‘ชัยธวัช’ เผยมีกระแสกดดัน-แบล็คเมล์ ส.ว.

11 ก.ค. 2566 - 15:08

  • ‘ชัยธวัช’ เผยมีกระแส ‘กดดัน-แบล็คเมล์- ให้ผลประโยชน์’ ส.ว.ที่จะโหวตให้ ‘พิธา’ เป็นนายกฯ

  • สงสัยกกต. ลุกลี้ลุกลนพิจารณาคดีพิธา มีธงการเมืองหรือไม่

Chaitawat_said_about_informed_sources_force_and_blackmail_senator_SPACEBAR_Hero_0c729bcad4.jpeg
ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวภายหลังร่วมหารือกับวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาฯ และตัวแทนพรรคการเมือง รวมทั้งวิปวุฒิสภาว่า ได้ตกลงกันในเรื่องของระยะเวลาจะเริ่มประชุมในเวลา 09.30 น. และหลังจากเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีแล้ว จะเปิดให้สมาชิกรัฐสภาได้อภิปรายซักถามอย่างเต็มที่ ก่อนที่จะมีการลงมติในช่วงเย็นประมาณ 17.00 น ซึ่งเมื่อมีการอภิปรายซักถามจากสมาชิกแล้ว ประธานก็จะเปิดให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่ได้รับการเสนอชื่อได้ตอบคำถาม ซึ่งเสมือนการแสดงวิสัยทัศน์ไปในตัว 
 
สำหรับจำนวนเสียงส.ว.ในการสนับสนุนพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคก้าวไกลนั้น ชัยธวัช ยอมรับว่า ขณะนี้มีกระแสกดดันในส.ว.ค่อนข้างมาก ดังนั้นตอนนี้ ส.วส่วนใหญ่จึงมีท่าทีไม่แสดงออกชัดเจน ต้องรอในวันที่ 13 ก.ค.ซึ่งเป็นวันลงมติเลย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีสัญญาณบวกอย่างแน่นอน แต่ต้องยอมรับว่า ในช่วงหลายวันนี้มีกระแสข่าวว่า มีการกดดัน ส.ว.ที่อาจถูกคาดหมายว่าจะโหวตให้พิธาอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการส่งข้อความ หรือส่งคนไปพูดคุยกดดัน และบางกระแสข่าวมีถึงขั้นแบล็คเมล์ด้วยซ้ำ หรือมีการเสนอผลประโยชน์ให้ต่างๆนานา ซึ่งก็หวังว่าจะไม่เกิดเหตุเช่นนั้นจริงๆ 
 
เมื่อถามย้ำว่ามีหลักฐานหรือไม่ ชัยธวัชกล่าวว่า ไม่มีหลักฐาน เป็นกระแสข่าวและหวังว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นจริงๆ 
 
ส่วนกรณีที่ส.ว.เตือนพรรคการเมืองที่โหวตให้คนที่ขัดรัฐธรรมนูญ อาจถูกยุบพรรคนั้น ชัยธวัช กล่าวว่า ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน ซึ่งจากที่ติดตามข่าว นพ.อำพล จินดาวัฒนะ ส.ว.ก็บอกว่าไม่เกี่ยวกัน แม้ว่าจะมีข้อกล่าวหาอะไรในตัวนายพิธาก็แล้วแต่ เมื่อเข้าสู่กระบวนการไม่ว่าจะเป็นศาลหรือองค์กรอิสระ เมื่อยังไม่มีข้อยุติถึงที่สุดก็ต้องถือว่าพิธาไม่ได้มีอะไรผิด และเป็นการแยกการทำหน้าที่อยู่แล้วระหว่างการตรวจสอบเรื่องคุณสมบัติ ของผู้สมัครตามกฎหมายกับการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีของสมาชิกรัฐสภาถือเป็นคนละส่วนกัน 
 
เมื่อถามย้ำว่าจะมีผลในการโหวตให้พิธาหรือไม่ ชัยธวัช กล่าวว่า คงไม่เป็นเช่นนั้นเพราะสมาชิกรัฐสภาแยกออก แต่ขณะนี้สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือกรณีที่มีความพยายามจะชูเรื่อง ความจงรักภักดีมาเป็นเกณฑ์ในการโหวตหรือไม่โหวตแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเราคิดว่า เป็นเรื่องไม่เหมาะสมที่จะทำเช่นนั้นเพราะถือว่าเป็นการหมิ่นเหม่ ที่จะนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาปะทะกับผลการเลือกตั้ง ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย 
 
ส่วนกรณีที่มีส.ว.บางคนเสนอให้ลดเพดานเรื่องมาตรา 112 ก่อนโหวตนายกรัฐมนตรี นั้น ชัยธวัชกล่าวว่า เมื่อวานตนได้ทราบข่าวว่ามีการส่งข้อความกันในหมู่ส.ว.ต่อให้พิธาและพรรคก้าวไกลบอกว่า จะอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ขออย่าหลงเชื่อ ซึ่งเข้าใจว่าคนที่มีเจตนาแน่วแน่ว่าอย่างไรก็ไม่ต้องการเห็นพรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาล จะมีเหตุผล 108 
 
เมื่อถามย้ำว่า มีแผนสำรองหากโหวตรอบแรกไม่ผ่านหรือไม่ ชัยธวัชกล่าวว่า 
ยังไม่ได้พูดคุยกัน ในห้องประชุมก็ยังไม่ได้หารือกันเรื่องนี้ เพราะยังไม่ใช่วาระและยังไม่ถึงเวลาที่จะพูดคุยกันเรื่องนี้ และยังไม่มีการคุยกันว่าจะมีการโหวตกี่ครั้ง ส่วนจะแยกโหวต ส.ส.ก่อนหรือไม่นั้น ก็มีการพูดคุยกัน แต่ในที่ประชุมเห็นว่าคงยังไม่เหมาะสมที่จะต้องยกเว้นข้อบังคับการประชุม แต่จริงๆส.ว.ก็ทราบอยู่แล้วว่าเสียงของส.ส.ส่วนใหญ่ ชัดเจน โดยทั้ง 8 พรรคยังยืนยันที่จะเสนอนายพี่ทาเป็นนายกรัฐมนตรี ดังนั้นก็ทราบอยู่แล้วว่าเสียงส่วนใหญ่ของสภาล่างเป็นอย่างไร 
 
เมื่อถามว่าพรรคก้าวไกลมีการประเมินหรือมีแผน 2 หรือไม่ว่าหากโหวตรอบแรกไม่ผ่านจะทำอย่างไร ชัยธวัชกล่าวว่า ขณะนี้ยังโฟกัสว่าจะทำให้วันที่ 13 ดีที่สุดก่อน 
 
ชัยธวัช ยังกล่าวถึง ผลการประชุมของกกต. ที่พิจารณาเรื่องการถือหุ้นของพิธาว่า พิธาได้ทำหนังสือว่าอยากให้กกต.ได้แจ้งข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายที่มีการกล่าวหาพิธาว่ากระทำผิดกฎหมายอย่างไร เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้พิธาได้ชี้แจง ซึ่งเป็นกระบวนการที่ควรจะเป็น แต่ตอนนี้เกิดคำถามว่า เหตุใดลุกลี้ลุกลน มีกระแสข่าวว่าจะรวบรัดให้กกต.มีธงหรือไม่ที่จะรีบส่งเรื่องนี้ไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุติปฏิบัติหน้าที่ส.ส. ของพิธาให้ได้ ก่อนที่จะมีการโหวตนายกรัฐมนตรี อันนี้เป็นความกังวล และคิดว่ากกต.ก็ต้องอธิบายให้ได้ว่าเหตุใดไม่มีกระบวนการนี้ จะอ้างว่าไม่จำเป็น จะเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยหรือไต่สวนเลย คำถามก็คือกระบวนการของกกต.ที่ปกติควรต้องมีการตั้งคณะกรรมการไต่สวน สืบสวนและวินิจฉัยซึ่งก็มีระเบียบรองรับอยู่ จะมีแบบนี้ไปทำไม ถ้าจะส่งทุกเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเลย ซึ่งตรงนี้อธิบายไม่ได้ ทั้งๆที่เรื่องนี้มีข้อเท็จจริงและมีข้อถกเถียงกันเยอะว่า ตกลงไอทีวีเป็นสื่อหรือไม่ เรื่องนี้คงฟังไม่ได้ว่ากกต. ไม่มีหน้าที่วินิจฉัย ทำแค่รวบรวมข้อมูลในเบื้องต้นและส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีสถานะแล้วให้ศาลเรียกผู้ถูกร้องหรือผู้เกี่ยวข้อง มาในชั้นศาลรัฐธรรมนูญที่เดียวนั้น ตนคิดว่าผิดสังเกต และหวังว่าจะไม่มีทางการเมืองอย่างที่เป็นข่าวมาก่อนหน้านี้ 
 
ส่วนการประชุม ของกกต. จะกระทบกับการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 13 หรือไม่นั้น ชัยธวัชกล่าวว่า ไม่ เพราะสถานะการเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพิธายังคงอยู่

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์