ปมร้อน ‘การคัดเลือก สว.’ ที่ศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจคำร้องเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. กำลังถูกจับตามองจากหลายฝ่ายว่า จะทำให้การคัดเลือก สว. ผ่านพ้นไปด้วยดีหรือไม่
ในเรื่องนี้ ชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อ ยอมรับว่ามีข้อกังวล เพราะดูเหมือนจะมีปัญหาตลอดรายทาง และอาจเป็นช่องโหว่ที่ทำให้เกิดการฟ้องร้อง ร้องเรียน จนกระทั่งทำให้การประกาศผล สว.ชุดใหม่ เกิดขึ้นได้อย่างล่าช้า หรืออาจจะถูกล้มไปเลยหรือไม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมกังวลอยู่ แม้พรรคก้าวไกลจะไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ก็จับตาดูอยู่ เพราะจะมีผลทำให้ไม่ได้ สว.ชุดใหม่เสียที
เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดชัดเจนว่า เมื่อมีกระบวนการเลือก สว.แล้ว คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะต้องรับรองและประกาศรายชื่อ สว.ชุดใหม่ ภายในกี่วันเหมือนกับ สส. เมื่อไม่มีการกำหนดที่ชัดเจน ก็หมายความว่า ถ้ากระบวนการมีการร้องเรียนเข้ามาแทรก จนทำให้ กกต.ไม่สามารถประกาศรายชื่อได้ ก็เท่ากับว่า สว.ชุดเดิม ก็จะเป็น สว.ไปเรื่อยๆ ซึ่งไม่น่าจะดีมากนัก
เมื่อถามว่า การที่ศาลรับเรื่องร้องเรียนดังกล่าวแล้ว กฎหมายลูกต้องแก้ไขกระบวนการเลือก สว.อาจต้องยาวนาน 1-2 ปี ซึ่งอาจทำให้ผลกระทบทางการเมืองตามมา ชัยธวัช กล่าวว่า ถ้ามีผลกระทบ ก็จะทำให้ สว.ชุดเก่า ทำหน้าที่ไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมไม่น่าอยากเห็น ซึ่งหวังว่าศาลรัฐธรรมนูญจะไม่วินิจฉัยว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าการได้มาซึ่ง สว.ขัดรัฐธรรมนูญ เพราะ พ.ร.บ.ฯ ก็บังคับใช้มาตั้งนานแล้ว
เมื่อถามว่า จะมีการเรียกร้องไปยังกลุ่ม สว.ชุดเดิม ที่มีการเคลื่อนไหวที่อาจจะนำไปสู่การล้มกระดานเลือก สว.หรือไม่ ชัยธวัช ก็ระบุ ไม่ทราบว่ามีใครบ้างที่เคลื่อนไหว แต่อาจต้องระมัดระวัง เพราะอาจถูกมองว่าเป็นการที่จะเตะถ่วงที่จะให้ตัวเองอยู่ในอำนาจไปเรื่อย ๆ
จริง ๆ แล้ว ถ้าจะถามว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาที่ใคร ก็ต้องโยนความผิดให้ คสช. และคนที่ร่างรัฐธรรมนูญ เพราะไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯ และระเบียบต่าง ๆ เป็นผลมาจากการออกแบบรัฐธรรมนูญ จนทำให้กลไกในการได้มาซึ่ง สว. ไม่สมเหตุสมผลตั้งแต่ต้น ซึ่งถือเป็นต้นทาง
ผมคิดว่า ถ้าคนที่เห็นดีเห็นงามกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กับการออกแบบ สว.ตั้งแต่ต้น และปกป้องรัฐธรรมนูญปี 60 ตั้งแต่ต้น พอมาถึงจังหวะที่ตนเองจะต้องหมดอำนาจไปตามกลไกรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าไม่น่าจะเหมาะสม เพราะไม่เคยเห็น สว.ชุดเดิม โวยวายตั้งแต่แรกว่าที่มาของ สว.ไม่ควรเป็นแบบนี้ มีแต่ประชาชน และนักการเมืองบางส่วนไม่เห็นด้วยที่ สว.เป็นแบบนี้ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งประชาชนโดยตรง
โยนปม ‘นิรโทษกรรม ม.112-คดีละเอียดอ่อน’ ให้ ‘กรรมการกลั่นกรอง’ พิจารณา ยังรอเคาะโมเดล หลังมีข้อเสนอ 2 แนวทาง
ชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรม สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยด้วยว่า ทาง กมธ.จะพิจารณารายงานของคณะอนุกรรมาธิการฯ ที่ศึกษาในประเด็นต่าง ๆ รวมถึงประเด็นข้อเสนอของคณะกรรมการกลั่นกรองคดีนิรโทษกรรม ที่มีข้อถกเถียงและความละเอียดอ่อน
ทั้งนี้ ในข้อเสนอขององค์ประกอบของกรรมการกลั่นกรองนั้น ขณะนี้มี 2 แนวทาง คือ
- แนวทางแรก เห็นว่ากรรมการกลั่นกรองควรมาจากสภาฯ ให้ประธานสภาฯ เป็นประธานกรรมการ และมีตัวแทนของฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ผู้เชี่ยวชาญ กรรมการสิทธิมนุษยชน บุคคลที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม
- แนวทางสอง กรรมการที่มาจากฝ่ายบริหาร ให้นายกฯ หรือ รมว.ยุติธรรม เป็นประธาน และมีตัวแทนจากผู้เชี่ยวชาญ ตัวแทนจากสภาร่วมมด้วย
ทั้งนี้ ในข้อเสนอให้มามาจากฝั่งบริหาร เพื่อสะดวกต่อการใช้งบประมาณและการติดต่อประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งที่ประชุมจะพิจารณาหาข้อสรุปในเรื่องดังกล่าวเป็นหลัก
เมื่อถามถึงประเด็นที่มีการโต้แย้งในกรณีการนิรโทษกรรมมาตรา 112 ที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ชัยธวัช กล่าวว่า กมธ.ไม่ได้พูดคุยเรื่องมาตรา 6 อย่างไรก็ตาม การนิรโทษกรรมมาตรา 112 นั้นเคยเกิดขึ้นมาแล้วในระบบกฎหมายไทย ทั้งนี้ มีสิ่งที่เป็นประเด็นมากกว่า คือเมื่อเกิดข้อถกเถียง จะมีข้อเสนออย่างไร เพื่อทำให้เกิดการกระบวนการยอมรับได้เรื่องนิรโทษกรรม
มีการเสนอ ‘แอมเนสตี้โปรแกรม’ (Amnesty Program) โครงการนิโทษกรรมให้กับคดีบางประเภท ไม่เฉพาะ มาตรา112 เท่านั้น เพราะมีคดีอื่นๆ เช่น คดีทำผิดต่อชีวิตและร่างกาย ซึ่งปกติไม่ควรได้นิรโทษกรรม เพราะถือว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง เช่น กรณีปาระเบิดใส่กลุ่ม กปปส. ที่เคยถามตัวแทนแกนนำ กปปส. ว่า กรณีดังกล่าวยอมให้อภัยหรือไม่ ซึ่งเขาระบุว่ายอมให้ภัย ดังนั้น การจะได้นิรโทษกรรมอัตโนมัตินั้นไม่เหมาะสม ดังนั้น ควรมีกระบวนการ อย่าคิดแต่เฉพาะ มาตรา 112 ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า มีข้อถกเถียงเยอะ แต่การนิรโทษกรรมมาตรา 112 เคยเกิดขึ้นในสังคม อย่ามองไกลว่าขัดมาตา 6 เพราะเป็นคนละเรื่อง
เมื่อถามย้ำว่า ‘กรรมการกลั่นกรอง’ จะทำหน้าที่พิจารณานิรโทษกรรม คดีมาตรา 112 และคดีละเอียดอ่อน แทน กมธ.ใช่หรือไม่ ชัยธวัช กล่าวว่า กรรมการจะเป็นองค์กรหลักพิจารณา เพราะสภาพข้อเท็จจริงที่กำหนดช่วงการนิรโทษกรรม ซึ่งกินเวลา 20 ปี มีความหลากหลายของคดีจำนวนมาก
อีกทั้งความผิดบางฐาน เช่น ผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน, ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ในรายละเอียดไม่มีเฉพาะเรื่องการเมืองเท่านั้น จึงต้องมีกรรมการกลั่นกรองเรื่อง ว่าเรื่องใดเกี่ยวกับการเมืองหรือไม่ ทั้งนี้ กลไกของกรรมการต้องทำงานให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้
ส่วนการศึกษาของ กมธ. ในตอนท้าย สังคมจะยอมรับได้ใช่หรือไม่นั้น ต้องรอดูข้อสรุปว่าเป็นอย่างไร ทั้งนี้ เป็นความพยายามแสวงหาความเห็นร่วมในสภาฯ ที่มาจากหลายพรรคการเมือง
สำหรับในกระบวนการ ‘แอมเนสตี้โปรแกรม’ ที่อนุกรรมการเสนอ มีรายละเอียด เช่น กระบวนการยอมรับผิด เปิดเผยข้อเท็จจริง รวมถึงการฝ่าฝืนจะถูกยกเลิกสิทธินิรโทษกรรม เป็นต้น ซึ่ง กมธ.ชุดใหญ่ จะพิจารณาสรุปในรายละเอียดอีกครั้ง




