แม้จะดูเงียบเชียบไปบ้าง แต่ก็มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องสำหรับการผลักดัน ‘ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรม’ โดยล่าสุด ชูศักดิ์ ศิรินิล สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม เปิดเผยถึงมุมมองของที่ปรึกษาของกรรมาธิการฯ ที่เห็นควรให้มีการนิรโทษกรรม แต่ต้องพิจารณาว่า การกระทำความผิดอะไรถึงควรได้รับการนิรโทษกรรม
ซึ่งยังไม่สามารถลงมติได้ เพราะต้องเอาข้อมูลทั้งหลายมาศึกษาก่อน โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องกับการเมืองขณะนี้ มีอะไรบ้าง เช่น การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร, กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ต้องนำรายละเอียดของคดีมาพิจารณา โดยในวันที่ 7 มี.ค. 2567 จะสำรวจประเภทของคดีทั้งหลายที่มีข้อมูลอยู่ ทั้งจากสำนักงานอัยการสูงสุด และศูนย์ทนายความ เพื่อดูรายละเอียดและพิจารณา
ได้มีการตั้งคณะอนุกรรมาธิการฯ ขึ้นมา โดยมี นายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา เป็นประธานคณะอนุกรรมการชุดนี้ โดยมีหน้าที่ศึกษาและแยกแยะหมวดหมู่ของคดีทางการเมืองที่มีอยู่ อาทิ กลุ่มความผิดตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ฉุกเฉิน, กลุ่มความผิดมาตรา 116 รวมถึงคดีที่มีการตัดสินไปแล้ว เพื่อให้คณะกรรมาธิการฯ ชุดใหญ่ พิจารณาว่าเห็นควรให้มีการนิรโทษกรรมหรือไม่
ส่วนประเด็นที่ว่า กรรมาธิการฯ จะได้ข้อสรุปภายในกรอบเวลา 60 วันหรือไม่ หลังถูกตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการทอดเวลาการร่างกฎหมายนิรโทษกรรมออกไป ชูศักดิ์ บอกว่า ดูความตั้งใจของคณะกรรมาธิการฯ ทุกคนก็อยากให้เสร็จ เพียงแต่ต้องการความรอบคอบ
ดูแล้วทุกคนมีความตั้งใจให้เป็นกระบวนการสร้างความปรองดอง ให้ประเทศกลับสู่สภาวะปกติสามารถอยู่ร่วมกันได้โดยสันติ ส่วนจะใช้เวลาขนาดไหน ตอนนี้ยังไม่สามารถพูดได้ ต้องขึ้นอยู่กับข้อมูลและการศึกษา
‘เพื่อไทย’ จ่อชงญัตติขอสภาฯ ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแก้ ‘มาตรา 256’ ต้องประชามติถามประชาชนหรือไม่
ชูศักดิ์ เปิดเผยด้วยว่า พรรคเพื่อไทยได้เสนอญัตติขอให้รัฐสภา มีมติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 (2) โดยมี สส.พรรคเพื่อไทย จำนวน 123 คน ได้ยื่นญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 256 และเพิ่มบทบัญญัติว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อประธานรัฐสภา เมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2567
และสำนักงานเลขาธิการรัฐสภาได้ส่งความเห็นมา เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2567 ว่า ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าว นำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงต้องด้วยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 ซึ่งต้องถามประชามติจากประชาชนเสียก่อนว่า ประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ จึงไม่สามารถบรรจุระเบียบวาระเข้าสู่ที่ประชุมของรัฐสภาได้
โดยประธานรัฐสภา มีความเห็นสอดคล้องกับข้อเสนอดังกล่าว ซึ่งหากดำเนินการให้เป็นไปตามความเห็นของสำนักงานเลขาธิการรัฐสภา การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องทำประชามติถึง 3 ครั้ง การไม่บรรจุระเบียบวาระจึงเข้าเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 210 (2) ที่สมาชิกพรรคเพื่อไทยที่เสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่จะเข้าชื่อเสนอญัตติต่อรัฐสภา ในวันนี้ เพื่อให้มีมติส่งศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยอำนาจหน้าที่ของรัฐสภา
สำหรับสาระที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย คือ สามารถเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญมาตรา 256 และมีบทบัญญัติการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และถามประชาชนพร้อมกันไป คือ เห็นชอบกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 256 และเพิ่มบทบัญญัติเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และเห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ การดำเนินการเช่นนี้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 แล้ว เพราะเป็นการถามประชาชนก่อนว่า สมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ได้ สามารถทำประชามติเพียงสองครั้งเท่านั้น




