ปรากฏการณ์ทายาททางการเมือง หรือที่เรียกกันในบริบทการเมืองไทยร่วมสมัย ว่า "ครม.ลูกเทพ" เป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในฐานะอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตย
การสืบทอดอำนาจผ่านสายเลือดไม่ได้มีบทสรุปเพียงด้านเดียว ในโลกตะวันออกที่ระบบอุปถัมภ์และชื่อเสียงของตระกูลยังคงมีผลต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เราได้เห็นทั้งโมเดลที่นำไปสู่เสถียรภาพและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เช่น ญี่ปุ่น และโมเดลที่นำไปสู่การผูกขาดจนประเทศล้มละลาย เช่น ศรีลังกา
'ญี่ปุ่น' โมเดลสืบทอด เพื่อความต่อเนื่อง-เสถียรภาพ
ในระบบการเมืองญี่ปุ่น พรรคเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democratic Party - LDP) ทำหน้าที่เป็นสถาบันหลักที่หล่อหลอม และคัดกรองทายาททางการเมืองมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
การสืบทอดตำแหน่งในญี่ปุ่นไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงการมอบมรดกทางอำนาจ แต่เป็นกระบวนการ "บ่มเพาะ" ที่เข้มข้นผ่านระบบ "มุ้ง" ภายในพรรค ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกตรวจสอบและถ่วงดุลในตัวเอง
ความสำเร็จของโมเดลญี่ปุ่น อยู่ที่การเปลี่ยน "นามสกุล" ให้กลายเป็น "ทุนทางสถาบัน" พรรค LDP ไม่ใช่พรรคที่รวมกลุ่มคนตามอุดมการณ์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการรวมตัวของมุ้งต่างๆ ที่มีผู้นำตระกูลการเมืองคอยดูแลสมาชิก ทายาทที่ก้าวเข้ามาในระบบนี้ไม่ได้เริ่มต้นที่ตำแหน่งสูงสุดทันที
แต่ต้องผ่านกระบวนการที่เรียกว่า "Apprenticeship" หรือการฝึกงานทางการเมืองที่ยาวนาน
ทายาทผู้ทรงอิทธิพล 'อาเบะ - โอบุจิ - โคอิซูมิ'
ชินโซ อาเบะ คือ ผลิตผลที่สมบูรณ์ที่สุดของตระกูลซาโตะ-คิชิ-อาเบะ เขาเป็นหลานชายของอดีตนายกฯ โนบุสุเกะ คิชิ และเป็นบุตรชายของชินตาโร อาเบะ อดีต รมว.ต่างประเทศ
การขึ้นสู่อำนาจของเขาไม่ได้ใช้เพียงชื่อเสียง แต่เขาต้องใช้เวลาพิสูจน์ฝีมือในตำแหน่งเลขาธิการพรรค LDP และผู้อำนวยการสภาวิจัยนโยบาย ซึ่งถือเป็น "ทางผ่าน" สำคัญสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรี
ยูโกะ โอบุจิ บุตรสาวของอดีตนายกฯ เคโซ โอบุจิ เธอได้รับการวางตัวให้เป็นหนึ่งในผู้นำรุ่นใหม่ที่น่าจับตา โดยผ่านการบริหารกระทรวงสำคัญอย่าง รมว.เศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม
แม้เธอจะประสบปัญหาด้านอื้อฉาวเรื่องบัญชีเงินทุนทางการเมือง แต่ระบบพรรคการเมืองญี่ปุ่นที่มีมุ้งสนับสนุนแข็งแกร่งทำให้เธอยังคงรักษาฐานอำนาจและรอวันกลับมามีบทบาทสำคัญอีกครั้ง
ขณะที่ ชินจิโร โคอิซูมิ บุตรชายของอดีตนายกฯ จุนอิชิโร โคอิซูมิ ผู้มีภาพลักษณ์นักปฏิรูป ชินจิโรได้รับความนิยมสูงมากจนถูกเรียกว่าเป็น "มาครงแห่งญี่ปุ่น"
เขาไม่ได้สืบทอดเพียงที่นั่งในสภา แต่สืบทอดวิธีการสื่อสารที่เข้าถึงใจประชาชน อย่างไรก็ตาม เขาถูกบังคับให้ต้องแสดงความสามารถในฐานะ รมว.สิ่งแวดล้อม และ รมว.กลาโหม เพื่อพิสูจน์ว่าเขามีดีมากกว่าแค่ นามสกุลโคอิซูมิ
การวิพากษ์วิจารณ์ - ผลลัพธ์เชิงประจักษ์
แม้การเมืองญี่ปุ่นจะถูกวิจารณ์ว่าทำให้คนรุ่นใหม่หน้าใหม่เข้าสู่การเมืองได้ยาก และทำให้การเมืองขาดความหลากหลาย แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือประเทศมีเสถียรภาพทางการเมืองสูงมาก
นโยบายเศรษฐกิจอย่าง "Abenomics" หรือนโยบายต่างประเทศ ที่มุ่งเน้นเสรีภาพในอินโด-แปซิฟิก (FOIP) สามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่สะดุด แม้มีการเปลี่ยนตัวผู้นำ เนื่องจากผู้นำทุกคนมาจาก "สถาบันการเมือง" เดียวกันที่มีความเข้าใจในยุทธศาสตร์ชาติอย่างลึกซึ้ง
'ศรีลังกา' โมเดลผูกขาดอำนาจ-ทรัพยากร
ในทางตรงกันข้ามกับญี่ปุ่น โมเดลของ "ตระกูลราชปักษา" ในศรีลังกา แสดงให้เห็นถึงด้านมืดของการสืบทอดอำนาจ เมื่อการบริหารประเทศถูกเปลี่ยนให้เป็น "กิจการครอบครัว" โดยปราศจากกลไกตรวจสอบของสถาบันพรรคการเมืองที่เข้มแข็ง
การบริหารประเทศแบบ 'กิจการครอบครัว'
ตระกูลราชปักษา สร้างระบบที่เรียกว่า "Familycracy" ซึ่งความสัมพันธ์ทางสายเลือดเป็นเกณฑ์เดียวในการก้าวสู่ตำแหน่งสูงสุด
ในช่วงปี 2005-2022 ตระกูลนี้ได้ส่งสมาชิกเข้าควบคุมกระทรวงสำคัญที่ถือครองงบประมาณรวมกันกว่า 70% ของประเทศ
มหินทา ราชปักษา พี่ชายคนโต คือผู้ครองอำนาจยาวนานในฐานะประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรี ใช้ความสำเร็จในการยุติสงครามกลางเมืองเป็นใบเบิกทางในการ สร้างลัทธิบูชาตัวบุคคล
บาซิล ราชปักษา คือ น้องชายผู้คุมกระทรวงการคลังและเศรษฐกิจ ถูกมองว่าเป็นผู้วางแผนหลักในกา รสร้างเครือข่ายอุปถัมภ์ ผ่านงบประมาณแผ่นดิน
นามาล ราชปักษา บุตรชายของ มหินทา ดำรงตำแหน่ง รมว.กีฬาและเยาวชน ถูกวางตัวให้เป็นทายาทรุ่นต่อไป โดยพยายามสร้างภาพลักษณ์นักการเมืองรุ่นใหม่เพื่อลบภาพความฉ้อฉลของรุ่นพ่อ
นโยบายที่นำไปสู่ความหายนะ ภาษี ปุ๋ย และ เมกะโปรเจกต์
ความล่มสลายของศรีลังกา ไม่ได้เกิดจากโชคชะตา แต่เกิดจากการตัดสินใจเชิงนโยบายที่ผิดพลาดอย่างรุนแรง เพื่อรักษาฐานเสียงของตระกูล ได้แก่
การลดภาษีล้างผลาญ ในปี 2019 รัฐบาลราชปักษาประกาศลดภาษี VAT จาก 15% เหลือ 8% เพื่อเอาใจฐานเสียง ทำให้รายได้รัฐหายไปมหาศาลทันที จนนำไปสู่ปัญหาหนี้สาธารณะที่พุ่งสูง
วิกฤตปุ๋ยเคมี การสั่งแบนนำเข้าปุ๋ยเคมีอย่างกะทันหันในปี 2021 โดยอ้างว่าจะทำเกษตรอินทรีย์ แต่ความจริงคือต้องการประหยัดเงินตราต่างประเทศที่ร่อยหรอ ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรเสียหายยับเยิน เกิดภาวะขาดแคลนอาหารทั่วประเทศ
ตลอดจน โปรเจกต์ "ช้างเผือก" โดยการกู้เงินต่างชาติมาสร้างท่าเรือและสนามบินในเมืองฮัมบันโตตา (Hambantota) ซึ่งเป็นบ้านเกิดของตระกูล แต่กลับไม่มีการใช้งานจริง จนกลายเป็นภาระหนี้ที่ทำให้ประเทศต้องยอมส่งมอบสิทธิการบริหารท่าเรือให้แก่จีน
การล่มสลาย-บทเรียน
วิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงนำไปสู่การ ประท้วง "Aragalaya" ในปี 2022 ประชาชนเรือนล้านลุกฮือขึ้นขับไล่ตระกูลราชปักษา จนทำให้ โกตาบายา ราชปักษา (ประธานาธิบดีในขณะนั้น) ต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ
บทเรียนสำคัญจากศรีลังกา คือ การสืบทอดอำนาจที่ปราศจากความรับผิดชอบและเน้นการผูกขาด
พลวัตการเมืองไทย ยุคสมัยของ 'ครม. ลูกเทพ - ครม. ลูกบังเกิดเกล้า'
เมื่อหันกลับมามองประเทศไทยในปี 2567-2569 เราจะพบว่าการเมืองไทยกำลังเดินเข้าสู่เส้นทางของการสืบทอดอำนาจผ่านสายเลือดอย่างชัดเจน จนเกิดการเรียกขานว่าเป็นยุค "ครม. ลูกเทพ" หรือ "ครม. ทายาท" ซึ่งปรากฏให้เห็นในหลายพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย และ พรรคภูมิใจไทย
การจัดตั้งรัฐบาลภายใต้การนำของ แพทองธาร ชินวัตร (บุตรสาว ทักษิณ ชินวัตร) เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ประเด็นการสืบทอดอำนาจถูกพูดถึงอย่างหนัก โดยเฉพาะเมื่อพบรายชื่อรัฐมนตรีหลายคนที่เป็นทายาทของอดีตรัฐมนตรีหรือเจ้าของพื้นที่เดิม
ขณะที่ พรรคภูมิใจไทย กำลังก้าวขึ้นมาเป็นพรรคอันดับต้นๆ ของฝ่ายอนุรักษนิยม โดยมีการวางระบบทายาทที่ชัดเจน ไชยชนก ชิดชอบ (บุตรชายเนวิน ชิดชอบ) เข้ามารับหน้าที่เลขาธิการพรรค
การส่งต่อตำแหน่งจาก ชาดา ไทยเศรษฐ์ สู่บุตรสาว ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ในตำแหน่ง รัฐมนตรีสะท้อนให้เห็นว่าตำแหน่งรัฐมนตรีถูกมองว่าเป็น "โควตาตระกูล" ที่ต้องรักษาไว้
รวมไปถึงทายาทจากจังหวัดต่างๆ เช่น กระบี่ อยุธยา และ อุทัยธานี ต่างเข้ามาดำรงตำแหน่งสำคัญในการเมืองโดยอาศัยฐานเสียงเดิมของบรรพบุรุษ
คำถามสำคัญคือ "ครม. ลูกเทพ" ของไทยจะดำเนินตามรอยโมเดลใด ?
ในด้านหนึ่ง การที่ทายาทเหล่านี้เติบโตมาในครอบครัวนักการเมืองทำให้พวกเขามี "ความเข้าใจในพื้นที่" และ "ความต่อเนื่องของโครงการ" คล้ายกับระบบ Jiban ของญี่ปุ่น
อย่างไรก็ตาม ข้อวิจารณ์เรื่อง "การเมืองแบบสืบสันดาน" ยังคงเป็นปัจจัยทำลายความชอบธรรม หากคนเหล่านี้ไม่สามารถพิสูจน์ฝีมือได้มากกว่าการเป็นเพียง "ร่างทรง" ของบิดามารดา
พรรคภูมิใจไทย พยายามสร้างภาพลักษณ์พรรคให้เป็น "สถาบันพรรคการเมือง" โดยการสัมมนาติวเข้ม สส. และวางกฎเหล็กในการทำงาน ซึ่งอาจมองได้ว่าพยายามเลียนแบบระบบมุ้งของพรรค LDP เพื่อให้การสืบทอดอำนาจดูมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น
ในขณะที่ พรรคเพื่อไทย ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายเรื่องการแทรกแซงจาก "นายใหญ่" ซึ่งอาจทำให้การสืบทอดอำนาจมีลักษณะคล้ายโมเดลราชปักษาที่อำนาจถูกผูกขาดอยู่ในมือของคนเพียงไม่กี่คน
จะเห็นได้ว่าการสืบทอดอำนาจไม่ใช่เรื่องเลวร้ายในตัวเอง หากมันอยู่ภายใต้กลไกของสถาบันที่เข้มแข็ง
ญี่ปุ่น แสดงให้เห็นว่าการมีทายาทการเมืองสามารถสร้างเสถียรภาพและนโยบายที่ยาวไกลได้
แต่หัวใจสำคัญคือทายาทเหล่านั้นต้องถูก "คัดกรอง" และ "พิสูจน์ตัว" ผ่านความยากลำบากในระบบพรรค ไม่ใช่การก้าวสู่ตำแหน่งด้วยการชี้ตัวจากหัวหน้าครอบครัว
สำหรับประเทศไทย การผงาดขึ้นของ "ครม.ลูกเทพ" กำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิด บทเรียนจากศรีลังกา เตือนเราว่า เมื่อใดที่การสืบทอดอำนาจนำไปสู่การผูกขาดทรัพยากรและการทำลายนิติรัฐเพื่อประโยชน์ของตระกูล เมื่อนั้นความล่มสลายจะมาเยือน
ในทางกลับกัน หากนักการเมืองรุ่นใหม่เหล่านี้สามารถใช้ "ต้นทุน" ที่มีอยู่ มาสร้างสรรค์นโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อคนรุ่นใหม่และรักษาเสถียรภาพของประเทศได้จริง พวกเขาก็อาจจะสร้างโมเดลการเมืองไทยที่มีลักษณะเฉพาะตัวและเป็นที่ยอมรับได้ในอนาคต
"โลกการเมืองยุคใหม่" ไม่ได้ตัดสินกันที่นามสกุลเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าทายาทเหล่านั้นจะสามารถปรับตัวให้เข้ากับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของประชาชนได้หรือไม่
หรือจะจบลงด้วยการเป็นเพียง "ร่างทรง-ระบบอุปถัมภ์แบบเดิม" ที่กำลังจะหมดอายุไขในโลกศตวรรษที่ 21
การเดินทางของการเมืองไทย จากนี้ปี 2569 เป็นต้นไปจึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะพิสูจน์ว่า "ครม. ลูกเทพ" จะเป็นผู้พยุงเสถียรภาพ หรือ จะจุดชนวนวิกฤตครั้งใหม่ให้แก่ประเทศ
อ้างอิง
difesa / cfr / sc01 /eastasiaforum / researchgate / foei / icij / carnegieendowment / socialistparty / grain / thestandard / thestandard / thepeople / thestandard / prachatai / the101 /




