ไม่ผิดคำเปรียบเปรยของปราชญ์โบราณที่กล่าว ‘การมาซึ่งความสำเร็จ หนทางมิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป’ เห็นได้ชัดเจนจากกรณี ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ ที่คว้าชัยในศึกเลือกตั้งใหญ่ กวาดคะแนน 151 แต้มเข้ากระเป๋า เป็นที่ 1 หวังลุ้นบัลลังก์ ‘นายกฯ คนที่ 30’ แต่จะเป็นเวรกรรม หรือโชคชะตาที่ลิขิตไม่ได้ ‘หนุ่มทิม’ และ ‘พลพรรคก้าวไกล’ มีประเด็นให้สอดแทรกหลายกรณี
การปฏิบัติตัวของ ส.ว. (ส่วนน้อย) ช่วงหลังเริ่ม ‘ตระหนัก’ และ ‘รับรู้’ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของพี่น้องประชาชน บางท่าน ‘เปิดอก’ กับสื่อมวลชน ‘โหวตให้แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคอันดับที่ 1’ อย่างไรเสีย เสียงส่วนใหญ่ในสภาสูงยังมั่นคง จะให้เลือกปรปักษ์ ‘เป็นไปไม่ได้’ บางคนถึงขั้นเป็นตัวเต็งในการยื่นตรวจสอบ ‘ว่าที่นายกฯ’ อย่างไร้กังวลคำวิพากษ์วิจารณ์ อย่างการเคลื่อนไหวล่าสุดของ ‘เสรี สุวรรณภานนท์’ และ ‘กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ’ พร้อม ส.ว. จำนวนหนึ่ง ที่เดินหน้ายื่นหลักฐานและพูดคุยปม ‘หุ้นไอทีวี’ กับ กกต. โดยอ้างว่าเพื่อให้เกิดการขจัดความขัดแย้งในสังคมให้หมดไป เกมนี้ต้องดูกันยาวๆ จนถึงสภาฯ เปิด เพราะล่าสุดมีรายงานจากฝากฝั่งพรรคส้ม ว่าสามารถขอแรงสนับสนุนจาก วุฒิสมาชิก ครบ 376 เสียงแล้ว จึงหรือไม่ต้องตามต่อ
ประการที่ 2 คือ ‘ปมถื่อหุ้นสื่อ’ ที่ กกต. สั่งดำเนินการไต่สวนเป็นกรณีเหตุอันควรสงสัย หรือความปรากฏต่อ กกต. ว่า ‘พิธา’ เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากมีลักษณะต้องห้ามแต่ได้สมัครรับเลือกตั้ง อันเข้าข่ายเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรา 42(3) และมาตรา 151 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. เรื่องนี้ซับซ้อนและอยู่ระหว่างการไต่สวน ทำเอาชาวส้มแอบกังวลใจมิน้อย ว่า ‘พ่อทิม’ จะวืดหรือไม่
ประการสุดท้าย คือ ‘การชิงเก้าอี้ประธานสภาฯ’ โดยบัลลังก์หินอ่อนนี้สำคัญต่อพรรคก้าวไกล ทั้งในเชิงการผลักดันกฎหมายหรือแนวทางปฏิบัติแบบ ‘ก้าวหน้า’ เข้าสู่ ‘สภาอันทรงเกียรติ’ อีกทั้ง ยังมีผลต่อการ ‘โหวตเลือกนายกฯ’ ซึ่งถือเป็นงานแรกที่ ‘ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ’ จะต้องดำเนินการ หากโหวตครั้งแรกไม่ได้ ‘นายกฯ พิธา’ การจะกำหนดวาระ ‘โหวตใหม่’ ก็เป็นหน้าที่ของประธานสภาฯ เช่นกัน
สนามชิงชัยรอบนี้ไม่ได้ราบรื่น เพราะมี ‘เพื่อไทย’ ที่พยายามขอ ‘โควตา’ ตามสูตร 14+1 ล่าสุดมีรายงานว่า อาจยอมปล่อยเก้าอี้รัฐมนตรี จาก 14 ที่นั่ง เป็น 13 (เพิ่มให้ก้าวไกลอีก 1 ที่นั่ง) เพื่อแลกมากับตำแหน่งประธานสภาฯ อันศักดิสิทธิ์ แต่พรรคส้มดูไม่สนใจ พร้อมปล่อยชื่อ ‘หมออ๋อง’ ปดิพัทธ์ สันติภาดา ขึ้นสังเวียนสู้ ‘พ่อมดดำ’ สุชาติ ตันเจริญ เป็นการชกข้ามรุ่น เอา ‘ความสดใหม่’ เข้าสู้ ‘ความเก๋า’
ความกังวลอยู่ที่ข้อตกลงที่ยังไม่ชัดเจนระหว่างสองพรรคแกนนำ ซึ่งมีท่าทียืดเยื้อและรุกรามขั้นขอ ‘ฟรีโหวต’ ย่อมเปิดช่องให้เพื่อไทยเข้าวิน เพราะตามรายงานระบุว่าขั้วรัฐบาลเดิม อาจโหวตให้ ‘สุชาติ’ มากกว่า ‘ปดิพัทธ์’ หากชวดขึ้นมาอาจส่งผลเสียงทั้งขึ้นทั้งล่อง ทั้งความฝัน ‘สภาก้าวหน้า’ และ กลไกส่ง ‘พิธา’ เป็นนายกฯ
กรณีแรก ถือเป็นเรื่องใหญ่พอสมควร สำหรับ ‘ม.112’ ที่นอกเหนือจากคนรุ่นใหม่ที่สนับสนุนให้ ‘แก้ไข’ หรือ ‘ยกเลิก’ ยังมีคนหมู่มากที่ยังเห็นควรให้มีกฎหมายปกป้องสถาบัน มิให้เกิดการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เรื่องนี้ละเอียดอ่อนและไม่ใช่แค่กลุ่มอนุรักษนิยม (แบบสุดโต่ง) ที่ออกมาคัดค้านการ ‘แตะต้อง’ ของพรรคส้ม แต่ยังมีบุคคลที่รอบนี้เทใจให้กับพรรคก้าวไกล ยังคงไม่เห็นด้วยกับการกระทำของพรรค ที่สนับสนุน ‘แก้ 112 ในสภาฯ’ ฉายภาพให้ชัดขึ้น ดูจากท่าทีของ ส.ว.ที่ไม่มีทาง ‘ปล่อยจอย’ กับเรื่องนี้ ส่งผลต่อเนื่องทั้งการไม่โหวตเลือกนายกฯ จากพรรคส้ม และการรับรองให้ก้าวไกลได้ทำหน้าที่ในฐานะรัฐบาล
กรณีที่สอง เป็นเรื่องที่กำลังร้อนในสังคมโซเชียลฯ อย่างกรณี ‘น้องหยก’ ที่กำลังถูก ‘ตัดตอน’ ออกจากระบบการศึกษา แน่นอนสิ่งที่คนทั่วไปโฟกัสคือ ‘ลักษณะทางกายภาพ’ ความก้าวร้าว และท่าทีขัดขืนของเด็กวัย 15 ปี ถูกหยิบโยงกับนโยบายและแนวทางการศึกษาก้าวหน้า ไม่ว่าจะเป็นการปลดแอก ‘เครื่องแบบ - ทรงผมนักเรียน’ หรือ ‘ปฏิรูประบบการศึกษา’ ทิ่มแทงใจฝ่ายอนุรักษนิยมเป็นอย่างมาก ประเด็นนี้อาจไม่ใช่แค่คนเก่าแก่ที่อาจไม่เห็นด้วย แต่กับคนหนุ่มสาวบางกลุ่มก็ยังเสียงแตก แสดงทรรศนะวิพากษ์วิจารณ์เด็กสาว และก้าวไกล ‘แข็งกร่าว’ ให้ ‘สุขุมคัมภีรภาพ’ ในการขจัดระบบโบร่ำโบราณมากกว่านี้
กรณีที่สาม เป็นเรื่องหมาดๆ กรณีการเสนอขอ ‘เปลี่ยนวันชาติ’ (จากแต่เดิมคือ วันที่ 5 ธันวาคม ไปเป็นวันที่ 24 มิถุนายน) ที่ไม่ว่าจะฝั่งไหนก็ทวงถาม ‘ความจำเป็น’ ไม่เว้นแม้แต่เพื่อไทยที่อยู่ฝากฝ่ายเดียวกัน ก็ไม่วายถามไถ่เรื่องนี้ ขณะที่รัฐบาลเดิมที่มี ‘วิษณุ เครืองาม’ เป็น ‘เนติบริกร’ แม้จะดูเฉยเมยโยนประเด็นไปให้กับประชาชนและรัฐบาลใหม่ แต่ก็แอบเหน็บติง ว่า ‘ประเทศไทย’ ไม่เข้าเกณฑ์จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนวันชาติ พร้อมหยิบยก 3 กรณีนี้ขึ้นมา เพื่อแสดงให้เห็นว่า เมืองไทยไม่เข้าข่ายจำ คำถามจึงย้อนกลับไปถึงพรรคส้มว่า ‘ทำไมต้องเปลี่ยน’
กรณีสุดท้าย เป็นปัญหาเปราะบางที่ยังไม่สะเด็ดน้ำ อย่างประเด็นการ ‘เอกราชปาตานี’ ที่มีความเคลื่อนไหวผ่านงานเสวนาวิชาการ ในการทำแบบสำรวจความเห็น ‘ประชามติ’ เห็นด้วยหรือไม่ ซึ่งแน่ล่ะหากมองในเชิงกฎหมายไม่มีใครสามารถทำได้ เพราะติดอยูที่มาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเรื่องนี้หลายฝ่ายมองว่าควรจะจบลงไปได้แล้วที่เวที แต่ ‘ก้าวไกล’ ยังไม่วายติดบ่วงกรรม ถูกหลายฝ่ายหยิบไปพูดเปรียบเทียบถึง ‘นโยบายการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น’ ว่าจะเป็นการสนับสนุน ‘การแบ่งแยกดินแดน’ สุมไฟให้ฝากอนุรักษนิยม และฝ่ายความมั่นคงจับตามอง
3 เหตุกังวล ‘พิธา’ ไปไม่ถึงฝัน
หากพูดถึง ‘พิธา’ มีอยู่ 3 กรณีที่ถูกจับตาว่า เป็นขวากหนามสำคัญให้ชาว ‘เครื่องจักรสีส้ม’ ต้องประหวั่น ในการ ‘วืด’ ตำแหน่ง ‘สร.1’ ประการแรกคือ ‘ส.ว.’ (บางส่วน) ที่ปฏิบัติตนเยี่ยง ‘กำแพงเมืองจีน’ กีดขวาง ‘รัฐบาลก้าวไกล’ โดยเฉพาะ การอ้างอำนาจรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ถูกออกแบบมาเพื่อ ‘พวกเรา’ สร้างเงื่อนไขให้ ‘สมาชิกวุฒิสภา’ มี 1 เสียง โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ตามความต้องการการปฏิบัติตัวของ ส.ว. (ส่วนน้อย) ช่วงหลังเริ่ม ‘ตระหนัก’ และ ‘รับรู้’ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของพี่น้องประชาชน บางท่าน ‘เปิดอก’ กับสื่อมวลชน ‘โหวตให้แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคอันดับที่ 1’ อย่างไรเสีย เสียงส่วนใหญ่ในสภาสูงยังมั่นคง จะให้เลือกปรปักษ์ ‘เป็นไปไม่ได้’ บางคนถึงขั้นเป็นตัวเต็งในการยื่นตรวจสอบ ‘ว่าที่นายกฯ’ อย่างไร้กังวลคำวิพากษ์วิจารณ์ อย่างการเคลื่อนไหวล่าสุดของ ‘เสรี สุวรรณภานนท์’ และ ‘กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ’ พร้อม ส.ว. จำนวนหนึ่ง ที่เดินหน้ายื่นหลักฐานและพูดคุยปม ‘หุ้นไอทีวี’ กับ กกต. โดยอ้างว่าเพื่อให้เกิดการขจัดความขัดแย้งในสังคมให้หมดไป เกมนี้ต้องดูกันยาวๆ จนถึงสภาฯ เปิด เพราะล่าสุดมีรายงานจากฝากฝั่งพรรคส้ม ว่าสามารถขอแรงสนับสนุนจาก วุฒิสมาชิก ครบ 376 เสียงแล้ว จึงหรือไม่ต้องตามต่อ
ประการที่ 2 คือ ‘ปมถื่อหุ้นสื่อ’ ที่ กกต. สั่งดำเนินการไต่สวนเป็นกรณีเหตุอันควรสงสัย หรือความปรากฏต่อ กกต. ว่า ‘พิธา’ เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากมีลักษณะต้องห้ามแต่ได้สมัครรับเลือกตั้ง อันเข้าข่ายเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรา 42(3) และมาตรา 151 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. เรื่องนี้ซับซ้อนและอยู่ระหว่างการไต่สวน ทำเอาชาวส้มแอบกังวลใจมิน้อย ว่า ‘พ่อทิม’ จะวืดหรือไม่
ประการสุดท้าย คือ ‘การชิงเก้าอี้ประธานสภาฯ’ โดยบัลลังก์หินอ่อนนี้สำคัญต่อพรรคก้าวไกล ทั้งในเชิงการผลักดันกฎหมายหรือแนวทางปฏิบัติแบบ ‘ก้าวหน้า’ เข้าสู่ ‘สภาอันทรงเกียรติ’ อีกทั้ง ยังมีผลต่อการ ‘โหวตเลือกนายกฯ’ ซึ่งถือเป็นงานแรกที่ ‘ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ’ จะต้องดำเนินการ หากโหวตครั้งแรกไม่ได้ ‘นายกฯ พิธา’ การจะกำหนดวาระ ‘โหวตใหม่’ ก็เป็นหน้าที่ของประธานสภาฯ เช่นกัน
สนามชิงชัยรอบนี้ไม่ได้ราบรื่น เพราะมี ‘เพื่อไทย’ ที่พยายามขอ ‘โควตา’ ตามสูตร 14+1 ล่าสุดมีรายงานว่า อาจยอมปล่อยเก้าอี้รัฐมนตรี จาก 14 ที่นั่ง เป็น 13 (เพิ่มให้ก้าวไกลอีก 1 ที่นั่ง) เพื่อแลกมากับตำแหน่งประธานสภาฯ อันศักดิสิทธิ์ แต่พรรคส้มดูไม่สนใจ พร้อมปล่อยชื่อ ‘หมออ๋อง’ ปดิพัทธ์ สันติภาดา ขึ้นสังเวียนสู้ ‘พ่อมดดำ’ สุชาติ ตันเจริญ เป็นการชกข้ามรุ่น เอา ‘ความสดใหม่’ เข้าสู้ ‘ความเก๋า’
ความกังวลอยู่ที่ข้อตกลงที่ยังไม่ชัดเจนระหว่างสองพรรคแกนนำ ซึ่งมีท่าทียืดเยื้อและรุกรามขั้นขอ ‘ฟรีโหวต’ ย่อมเปิดช่องให้เพื่อไทยเข้าวิน เพราะตามรายงานระบุว่าขั้วรัฐบาลเดิม อาจโหวตให้ ‘สุชาติ’ มากกว่า ‘ปดิพัทธ์’ หากชวดขึ้นมาอาจส่งผลเสียงทั้งขึ้นทั้งล่อง ทั้งความฝัน ‘สภาก้าวหน้า’ และ กลไกส่ง ‘พิธา’ เป็นนายกฯ
4 ข้อพิพาท (ว่าที่รัฐบาล) ‘ก้าวไกล’
นอกจาก 3 ปัจจัยเบื้องต้นที่กล่าวถึงเส้นทางการเป็นนายกรัฐมนตรีของ ‘พิธา’ แล้ว ยังมีอีก 4 กรณีพิพาทที่ ‘ก้าวไกล’ ต้องเผชิญ ซึ่งมาจากความขัดแย้ง ‘สูตรสำเร็จที่ควรเป็น’ ตามแบบฉบับสังคมและกลไกทางวัฒนธรรมของประเทศกรณีแรก ถือเป็นเรื่องใหญ่พอสมควร สำหรับ ‘ม.112’ ที่นอกเหนือจากคนรุ่นใหม่ที่สนับสนุนให้ ‘แก้ไข’ หรือ ‘ยกเลิก’ ยังมีคนหมู่มากที่ยังเห็นควรให้มีกฎหมายปกป้องสถาบัน มิให้เกิดการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เรื่องนี้ละเอียดอ่อนและไม่ใช่แค่กลุ่มอนุรักษนิยม (แบบสุดโต่ง) ที่ออกมาคัดค้านการ ‘แตะต้อง’ ของพรรคส้ม แต่ยังมีบุคคลที่รอบนี้เทใจให้กับพรรคก้าวไกล ยังคงไม่เห็นด้วยกับการกระทำของพรรค ที่สนับสนุน ‘แก้ 112 ในสภาฯ’ ฉายภาพให้ชัดขึ้น ดูจากท่าทีของ ส.ว.ที่ไม่มีทาง ‘ปล่อยจอย’ กับเรื่องนี้ ส่งผลต่อเนื่องทั้งการไม่โหวตเลือกนายกฯ จากพรรคส้ม และการรับรองให้ก้าวไกลได้ทำหน้าที่ในฐานะรัฐบาล
กรณีที่สอง เป็นเรื่องที่กำลังร้อนในสังคมโซเชียลฯ อย่างกรณี ‘น้องหยก’ ที่กำลังถูก ‘ตัดตอน’ ออกจากระบบการศึกษา แน่นอนสิ่งที่คนทั่วไปโฟกัสคือ ‘ลักษณะทางกายภาพ’ ความก้าวร้าว และท่าทีขัดขืนของเด็กวัย 15 ปี ถูกหยิบโยงกับนโยบายและแนวทางการศึกษาก้าวหน้า ไม่ว่าจะเป็นการปลดแอก ‘เครื่องแบบ - ทรงผมนักเรียน’ หรือ ‘ปฏิรูประบบการศึกษา’ ทิ่มแทงใจฝ่ายอนุรักษนิยมเป็นอย่างมาก ประเด็นนี้อาจไม่ใช่แค่คนเก่าแก่ที่อาจไม่เห็นด้วย แต่กับคนหนุ่มสาวบางกลุ่มก็ยังเสียงแตก แสดงทรรศนะวิพากษ์วิจารณ์เด็กสาว และก้าวไกล ‘แข็งกร่าว’ ให้ ‘สุขุมคัมภีรภาพ’ ในการขจัดระบบโบร่ำโบราณมากกว่านี้
กรณีที่สาม เป็นเรื่องหมาดๆ กรณีการเสนอขอ ‘เปลี่ยนวันชาติ’ (จากแต่เดิมคือ วันที่ 5 ธันวาคม ไปเป็นวันที่ 24 มิถุนายน) ที่ไม่ว่าจะฝั่งไหนก็ทวงถาม ‘ความจำเป็น’ ไม่เว้นแม้แต่เพื่อไทยที่อยู่ฝากฝ่ายเดียวกัน ก็ไม่วายถามไถ่เรื่องนี้ ขณะที่รัฐบาลเดิมที่มี ‘วิษณุ เครืองาม’ เป็น ‘เนติบริกร’ แม้จะดูเฉยเมยโยนประเด็นไปให้กับประชาชนและรัฐบาลใหม่ แต่ก็แอบเหน็บติง ว่า ‘ประเทศไทย’ ไม่เข้าเกณฑ์จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนวันชาติ พร้อมหยิบยก 3 กรณีนี้ขึ้นมา เพื่อแสดงให้เห็นว่า เมืองไทยไม่เข้าข่ายจำ คำถามจึงย้อนกลับไปถึงพรรคส้มว่า ‘ทำไมต้องเปลี่ยน’
กรณีสุดท้าย เป็นปัญหาเปราะบางที่ยังไม่สะเด็ดน้ำ อย่างประเด็นการ ‘เอกราชปาตานี’ ที่มีความเคลื่อนไหวผ่านงานเสวนาวิชาการ ในการทำแบบสำรวจความเห็น ‘ประชามติ’ เห็นด้วยหรือไม่ ซึ่งแน่ล่ะหากมองในเชิงกฎหมายไม่มีใครสามารถทำได้ เพราะติดอยูที่มาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเรื่องนี้หลายฝ่ายมองว่าควรจะจบลงไปได้แล้วที่เวที แต่ ‘ก้าวไกล’ ยังไม่วายติดบ่วงกรรม ถูกหลายฝ่ายหยิบไปพูดเปรียบเทียบถึง ‘นโยบายการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น’ ว่าจะเป็นการสนับสนุน ‘การแบ่งแยกดินแดน’ สุมไฟให้ฝากอนุรักษนิยม และฝ่ายความมั่นคงจับตามอง



