไปกับกองทัพ” ชัยพล กล่าว

ส่วนที่สส.ฝั่งรัฐบาลบอกว่า หากไม่เกิดการจ้างงานจริงหรือถ่ายทอดเทคโนโลยีจริงจะเป็นข้ออ้างในการโจมตีรัฐบาล ส่วนตัวมองความคิดเห็นนี้ว่า หนัก เพราะหน้าที่ในการบริหารประเทศและหน่วยงานรัฐบาลเป็นหน้าที่ของรัฐบาลอยู่แล้วเพราะฉะนั้นเป็นหน้าที่ของรัฐบาลอยู่แล้วที่จะต้องดูแลจัดการบริหารให้สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นได้จริงแต่กลับมาออกความคิดเห็นแบบนี้เป็นความคิดเห็นในแง่ลบ ที่กลัวว่าตัวเองจะก้าวพลาดเลยไม่เลือกที่จะก้าวเลย แล้วมาเป็นรัฐบาลทำไมถ้าจะมาเสนอตัวมาบริหารประเทศแต่จะไม่เลือกที่จะพาประเทศก้าวหน้า เพราะกลัวว่าตัวเองจะก้าวพลาดนั่งอยู่กับบ้านดีกว่าไม่รู้จะมาเป็นรัฐบาลทำไม

“กองทัพเรือกำลังบอกเราอยู่ว่าเราไม่มีเรือแล้ว กองทัพเรือ ไร้เรือไร้รั้ว และไร้ความรับผิดชอบจากรัฐบาล เป็นสถานการณ์ที่น่ากังวลอย่างยิ่ง แผนของโครงการนี้เป็นเพียงการจัดหายุทโธปกรณ์ตามแผนขั้นพื้นฐานที่เราได้เห็นหลักฐานแล้ว พร้อมนำพาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมาให้ แต่รัฐบาลเองกลับไม่มีวิสัยทัศน์พอที่จะมองเห็นได้ ซ้ำร้ายยังมีความคิดเห็นของบางคนสะท้อนให้เห็นถึงความกลัวที่จะพาประเทศเดินหน้าต่อเพราะกลัวการบริหารประเทศที่ไม่มีประสิทธิภาพของตนเองเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่ประเทศไทยจะพลาดโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจครั้งนี้ไป แล้วปล่อยให้ประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์ที่ไร้เรือ ไร้รั้ว ไร้ความรับผิดชอบ” ชัยพลกล่าว

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์