หลังเปิดฉากประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 วาระแรก ต่อเนื่องจากที่ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ชี้แจงร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ที่ประชุมสภาฯ ไปแล้ว ก็ถึงคิวอภิปรายของผู้นำฝ่ายค้าน ชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการชี้ให้เห็นถึงแผนงานที่เต็มไปด้วยข้อความสวยหรู แต่เป็นงบประมาณที่กว้างๆ เนื้อหาเลื่อนลอยจับต้องไม่ได้ สะเปะสะปะ ไม่มียุทธศาสตร์ แผนงานแต่ละกระทรวงพบปัญหาเต็มไปหมด อาทิ ไม่มีตัวชี้วัดที่ชัดเจน ไม่สามารถวัดความสำเร็จจากนโยบายได้จริง หรือไม่ก็เป็นแผนงานที่ไม่เกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงกับเป้าหมายทางนโยบายจริง
เมื่อเข้าไปดูไส้ในของนโยบายเหล่านั้น ส่วนใหญ่ก็จะเป็นโครงการเดิมๆ ที่กระทรวงทำอยู่แล้วทุกปี เป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่ ซ้ำกันทุกปี บ้างก็ยัดโครงการประจำของกระทรวงเข้ามาเป็นแนวนโยบาย บอกว่าเป็นแผนงานที่รัฐบาลใหม่จะทำ สับสนปนเปแยกไม่ออกว่าตกลงอันไหนเป็นสิ่งที่รัฐบาลใหม่จะทำ หรืออันไหนเป็นงานประจำที่แต่ละหน่วยงานทำอยู่แล้วทุกปี
รัฐบาลใช้เวลา 3 เดือน ในการปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฉบับนี้ ซึ่งก็คาดหวังกันว่าจะนำไปสู่การจัดสรรงบใหม่เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนนโยบายเป้าหมายของรัฐบาล แต่สุดท้าย 3 เดือนผ่านไป ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ฉบับนี้ แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างน้อย พ.ร.บ.ฉบับนี้ควรยึดโยงกับนโยบายเร่งเด่นของรัฐบาลให้เห็นอย่างชัดเจน แต่ก็ไม่มี
นโยบายเร่งด่วนบอกว่าจะให้คนไทยได้มีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ซึ่งเราทราบกันดีว่าถ้าจะไปสู่จุดนั้น ในปีนี้คงจะต้องมีการจัดทำประชามติเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญอย่างน้อย 1-2 ครั้ง แต่เราก็ไม่เห็นการตั้งงบประมาณรอไว้สำหรับเรื่องนี้แต่อย่างใด กกต.ของบประมาณไป 2,000 ล้านบาท แต่สุดท้ายได้รับงบประมาณมา 1,000 ล้านบาทโดยประมาณ อย่างนี้เป็นค่าใช้จ่ายที่คาดการณ์ได้ชัดเจนอยู่แล้วแต่มันก็ไม่เกิดขึ้น ส่วนนโยบายเติมเงิน 1 หมื่นบาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งตอนที่แถลงนโยบายนั้น นายกฯ กับรัฐบาลยืนยันว่าจะไม่กู้ จะบริหารงบประมาณปกติในการดำเนินนโยบายเรือธงอันนี้ แต่วันนี้ก็ชัดเจนว่าไม่มีการตั้งงบประมาณใดๆ ไว้ในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 67 นี้ ชัดเจนว่ารัฐบาลจะต้องรอว่าจะเสนอร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 5 แสนล้าน เข้าสู่สภาฯ ได้หรือไม่
บางช่วงบางตอน ชัยธวัช ยังชี้ให้เห็นถึงภาพรวมของร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ฉบับนี้ วงเงิน 3.48 หมื่นล้านบาท เป็นงบประมาณที่เป็นเบี้ยหัวแตก สะเปะสะปะ ไม่มียุทธศาสตร์ เหมือนทำงานอย่างไม่มีเป้าหมายชัดเจน ส่วนใหญ่เป็นโครงการเดิมๆแต่เอามาเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนปกแบบมั่วๆ อีกทั้งยังมีรายจ่ายที่ต้องชดเชยเงินคงคลังในปีถัดๆ ไป ไม่ต่างจากรัฐบาลชุดที่แล้ว
พร้อมตั้งคำถามสำคัญไปถึงรัฐบาลว่า กำลังจะสร้างความชอบธรรมด้วยการฟื้นฟูหลักนิติธรรมจริงๆ หรือกำลังจะทำให้สถานการณ์เรื่องระบบนิติรัฐ นิติธรรมในประเทศย่ำแย่ลงไปอีก เพราะสังคมกำลังถูกตอกย้ำให้อยู่กับกระบวนการยุติธรรมแบบ 2 มาตรฐาน ถูกตอกย้ำว่าพวกเราต้องยอมรับอยู่ในระบบกฎหมายหรือเรือนจำ ที่มีไว้สำหรับประชาชนสามัญที่ไม่ได้มีอำนาจบารมีและฐานะเงินทองเท่านั้น
ที่เรามองไม่เห็นวาระเป้าหมายของรัฐบาลผ่านการจัดทำ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฉบับนี้ สะท้อนให้เห็นว่าเอาจริงๆ แล้วรัฐบาลชุดนี้เป็นเพียงรัฐบาลรวมการเฉพาะกิจ ที่ไม่ได้มีวาระเป้าหมายทางนโยบายที่จะขับเคลื่อนร่วมกัน เป็นการรวมการเฉพาะกิจเพื่อแบ่งปันอำนาจกัน แบ่งกันกิน แบ่งกันใช้ชั่วคราว และเพราะเป็นแบบนี้ เราจึงเห็นการตั้ง ครม.แบบผิดฝาผิดตัวเต็มไปหมด เพราะไม่ได้แบ่งงานกันตามวาระเป้าหมาย แต่แบ่งกันตามโควตาทางการเมือง วางเจ้ากระทรวงไม่ถูกกับงานเต็มไปหมด พรรครัฐบาลที่ควรจะมีเป้าหมายในการผลักดันนโยบายเรือธงให้ได้ ก็ไม่ได้วางบุคลากรไปบริหารงานกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ อย่างบูรณาการ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายเรือธง ซึ่งต้องข้ามหน่วยงานเยอะแยะเต็มไปหมดให้สำเร็จ
ชัยธวัช ระบุอีกว่า จากที่เคยบอกว่า คิดใหญ่ทำเป็น บางทีบางวันก็กลายเป็นคิดไปทำไป คิดสั้นไม่คิดยาวบ้าง คิดอย่างทำอย่างก็มี ทั้งนี้ หากการจัดตั้งรัฐบาลชุดนี้จะมีวาระร่วมกันจริงๆ เห็นว่ามันคงเป็นวาระเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตทางอำนาจของชนชั้นนำ เพราะสภาวะการเข้าสู่อำนาจของรัฐบาลชุดนี้ ก็ได้แสดงออกอย่างโจ่งแจ้งว่า นี่เป็นการรวมตัวกันเพื่อรักษาสภาวะเดิมของสังคมไทยเอาไว้ เป็นการรวมตัวกันเพื่อพยายามฝืนทวนความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย เป็นการรวมตัวกันเพื่อปกป้องพลังทางสังคมแบบจารีตและต่อต้านพลังทางสังคมใหม่ๆ ที่ต้องการอนาคตที่ดีกว่านี้
ก่อนการรัฐประหาร 2549 สังคมไทย ได้มีโอกาสได้เห็นความพยายามของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและดูจะเป็นความหวังแห่งความเปลี่ยนแปลง ผู้นำทางการเมืองขณะนั้น เล็งเห็นว่าหากประเทศไทยจะเจริญก้าวหน้าได้กว่านี้ เราจำเป็นจะต้องปฏิรูประบบงบประมาณ ระบบราชการ และกระบวนการกำหนดนโยบาย ที่เดิมล้าสมัยและไม่มีประสิทธิภาพในขณะนั้น
ก่อนการรัฐประหาร 2549 เราจึงได้เห็นความพยายามที่จะเปลี่ยนระบบงบประมาณ ที่เดิมงบประมาณส่วนใหญ่จะถูกควบคุมโดยระบบราชการตามกระทรวงต่างๆ มาเป็นระบบงบประมาณที่มุ่งเน้นยุทธศาสตร์ของรัฐบาลอย่างแท้จริง ทว่าหลังการรัฐประหาร ระบบรัฐราชการ และชนชั้นนำจารีตได้กลับมาควบคุมสังคมไทยอีกครั้ง หลังจากนั้น เราจึงไม่ได้เห็นเจตจำนงและความพยายามของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ในการปฏิรูปรัฐไทยในลักษณะนั้นอย่างจริงจังอีกเลย ที่เป็นแบบนั้น เพราะพลังทางการเมืองที่เคยเป็นพลังใหม่ เคยเป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงปัจจุบัน ได้กลับไปร่วมสมาคมเป็นส่วนหนึ่งกับอำนาจเก่าแล้ว ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ที่เรากำลังพิจารณากันอยู่นี้ ก็สะท้อนสภาวะทางการเมืองที่เป็นจริงอันนี้
ชัยธวัช ฝากไปถึงรัฐบาลด้วยว่า เราไม่สามารถอยู่กันแบบเดิมๆ ได้อีกแล้ว รัฐบาลทราบดีหลังการรัฐประหาร 2 ครั้ง ระบบรัฐราชการรวมศูนย์ของไทยกลับมาเติบโตและขยายตัวขึ้นอีกครั้ง รวมศูนย์มากขึ้น ดูผ่านงบประมาณรายจ่ายบุคลากรภาครัฐก็ได้ ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา แทนที่รัฐเราจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น เรากลับมีบุคลากรภาครับเพิ่มขึ้นถึง 5 แสนคน จนมีภาระรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรภาครัฐ 40% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี เรารู้อยู่แล้วว่าเราจะเดินไปสู่อนาคตที่ดีกว่านี้ โดยไม่พยายามปฏิรูปรัฐไทยอย่างจริงจัง รวมถึงระบบงบประมาณไม่ได้อีกแล้ว มันไม่ตอบโจทย์สังคมไทยและความคาดหวังถึงอนาคตของคนไทยส่วนใหญ่อีกแล้ว
พร้อมขอให้รัฐบาลเปิดใจรับฟังข้อวิพากษ์วิจารณ์ ข้อเสนอแนะ และความเห็นของฝ่ายค้าน เพื่อที่การพิจารณางบประมาณฯ จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างมากที่สุด





