ชัยธวัช ตุลาธน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวอภิปรายบางช่วงบางตอน ในการประชุมร่วมรัฐสภา วาระโหวตนายกรัฐมนตรี ว่า ตนคงไม่ต้องอภิปรายถึงเรื่องคุณสมบัติของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกฯ เพราะถือว่าคนทั้งประเทศ รวมถึงสมาชิกรัฐสภา ต่างได้ใช้วิจารณญาณของตนเอง และลงมติหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงเท่าเทียมกัน ผ่านการเลือกตั้งไปแล้ว และเมื่อผลปรากฏว่าพรรคก้าวไกล ได้เสนอชื่อ พิธา เป็นแคนดิเดตนายกฯ และสามารถรวบรวมเสียงข้างมาก 312 เสียง จาก 8 พรรคการเมือง ดังนั้น พิธา ควรได้เป็นนายกฯ ตามครรลองปกติของระบอบประชาธิปไตย
“เรื่องควรจะเรียบง่ายตรงไปตรงมา แต่บรรยากาศที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองตลอดระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่าน มาจนถึงวันนี้ ทำให้เกิดคำถามต่อประชาชนว่า หากนายกรัฐมนตรีคนใหม่ไม่เป็นไปตามผลเลือกตั้ง เราจะมีการเลือกตั้งไปทำไม ตกลงอำนาจอธิปไตยของประเทศนี้ เป็นของคนไทยตามที่บัญญัติไว้ หรือเป็นของใครกันแน่” ชัยธวัช ระบุ
ชัยธวัช อ้างด้วยว่า ตลอดเกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยผ่านการเลือกตั้งมาหลายครั้งไปจนถึงรัฐประหาร มีความพยายามเขียนรัฐธรรมนูญฉบับถาวรหลังรัฐประหาร มีการจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร ผ่านการยุบพรรคการเมือง รวมไปถึงมีการชุมนุมทางการเมือง จนมีผู้ถูกดำเนินคดี บาดเจ็บ และเสียชีวิตจำนวนมากจากความขัดแย้ง ที่ไม่ทราบว่าจะยุติเมื่อไหร่ จนบัดนี้ สังคมไทยไม่สามารถหาคำตอบที่พวกเรายอมรับร่วมกันได้ ตราบใดที่ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ สังคมไทยก็จะหยุดนิ่ง จมดิ่งอยู่กับวังวนเดิม ตนในฐานะสมาชิกรัฐสภา เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาและการลงมติในวันนี้ จะเป็นโอกาสสำคัญที่จะหาคำตอบครั้งใหม่ให้แก่สังคม
“สมาชิกหลายคนอาจจะไม่เห็นด้วยกับพรรคก้าวไกลในบางเรื่อง หลายคนอาจกังวลใจในความเป็นเปลี่ยนแปลง ที่ไม่คุ้นเคย หรือไม่รู้จัก และมีความกังวลว่าพวกเราจะพยายามเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ เราพยายามทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่เป็นสถาบันหลักของชาติ โดยเจตนาที่เราเสนอให้มีการแก้ไขมาตรา 112 เป็นแนวคิดที่อยู่บนฐานความคิดว่าสถาบันหลักของชาติ จะดำรงได้ด้วยความยินยอมของประชาชน ไม่มีสถาบันใดที่จะดำรงอยู่ได้ด้วยการกดปราบ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราจะเตือนให้สมาชิกผู้แทนราษฎรตั้งสติและมองการณ์ไกลในสถานการณ์การเปลี่ยนแปลง” ชัยธวัช ระบุ
ชัยธวัช ยังระบุไม่เชื่อว่าสิ่งใดจะดำรงอยู่ในด้วยสถิตเหมือนเดิมทุกประการจะมั่นคง ส่วนการกล่าวหาว่าการเลือก พิธา เป็นนายกฯ จะเป็นการล้มล้างสถาบัน เป็นอีกตัวอย่างที่ตนพยายามอธิบายว่า เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในระบอบดังกล่าว เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นประมุข ต้องอยู่เหนือการเมือง ทั้งนี้ อันตรายมากที่ต่างฝ่ายต่างดึงเรื่องนี้เข้ามาพัวพันในความขัดแย้งทางการเมือง เราพยายามเสนอว่าต้องช่วยกันนำสถาบันพระมหากษัตริย์ออกจากความขัดแย้งทางการเมือง
“ตนอยากเชิญชวนสมากชิกรัฐสภาลงมติให้นายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรี เหตุผลไม่ใช่เพราะรักนายพิธา หรือเห็นชอบกับพรรคก้าวไกล แต่เป็นการลงมติเพื่อคืนความปกติให้แก่รัฐสภาของไทย และตนขออวยพรให้ประชาชนซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในระบอบประชาธิปไตย คุ้มครองสมากชิกรัฐสภา ที่จะตัดสินใจอย่างกล้าหาญ ตามเจตจำนงที่ประชาชนได้แสดงออกผ่านการเลือกตั้ง” ชัยธวัช ระบุ
“เรื่องควรจะเรียบง่ายตรงไปตรงมา แต่บรรยากาศที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองตลอดระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่าน มาจนถึงวันนี้ ทำให้เกิดคำถามต่อประชาชนว่า หากนายกรัฐมนตรีคนใหม่ไม่เป็นไปตามผลเลือกตั้ง เราจะมีการเลือกตั้งไปทำไม ตกลงอำนาจอธิปไตยของประเทศนี้ เป็นของคนไทยตามที่บัญญัติไว้ หรือเป็นของใครกันแน่” ชัยธวัช ระบุ
ชัยธวัช อ้างด้วยว่า ตลอดเกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยผ่านการเลือกตั้งมาหลายครั้งไปจนถึงรัฐประหาร มีความพยายามเขียนรัฐธรรมนูญฉบับถาวรหลังรัฐประหาร มีการจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร ผ่านการยุบพรรคการเมือง รวมไปถึงมีการชุมนุมทางการเมือง จนมีผู้ถูกดำเนินคดี บาดเจ็บ และเสียชีวิตจำนวนมากจากความขัดแย้ง ที่ไม่ทราบว่าจะยุติเมื่อไหร่ จนบัดนี้ สังคมไทยไม่สามารถหาคำตอบที่พวกเรายอมรับร่วมกันได้ ตราบใดที่ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ สังคมไทยก็จะหยุดนิ่ง จมดิ่งอยู่กับวังวนเดิม ตนในฐานะสมาชิกรัฐสภา เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาและการลงมติในวันนี้ จะเป็นโอกาสสำคัญที่จะหาคำตอบครั้งใหม่ให้แก่สังคม
“สมาชิกหลายคนอาจจะไม่เห็นด้วยกับพรรคก้าวไกลในบางเรื่อง หลายคนอาจกังวลใจในความเป็นเปลี่ยนแปลง ที่ไม่คุ้นเคย หรือไม่รู้จัก และมีความกังวลว่าพวกเราจะพยายามเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ เราพยายามทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่เป็นสถาบันหลักของชาติ โดยเจตนาที่เราเสนอให้มีการแก้ไขมาตรา 112 เป็นแนวคิดที่อยู่บนฐานความคิดว่าสถาบันหลักของชาติ จะดำรงได้ด้วยความยินยอมของประชาชน ไม่มีสถาบันใดที่จะดำรงอยู่ได้ด้วยการกดปราบ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราจะเตือนให้สมาชิกผู้แทนราษฎรตั้งสติและมองการณ์ไกลในสถานการณ์การเปลี่ยนแปลง” ชัยธวัช ระบุ
ชัยธวัช ยังระบุไม่เชื่อว่าสิ่งใดจะดำรงอยู่ในด้วยสถิตเหมือนเดิมทุกประการจะมั่นคง ส่วนการกล่าวหาว่าการเลือก พิธา เป็นนายกฯ จะเป็นการล้มล้างสถาบัน เป็นอีกตัวอย่างที่ตนพยายามอธิบายว่า เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในระบอบดังกล่าว เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นประมุข ต้องอยู่เหนือการเมือง ทั้งนี้ อันตรายมากที่ต่างฝ่ายต่างดึงเรื่องนี้เข้ามาพัวพันในความขัดแย้งทางการเมือง เราพยายามเสนอว่าต้องช่วยกันนำสถาบันพระมหากษัตริย์ออกจากความขัดแย้งทางการเมือง
“ตนอยากเชิญชวนสมากชิกรัฐสภาลงมติให้นายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรี เหตุผลไม่ใช่เพราะรักนายพิธา หรือเห็นชอบกับพรรคก้าวไกล แต่เป็นการลงมติเพื่อคืนความปกติให้แก่รัฐสภาของไทย และตนขออวยพรให้ประชาชนซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในระบอบประชาธิปไตย คุ้มครองสมากชิกรัฐสภา ที่จะตัดสินใจอย่างกล้าหาญ ตามเจตจำนงที่ประชาชนได้แสดงออกผ่านการเลือกตั้ง” ชัยธวัช ระบุ




