‘ชัยธวัช’ ป้อง ‘เบญจา’ ไม่มีส่วนได้เสียบ่อขยะ

7 พ.ย. 2566 - 12:56

  • ‘ชัยธวัช’ ป้อง ‘เบญจา’ ไม่ได้มีส่วนได้เสียบ่อขยะ เย้ย ‘แจ้ วุฒิพงศ์’ เปิดหลักฐานมามีแค่ข้อกล่าวหา

  • ย้ำต้องแยกแยะ บอกต่อให้มีจริงก็ไม่ได้ลบล้างข้อหาคุกคามทางเพศได้ ยันไม่เปิดชื่อ 22 สส. อุ้ม ‘ปูอัด’ รอบก่อน หวั่นเป็นประเด็นโจมตีกันภายใน ยืดอกผมสั่งปรามเอง

  • อึกอักหลังถูกถาม ไม่มีคนนอกมาร่วมสอบด้วย น้อมรับไปปรับปรุงให้ดีขึ้น ลั่น ถ้ามีคนนอกจริงอาจจะผิดยิ่งกว่าเดิมได้

Chaitawat_protect_Benja_case_garbage_pit_SPACEBAR_Hero_5bc8a33d11.jpg

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลัง ชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล แถลงข่าวขับ ไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ สส.กทม. ออกจากพรรค ได้เปิดโอกาสสื่อมวลชนถามตอบประเด็นคดี สส.คุกคามทางเพศ ทั้ง 2 กรณีที่เป็นข่าว 

โดยผู้สื่อข่าวถามว่า มีการตั้งข้อสงสัยว่า ถึงแม้เบญจา แสงจันทร์ กรรมการบริหารพรรค ไม่ได้มีโหวต แต่อาจจะล็อบบี้ให้โหวตขับวุฒิพงศ์ ทองเหลา สส.ปราจีนบุรี อดีตพรรคก้าวไกล ออกจากพรรค ชัยธวัช กล่าวว่า เบญจาไม่ได้มีส่วนในเรื่องดังกล่าวอยู่แล้ว การแต่งตั้งผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ารับผลประโยชน์ในฐานะผู้ช่วย สส.ของเบญจานั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ส่วนบุคคล โดยเบญจาตั้งผู้ช่วย สส. คนดังกล่าวขึ้น เพราะพรรคเสนอชื่อ เนื่องจากเห็นว่า เป็นคณะทำงานในจังหวัดปราจีนบุรี แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการสอบสวน เบญจาได้นำรายชื่อออกจากการเป็นผู้ช่วย สส.แล้ว เพื่อไม่ให้เกิดการอคติในการตรวจสอบ เกี่ยวกับการรับผลประโยชน์ทับซ้อนใดๆ ในการพิจารณาสอบสวนเรื่องนี้

ส่วนจะมีการแจ้งความดำเนินคดีกลับวุฒิพงศ์หรือไม่นั้น ชัยธวัช กล่าวว่า ในส่วนที่พรรคต้องทำคือการสอบสวนว่า มีการรับผลประโยชน์จริงหรือไม่ หากมีข้อเท็จจริงที่เชื่อมโยงกับเบญจา แน่นอนว่าต้องมีการตรวจสอบ

"ต้องเรียนอย่างนี้นะครับ ข้อเท็จจริงที่ สส.ปราจีนบุรี นำมากล่าวหา ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับคุณเบญจาเลย เป็นเพียงการกล่าวหาว่าบุคคลที่เป็นทีมงานของพรรคในจังหวัดปราจีนบุรี มีพฤติการณ์ที่เชื่อได้ว่ารับผลประโยชน์จากบ่อขยะ ซึ่งในข้อเท็จจริงทั้งหมด ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับคุณเบญจาเลย เพียงแต่มีการกล่าวหาว่าเพราะบุคคลท่านนี้เป็นผู้ช่วย สส.ของคุณเบญจา ก็เลยเป็นเหตุที่มีแรงจูงใจในการขับเขาออกจากพรรค" ชัยธวัช กล่าว

ชัยธวัช กล่าวว่า ทั้ง 2 กรณี จะต้องพิจารณาแยกกัน เรื่องคุกคามทางเพศก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องทุจริตบ่อขยะก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง หากบุคคลที่ถูกกล่าวหารับผลประโยชน์จากบ่อขยะจริง ก็ไม่สามารถลบข้อครหาเรื่องคุกคามทางเพศหายไป

เมื่อถามว่า กรรมาธิการการ (กมธ.) อุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร จะรับลูกเชิญวุฒิพงศ์ เข้าไปให้ข้อมูล ชัยธวัช ตอบทันทีว่า ก็ดีเลย ก็อยากให้จริงจัง เพราะเครือข่ายผลประโยชน์ในการหากินกับบ่อขยะ รวมถึงขยะในอุตสาหกรรม มลพิษต่างๆ ในพื้นที่ภาคตะวันออก เกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลและนักการเมืองบ้านใหญ่เต็มไปหมด ส่วนตัวยินดีด้วยซ้ำ หากทาง กมธ.มาช่วยสอบสวน แล้วคนของพรรคก้าวไกลผิดจริง ก็ยิ่งขอบคุณ และอย่าหยุดแค่นั้น ต้องสอบไปดูว่านักการเมืองบ้านใหญ่ มีใครที่เกี่ยวข้องกับบริษัทพวกนี้ และเป็นเหตุผลสำคัญที่ประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ชาวปราจีนบุรีเขต 2 เลือกคนของพรรคก้าวไกล

"ผมต้องยอมรับว่า คุณแจ้ เป็น สส.คนหนึ่ง ที่ทำงานเรื่องมลพิษอย่างแข็งขัน แต่เราต้องแยกออกจากกัน แม้คุณแจ้จะต่อสู้อย่างเต็มที่เรื่องสิ่งแวดล้อมให้กับชาวบ้าน มันไม่ได้ไปลบล้างอีกเรื่องหนึ่ง แม้กระทำผิดจะต้องไม่ได้รับโทษ ผมมองว่าต้องแยกออกจากกัน" ชัยธวัช กล่าว

เมื่อถามว่าวุฒิพงศ์ กล่าวหาว่าพรรคก้าวไกลใช้วิธีพวกลากมากไป จะเกิดเหตุการณ์พวกลากมากไปหรือไม่ ชัยธวัช ย้ำว่า ไม่มีอย่างแน่นอน กรณีของวุฒิพงศ์ สส. และกรรมการบริหารพรรค พิจารณาจากข้อเท็จจริงที่เป็นข้อยุติ ซึ่งในการประชุมก่อนหน้านี้ แม้ว่า สส.ในพรรค เห็นว่าทั้ง 2 กรณีมีพฤติกรรมคุกคามทางเพศ และผิดวินัยขั้นร้ายแรงของพรรคจริง เพียงแต่มีการพิจารณาว่าทั้ง 2 เรื่องมีข้อเท็จจริงต่างกันว่า กรณีที่ 1 ชัดเจนว่าเขาใช้สถานะว่าที่ สส. รวมถึง สส. ในเวลาต่อมา การกระทำผิด จึงเป็นเหตุให้ สส. เห็นว่า ควรจะลงโทษตามสัดส่วนของการกระทำผิด เลยทำให้จำนวน สส.ที่เห็นว่าควรจะขับไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ สส.กทม. น้อยกว่ากรณีของวุฒิพงศ์ 

ส่วน สส.ที่โหวตอุ้มไชยามพวาน 22 คนนั้น วันนี้ก็มาเข้าร่วมประชุม แต่ประเด็นการพิจารณาในวันนี้ ผิดร้ายแรงจากกรณีที่ขัดต่อกรรมการบริหารพรรคหรือไม่ ขัดต่ออุดมการณ์และทำให้พรรคเสื่อมเสียชื่อเสียงอย่างร้ายแรงหรือไม่ ซึ่งเป็นการพิจารณาข้อความผิดคนละกรณีกัน ไม่สามารถพิจารณาซ้ำได้ เพราะเราพิจารณาเรื่องนี้ไปแล้ว ดังนั้นทุกคนเห็นว่า การแถลงของไชยามพวาน ไม่ได้เป็นไปตามมติของกรรมการบริหารพรรค ส่วนช้าไปหรือไม่ มองว่า ไม่ได้ช้าไป บางเรื่องก็ต้องทำตามกระบวนการของข้อบังคับพรรค 

เมื่อถามว่ามีการเรียกร้องให้เปิด 22 รายชื่อผู้ที่อุ้มไชยามพวานนั้น ชัยธวัช ยืนยันว่า เปิดไม่ได้ ส่วนตัวในฐานะหัวหน้าพรรค ได้เรียกร้องให้มีการลงมติและเปิดอภิปรายถกเถียงอย่างเต็มที่ เพื่อให้ทุกคนไม่ต้องกังวล ส่วนตัวเป็นคนกำชับเองว่า เมื่อลงมติไปแล้ว สามารถมีความคิดเห็นแตกต่างกันได้ แต่ไม่ลงมติไปแล้ว ต้องไม่โจมตีเพื่อนที่ลงมติแตกต่างจากตนเอง ไม่เช่นนั้นต่อไปในพรรค เวลาที่เปิดให้ทุกคนแสดงความเห็นอย่างเต็มที่ แม้จะเห็นไม่ตรงกัน ก็จะไม่สามารถทำได้

"ผมในฐานะหัวหน้าพรรค ขอให้ทุกคนไม่เอารายชื่อว่าใครโหวตอะไร มากล่าวหาโจมตีกัน ดังนั้นผมเองก็เปิดเผยไม่ได้ ก็เป็นคนบอกให้ สส. ไม่ให้ออกมาเปิดเผยเอง เหตุผลก็มีแค่นั้น เราไม่ได้ปกปิดว่าใครมีความเห็นว่าอย่างไร แต่เป็นเรื่องกระบวนการภายในของพรรค และผมยืนยันว่า การที่มีความเห็น การโหวตแตกต่างกันนั้น เป็นข้อเท็จจริงที่มีความชัดเจนไม่เท่ากันของทั้ง 2 กรณี" ชัยธวัช กล่าว

เมื่อถามว่า มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเกี่ยวข้องกับมุ้งภายในพรรค ทำให้คะแนนไม่เท่ากันนั้น ชัยธวัช ยืนยันว่า ไม่ใช่ข้อเท็จจริง ส่วนกรณีที่ศรีสุวรรณ จรรยา ตัวแทนองค์กรรักชาติรักแผ่นดิน ไปร้องเรียนนั้น คิดว่า ทั้ง 2 คนที่ถูกกล่าวหา กระบวนการของพรรคจบไปแล้ว ย้ำว่าหากผู้เสียหายจะถูกฟ้องกลับโดย สส.ของเรา ทางพรรคจะเข้าไปช่วยเหลือด้านข้อกฎหมายกับผู้เสียหาย

เมื่อถามว่าจะมีการพาผู้เสียหายไปแจ้งความดำเนินคดีอาญาหรือไม่ ชัยธวัช กล่าวว่า ไม่ใช่ผู้เสียหายทุกคนจะพร้อมตลอดเวลาในการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม บางคนต้องการเวลากว่าที่จะพร้อม เขาต้องไปเล่าเรื่องซ้ำ ถูกกระทำชำเราซ้ำ แต่เมื่อไหร่ที่ผู้เสียหายพร้อม ซึ่งตอนนี้มีอย่างน้อย 1 รายที่มีความประสงค์จะแจ้งความดำเนินคดีตามกฏหมาย พรรคก็เตรียมนัดผู้เชี่ยวชาญคดีการคุกคามทางเพศ เพื่อให้การช่วยเหลือ

เมื่อถามว่าจะลดข้อครหาอย่างไร ว่าการขับไชยามพวาน เป็นการกลบกระแสผู้ที่อุ้มมติรอบก่อน ชัยธวัช กล่าวว่า หากพิจารณาจากข้อเท็จจริง ด้วยเหตุและผล ก็เป็นไปตามกระบวนการเช่นนั้น เมื่อเราเห็นว่าไชยามพวานไม่ได้ทำตามคำสั่งมติกรรมการบริหารพรรค ก็ถือว่ามีความผิดร้ายแรง สส.ในพรรค ก็พิจารณาจากข้อเท็จจริง อันเป็นกระบวนการที่พรรคทำได้ ดังนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกลบกระแส เป็นเรื่องที่ตรงไปตรงมา ในเมื่อพรรคกำหนดเงื่อนไขในการลงโทษไปแล้ว แต่สมาชิกพรรคไม่ปฏิบัติตาม ก็นำมาพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง

ส่วนที่มีการขู่จากเพจต่างๆ ว่าจะแฉพรรคก้าวไกลเรื่อยๆ ชัยธวัช กล่าวว่า ไม่เป็นไร ยืนยันว่าการที่สังคมมาช่วยตรวจสอบพรรคเรา ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะหลายเรื่องที่ทุกองค์กร การที่มีสังคมมาช่วยตรวจสอบ ทำให้องค์กรโปร่งใสขึ้น เมื่อไหร่ที่สังคมเลิกตรวจสอบพรรคก้าวไกล แสดงว่าสังคมไม่ได้คาดหวังอะไรอีกแล้วกับพรรคก้าวไกล

เมื่อถามว่าทางพรรคจะกู้ภาพลักษณ์อย่างไร ชัยธวัช กล่าวว่า เมื่อบุคคลในองค์กรมีปัญหาสิ่งที่ต้องยืนยันว่าต้องดำเนินการตรวจสอบและลงโทษ อย่างตรงไปตรงมา ไม่ปกปิด หากผิดร้ายแรงก็ดำเนินการขั้นเด็ดขาด เป็นสิ่งที่พรรคก้าวไกลต้องทำให้สังคมเห็น ไม่ใช่ว่าไปช่วยกันปกปิด เพราะกลัวองค์กรเสียชื่อเสียง ไม่ใช่วัฒนธรรมของพรรคก้าวไกล แน่นอนว่า กระบวนการตรวจสอบก็ต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งกำลังพูดคุยกันอยู่ หลายครั้งเข้าใจในเชิงหลักการ แต่รายละเอียดรูปธรรม คนในสังคมเห็นไม่ตรงกัน เป็นวัฒนธรรมที่เข้าใจไม่ตรงกัน ซึ่งต้องทำให้ชัดเจนขึ้นภายในพรรค นอกจากนี้จะต้องมีมาตรการป้องกันที่ชัดเจนกว่านี้ รวมถึงมีการตรวจสอบเรื่องพวกนี้ เมื่อมีการร้องเรียน เรื่องคุกคามทางเพศ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เมื่อถามว่า การตรวจสอบทั้ง 2 กรณี ถูกวิจารณ์ว่าไม่มีผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกเข้ามาร่วมตรวจสอบด้วย ชัยธวัช กล่าวด้วยท่าทีอึกอักว่า ขณะนี้มีการปรับปรุงให้ดีขึ้น โดยเพิ่มสัดส่วนของคณะกรรมการวินัย รวมถึงคณะกรรมการที่มาสอบข้อเท็จจริงชุดเล็ก คือการเพิ่ม สส.หญิงที่มีความรู้เรื่องกฎหมายเข้ามา เพื่อให้ผู้เสียหายเกิดความสบายใจมากขึ้น แน่นอนว่าหลังจากนี้ต้องทำให้ สส. อาจจะมีความอคติ ช่วยเหลือพวกกันเองได้ ต้องลดสัดส่วน สส.เข้ามาเกี่ยวข้อง 

"กรณีคุณแจ้ หากมีผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกเข้ามาจริงๆ อาจจะผิดมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ" ชัยธวัช กล่าว

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์