การกลับคืนสู่เก้าอี้พ่อเมืองเสาชิงช้าสมัยที่ 2 ของ "ชัชชาติ สิทธิพันธุ์" เกิดขึ้นท่ามกลางชัยชนะอันถล่มทลายด้วยคะแนนเสียงประวัติศาสตร์กว่า 1.53 ล้านเสียง
ทันทีที่เสร็จสิ้นพิธีการในช่วงเช้า ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน ผู้ว่าฯ กทม. ได้เรียกประชุมคณะผู้บริหารชุดใหม่และเก่า ที่ ศาลาว่าการ กทม. 2 ดินแดง เพื่อประกาศมาตรการเชิงรุกสะสาง "4 วาระเร่งด่วน" ทันทีอย่างเด็ดขาด
การขยับตัวอย่างรวดเร็วตั้งแต่วันแรกนี้กลายเป็นประเด็นที่คนกรุงเทพฯ ตั้งคำถามว่า เหตุใดผู้ว่าฯ ชัชชาติจึงเลือกชู 4 ประเด็นนี้ขึ้นมานำร่อง กำหนดผลลัพธ์เห็นความคืบหน้าภายใน 100 วัน แท้จริงแล้วนี่เป็นเพียงแค่ปัญหา "เส้นเลือดฝอย" จริงหรือไม่ ยังไม่นับเป็นเกมการเมืองเพื่อสยบเสียงวิจารณ์ที่ถาโถมเข้ามาช่วงระหว่างหาเสียง
ถอดรหัส 4 วาระร้อน ทำไมต้องสยบศึกสี่ด้านทันที
หากพิจารณาอย่างลึกซึ้ง 4 ประเด็นด่วนที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นประเด็นที่มีนัยสำคัญทั้งในแง่ของความปลอดภัยในชีวิตประจำวันของประชาชน และเสถียรภาพทางการเมืองของผู้บริหาร กทม. ไม่ว่าจะเป็น
เรื่องแรกคือ ธุรกิจข้ามชาติผิดกฎหมายและทุนเทา ย่าน ห้วยขวาง สุขุมวิท และบางรัก ซึ่งเป็นย่านเศรษฐกิจหลักที่กำลังเผชิญหน้ากับความซับซ้อนของขบวนการนอมินีและการแย่งอาชีพคนไทย เช่น แรงงานต่างด้าวที่ลักลอบค้าขายหาบเร่แผงลอย
รวมถึง การดัดแปลงอาคารเพื่อทำธุรกิจสีเทาหรือสถานบันเทิงผิดกฎหมาย ซึ่งสร้างมลภาวะทางเสียงและทำลายความสงบเรียบร้อยของเมือง
เรื่องที่สองคือ การบริหารจัดการอาคารเก่า ซึ่งกลายเป็นวิกฤตความปลอดภัยหลังจากเกิดอุบัติเหตุแผ่นปูนกันสาดถล่มทับประชาชนเสียชีวิตบริเวณใกล้ วัดไตรมิตรฯ ในช่วงก่อนเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.
เหตุการณ์ดังกล่าวปลุกกระแสความหวาดกลัวเรื่องโครงสร้างพื้นฐานของตึกแถวเก่าที่มีอายุการใช้งานหลายสิบปีในย่านเมืองเก่าให้กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง
เรื่องที่สามคือ ปัญหากลิ่นเหม็นของโรงขยะอ่อนนุช ซึ่งเป็นแผลเรื้อรังที่ชุมชนรอบข้างร้องเรียนมานานหลายปี
แม้ในอดีตจะมีความพยายามติดตั้งระบบตรวจวัดกลิ่น แต่ด้วยข้อจำกัดทางสัญญาสัมปทานเดิมที่ไม่มีการระบุโทษปรับเรื่องกลิ่นเหม็นอย่างชัดเจน ทำให้ กทม. ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายกับเอกชนได้อย่างเต็มที่
การประกาศทิศทางที่ชัดเจนในเรื่องนี้จึงเป็นทางออกเดียวที่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน
เรื่องสุดท้ายที่เป็นเสมือนด่านหินที่สุดคือ การต่อต้านการทุจริต โดยเฉพาะ คดีจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายและลู่วิ่งไฟฟ้าที่มีราคาแพงเกินจริง ซึ่งกลายมาเป็นรอยด่างพร้อยของนโยบายปราบโกงในสมัยแรก ยังไม่นับเรื่อง ระบอบอากง ล้วนเป็นวาระร้อนทั้งสิ้น
'เส้นเลือดฝอย' กลายพันธุ์ 'ปัญหาจิ๋ว' ซ่อนแผลระดับโครงสร้าง
คำถามสำคัญ คือ ปัญหาทั้ง 4 เรื่องนี้ยังถือเป็นแค่ปัญหา "เส้นเลือดฝอย" หรือไม่? เพราะเอาเข้าจริงปัญหาเหล่านี้เริ่มต้นขึ้นจากจุดเล็กๆ ใกล้ตัวประชาชน เช่น กลิ่นขยะรบกวนบ้านเรือน หรือปูนร่วงจากตึกแถวเก่า
แต่เมื่อขุดลึกลงไปกลับพบว่า ปัญหาเหล่านี้ถูกขับเคลื่อนด้วยความขัดข้องของ "เส้นเลือดใหญ่" หรือ โครงสร้างเชิงระบบ เกือบทั้งสิ้น
เห็นได้จากการจัดการตึกแถวเก่าไม่สามารถทำได้เพราะติด ข้อบัญญัติและกฎหมายอาคาร กทม. ที่ล้าสมัย ทำให้ผู้เช่าหรือเจ้าของไม่สามารถปรับปรุงอาคารได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ขณะที่ปัญหา โรงขยะอ่อนนุช สะท้อนถึง การผูกมัดทางสัญญาสัมปทานระยะยาว กับ เอกชน ที่ กทม. ในอดีตเป็นผู้ลงนาม ซึ่งไม่มีการระบุมาตรฐานควบคุมกลิ่นและบทลงโทษที่ชัดเจน
ส่วน ทุนเทาข้ามชาติ และ การทุจริตภายในหน่วยงานเขต ก็โยงใยไปถึงระบบตั๋วและการซื้อขายตำแหน่งในระบบราชการ รวมถึงความอ่อนแอของระบบตรวจสอบภายใน กทม.
ดังนั้น การที่ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ เร่งสะสางเรื่องเหล่านี้ จึงเป็นการใช้ ปัญหาเส้นเลือดฝอย เป็นตัวนำทางเพื่อเข้าไป ผ่าตัดเชิงโครงสร้างของเส้นเลือดใหญ่ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดที่ว่าเมืองจะมีสุขภาพที่ดีได้ ทั้งระบบเส้นเลือดใหญ่และเส้นเลือดฝอย จะต้องแข็งแรงไปพร้อมกัน
เกมตัดหน้าวิจารณ์ รุกคืบ 'ปิดแผลการเมือง'
ปฏิเสธไม่ได้ว่า จังหวะก้าวของ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ตั้งแต่วันแรกของการรับตำแหน่งสมัยที่ 2 ได้รับอิทธิพลโดยตรงจากแรงกดดันทางการเมือง ถึงแม้จะปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้องกับการถูกวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายการเมืองก็ตาม
แต่หากดูในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้ง ฝ่ายตรงข้ามและพรรคคู่แข่ง โดยเฉพาะพรรคประชาชน ซึ่งมีฐานเสียงที่เข้มแข็งมากในเขตกรุงเทพฯ ได้ใช้ ประเด็นเรื่องความโปร่งใสและปัญหาสิ่งแวดล้อม เป็นอาวุธหลักในการโจมตีการทำงานตลอด 4 ปีที่ผ่านมาของทีมชัชชาติ
การเปิดโปง คดีลู่วิ่งราคาแพง โดย สส.พรรคประชาชน และกระแสโจมตีจากพรรคเศรษฐกิจ เรื่อง "ระบอบอากง" หรือ การเรียกรับส่วยโยธาและการซื้อขายตำแหน่งผู้อำนวยการเขต ถือเป็นแผลฉกรรจ์ที่บั่นทอนความน่าเชื่อถือของผู้ว่าฯ ชัชชาติ อย่างรุนแรง
นอกจากนี้ ผลการเลือกตั้ง สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ที่ พรรคประชาชน กวาดไปได้ถึง 22 ที่นั่ง ยิ่งเป็นสัญญาณเตือน ว่า ฝ่ายบริหาร กทม. จะต้องเผชิญหน้ากับการตรวจสอบที่เข้มข้นที่สุดในสภา กทม. ยุคใหม่
การที่ชัชชาติเลือกที่จะหยิบเอาประเด็นที่ตนเองถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วง มาตั้งเป็น "วาระเร่งด่วน" ในวันแรกของการรับตำแหน่ง หากทีม ผู้ว่าฯ ชัชชาติ มองว่า เป็นเรื่องที่ทำอยู่แล้ว จึงนำมาทำต่อก็อาจถูกมองว่าไม่มีอะไรในกอไผ่
หากมองอีกมุมหนึ่ง ก็เป็น ยุทธศาสตร์การสื่อสารทางการเมือง เปลี่ยนจาก ฝ่ายตั้งรับ ให้เป็น ฝ่ายรุก ด้วยการกำหนดตัวชี้วัด (KPI) และ เส้นตายที่จับต้องได้
เพื่อแสดงให้คนกรุงเทพฯ เห็นว่า ฝ่ายบริหารพร้อมรับฟังทุกคำติชมและนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขอย่างรวดเร็วที่สุด ซึ่งเป็นการสยบกระแสโจมตีทางการเมืองและตัดหน้าการตรวจสอบของฝ่ายค้านไปในตัว
อาจพูดได้ว่าปฏิบัติการ "ดับเครื่องชน" ในวันแรกของ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ถือเป็นการปรับตัวครั้งสำคัญของผู้นำเมืองหลวง 4 วาระเร่งด่วนนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวันของคนเมืองเท่านั้น
แต่เป็นสมรภูมิชี้ชะตาทางการเมืองของทีมผู้บริหาร กทม. ในการลบล้างข้อครหาเรื่องความไม่โปร่งใสและประสิทธิภาพการทำงาน
การขีดเส้นตายปฏิบัติการอย่างเฉียบขาด คือ การเอาความน่าเชื่อถือของตนเองมาเป็นเดิมพัน แม้ว่าจุดเริ่มต้นของมาตรการเชิงรุกนี้จะมาจาก "แรงบีบ-เสียงวิจารณ์" ของ "ฝ่ายการเมือง-สังคม" ก็ตาม
อ้างอิง
siamrath / matichon / today / today / thaipbs / thairath / matichon / matichon / themomentum / thairath / mgronline / thaipbs / thairath / thestandard / thaipublica / thaipbs / spacebar / thaipbs / thaipbs / thaipbs / thestandard / thairath / matichon /




