‘โกง สว.’ สะเทือนกลไกถ่วงดุล จี้รื้อรัฐธรรมนูญ

29 ส.ค. 2569 - 15:17

  • ‘ชัยธวัช’ ซัด กกต. ทำงาน “ฟ้ากับเหว” เทียบคดี “ยุบก้าวไกล” กับ “ฮั้ว สว.”

  • ตั้งคำถามองค์กรอิสระ-ศาล รธน.-สว. ถูกออกแบบให้ตรวจสอบ หรือกำกับอำนาจฝ่ายเลือกตั้ง

  • เสนอ “เลิกวุฒิสภา” มองเป็นมรดกรัฐประหาร 2490 พร้อมท้า กกต.ฟ้องคดีฮั้ว สว.ทั้ง 229 คน

‘โกง สว.’ สะเทือนกลไกถ่วงดุล จี้รื้อรัฐธรรมนูญ

เมื่อความเชื่อมั่นต่อกลไกตรวจสอบเริ่มถูกตั้งคำถาม และคดี “ฮั้ว สว.” เดินมาถึงอีกหนึ่งจุดสำคัญ เวทีการเมืองจึงไม่ได้พูดกันแค่เรื่องของใครผิดหรือใครถูก หากแต่กำลังย้อนกลับไปตั้งคำถามถึงโครงสร้างอำนาจที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด ขณะที่เส้นตาย 14 กันยายนกำลังใกล้เข้ามา ปมบางอย่างที่ถูกทิ้งค้างไว้ อาจกำลังรอคำตอบจากกระบวนการที่สังคมจับตาอย่างใกล้ชิด

ชัยธวัช ตุลาธน อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะอดีตผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวบางช่วงบางตอนในวงเสวนา “การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น และผลกระทบต่อกลไกตรวจสอบถ่วงดุล” ถึงความกังวลต่อกลไกของสภาในการทำหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุล พร้อมยกกรณีการร้องยุบพรรคก้าวไกลในประเด็นการล้มล้างการปกครอง จากการหาเสียงด้วยนโยบายเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มาเปรียบเทียบกับสถานการณ์คดีฮั้ว สว.ในปัจจุบัน

เทียบคดี “ก้าวไกล” กับ “โกง สว.” ตั้งคำถามเหตุใดกระบวนการจึงล่าช้า

ชัยธวัชกล่าวว่า กรณีที่ กกต.ร้องยุบพรรคก้าวไกลในเวลานั้น กกต.ไม่ได้รอความเห็นหรือสำนวนจากคณะไต่สวนและสืบสวนของตนเอง โดยให้เหตุผลว่ามีความปรากฏแล้ว และไม่จำเป็นต้องรอกระบวนการตามขั้นตอน สามารถพิจารณาและส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้

จึงเกิดคำถามว่า ในกรณี “โกง สว.” ขณะนี้มีความปรากฏหรือไม่ เพราะมีความปรากฏมาตั้งแต่เหตุการณ์ที่เมืองทองแล้ว แต่เหตุใดกระบวนการจึงใช้เวลานาน พร้อมระบุว่าจะติดตามว่าผลในวันที่ 14 กันยายนจะออกมาเป็นอย่างไร

ย้อนรัฐธรรมนูญ 2540 ชี้องค์กรอิสระต้องตรวจสอบผู้ใช้อำนาจ

ชัยธวัชกล่าวต่อว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญปี 2540 ในขณะนั้นมีความหวังว่าจะนำไปสู่การปฏิรูปการเมือง และออกแบบกลไกตรวจสอบถ่วงดุลผ่านองค์กรอิสระจำนวนมาก ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในสังคมไทย ภายใต้หลักคิด “ปิดทุจริต เปิดประสิทธิภาพ”

อย่างไรก็ตาม เมื่อมาถึงปัจจุบันยังพบการใช้อำนาจอย่างฉ้อฉลและปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ขณะที่กลไกองค์กรอิสระซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อจัดการกับการใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล กลับถูกตั้งคำถามเรื่องการใช้อำนาจเสียเอง

ชัยธวัชมองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เกิดคำถามสำคัญว่าจะตรวจสอบองค์กรเหล่านี้อย่างไร เพราะแม้จะดูเหมือนว่ามีกลไกตรวจสอบ แต่ในทางปฏิบัติกลับเป็นเรื่องยาก ขณะที่ประชาชนเองมีอำนาจในการตรวจสอบองค์กรอิสระเหล่านี้น้อยลงเรื่อย ๆ

“คดีฮั้ว สว. โกง สว. จะเป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้สังคมไทยเห็นว่า เราจำเป็นจะต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เร็วที่สุด”

ชัยธวัช ตุลาธน

ชี้ปัญหาไม่ได้อยู่แค่นักการเมือง ต้องตรวจสอบทุกองค์กรที่มีอำนาจ

ชัยธวัชกล่าวถึงพัฒนาการทางการเมืองหลังรัฐประหารปี 2549 ต่อเนื่องถึงรัฐประหารปี 2557 ว่า ในอดีตสังคมให้ความสำคัญกับการตรวจสอบการใช้อำนาจของนักการเมือง แต่ปัจจุบันควรตระหนักว่า ผู้ที่มีอำนาจและใช้อำนาจจนสร้างปัญหาให้กับสังคมไทย ไม่ได้มีเพียงนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง

ดังนั้น กลไกตรวจสอบต้องครอบคลุมทุกคนและทุกองค์กรที่มีอำนาจ รวมถึงนักการเมืองที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และผู้มีอำนาจที่อยู่เบื้องหลัง

ย้อนรัฐประหาร 2557 ถาม “ทำไมเพิ่งมากังวล” ปม สว.

ชัยธวัชย้ำว่า ตนเองกังวลเรื่องการตรวจสอบการใช้อำนาจมานานแล้ว โดยเฉพาะตั้งแต่รัฐประหารปี 2557 และรัฐธรรมนูญปี 2560 ในยุค คสช. ซึ่งมีการแต่งตั้ง สว.ขึ้นมาเป็นครั้งแรก และ สว.ชุดดังกล่าวยังมีอำนาจในการแต่งตั้งองค์กรอิสระ รวมถึงมีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี

ชัยธวัชตั้งคำถามว่า เหตุใดสังคมจึงเพิ่งมากังวลเรื่องนี้ในวันนี้ ทั้งที่ในอดีตไม่จำเป็นต้อง “โกง” เพราะเป็นการแต่งตั้งขึ้นมาโดยตรง

“ไอ้ไม่โกง แต่ตั้งเอาดื้อ ๆ ไม่กังวลหรือ”

ชัยธวัช ตุลาธน

ชัยธวัชมองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงวิกฤตของกลไกตรวจสอบและถ่วงดุลเท่านั้น แต่คดีโกง สว. ยังเป็นหนึ่งในวิกฤตที่สะท้อนภัยคุกคามต่อระบอบประชาธิปไตยไทยจากสิ่งที่เขาเรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ซึ่งเป็นพัฒนาการล่าสุดของระบอบการเมืองนับตั้งแต่รัฐประหารปี 2557 และรัฐธรรมนูญปี 2560

“องค์กรอิสระ” ถูกออกแบบเพื่อกำกับฝ่ายเลือกตั้ง ตั้งคำถามบทบาท สว.

ชัยธวัชกล่าวว่า องค์กรอิสระ รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญ และ สว. ภายใต้ระบอบการเมืองหลังปี 2557 และรัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นกลไกตรวจสอบและถ่วงดุลการใช้อำนาจ แต่ถูกออกแบบให้เป็นกลไกกำกับควบคุมสภาผู้แทนราษฎรและฝ่ายบริหารที่มาจากการเลือกตั้ง

พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า กลไกเหล่านี้จึงอาจทำงานแตกต่างกันไปตามสถานการณ์ โดยยกตัวอย่าง ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญว่า การดำเนินการต่อบุคคลหรือพรรคการเมืองอาจแตกต่างกันไปตามความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจ

“มันเอาไว้ควบคุมกำกับใช่ไหมครับ ใครเชื่องรอดไป รอไว้ก่อน ใครไม่เชื่องจัดการ ลองดูศาลรัฐธรรมนูญใครเชื่องรอด ใครไม่เชื่อตัดสิทธิ์ ยุบพรรค ถูกไหมครับ”

ชัยธวัช ตุลาธน

ชี้ สว.หัวใจสำคัญของ “ระบอบสีน้ำเงิน” เหตุมีอำนาจเลือกองค์กรอิสระ

ชัยธวัชกล่าวถึง สว.ที่มาจากการโกงว่า แม้ปัจจุบัน สว.จะไม่มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี แต่ยังถือเป็นแกนกลางสำคัญของการกำกับควบรวมอำนาจในสิ่งที่เขาเรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” เนื่องจาก สว.ยังมีอำนาจในการเลือกองค์กรอิสระ

นอกจากนี้ สว.ยังมีบทบาทต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยชัยธวัชมองว่ามีความพยายามทุกวิถีทาง รวมถึงการโกงอย่างเป็นระบบและโจ่งแจ้ง เพื่อให้ได้เสียงข้างมากใน สว.สำหรับพิทักษ์ระบอบดังกล่าว ถึงขั้นมีการกล่าวว่า “เราทำเพื่อข้างบน”

เขาระบุว่า หากไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ จะส่งผลกระทบต่อระบอบประชาธิปไตย รวมถึงระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

“หากมีรัฐธรรมนูญใหม่” แล้วจะเก็บ สว.ไว้ทำไม?

ชัยธวัชกล่าวว่า หากผลักดันจนสามารถจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ ควรตั้งคำถามต่อว่า มีเหตุผลอะไรที่จะต้องคงวุฒิสภาเอาไว้ หากไม่สามารถตอบได้ ก็ไม่ควรมี

พร้อมย้อนถึงประวัติศาสตร์ว่า สว.ในรูปแบบที่สังคมไทยรู้จักนั้นเป็นผลผลิตจากการรัฐประหารและการฉีกรัฐธรรมนูญครั้งแรกเมื่อปี 2490 โดยถูกออกแบบให้เป็นองค์กรแต่งตั้งตั้งแต่แรก เพื่อควบคุมสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง

ฝากคำถาม กกต. เหตุใดต้องดำเนินคดีคนเปิดเอกสาร หวังสร้างความเชื่อมั่น

ชัยธวัชยังฝากคำถามถึง กกต. กรณีการดำเนินคดีกับผู้ที่นำเอกสารสำนวนสอบสวนของ กกต.ออกมาเปิดเผยว่า มีเหตุผลสอดคล้องกันอย่างไรกับการสร้างความเชื่อมั่นต่อการทำงานของ กกต.

เขามองว่า การที่มีผู้กล้านำเอกสารและพยานหลักฐานออกมาเปิดเผย สะท้อนว่าบุคคลเหล่านั้นอาจทนไม่ได้และไม่มีความเชื่อมั่นต่อการทำงานของ กกต.

ชัยธวัชกล่าวว่า หาก กกต.ต้องการไม่ให้มีการนำเอกสารหลักฐานที่อยู่ในสำนวนออกมาเปิดเผยในการพิจารณาวันที่ 14 กันยายน ก็สามารถดำเนินคดีกับทั้ง 229 คนได้ แต่สิ่งสำคัญกว่าคือการแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม

พร้อมระบุว่า อภิสิทธิ์ก็เคยกล่าวว่ายังมีพยานหลักฐานจำนวนไม่น้อยที่อยู่กับ DSI ซึ่ง กกต.ไม่ได้ขอมาใช้ประกอบการพิจารณาสำนวน และหากมีการส่งข้อมูลจาก DSI ไปแล้ว กกต.ก็ยังไม่ได้รับไปประกอบการพิจารณา โดยชัยธวัชเชื่อว่ายังมีเส้นทางการเงินเพิ่มเติมอีกหลายเส้นที่ควรนำมาพิจารณา เพื่อให้เข้าใจเหตุผลและข้อเท็จจริงของคดีอย่างรอบด้าน

หวั่น กกต.ฟ้องแค่ “ปลาซิวปลาสร้อย” ชี้ข้อเท็จจริงในสำนวนต้องตอบให้ได้

ชัยธวัชกล่าวว่า หลายคนอาจกังวลว่า กกต.อาจดำเนินคดีกับเพียงบางคน แต่ตนเองไม่แน่ใจว่า กกต.จะฟ้องหรือไม่ฟ้องใครเลยก็ได้

อย่างไรก็ตาม หากมีการฟ้องเพียงบางส่วน เช่น 30 คน แล้วข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ในสำนวนจะดำเนินการอย่างไร พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากเลือกดำเนินคดีเพียงบางคน อาจทำให้บุคคลเหล่านั้นต้องเผชิญกับคดีและโทษจำคุกเร็วขึ้น

เปิดเอกสาร DSI ส่งสำนวน 8 คน อัยการตีกลับถาม “ขบวนการใหญ่โตทำไมฟ้องแค่ 8”

นอกจากนี้ ชัยธวัชยังกล่าวถึงเอกสารของฝ่ายคดีพิเศษ 1 ที่ทำเรื่องถึง DSI ลงวันที่ 16 มกราคม 2569 โดยระบุถึงประเด็นสำคัญว่า DSI ได้ส่งสำนวนคดี สว.ไปยังอัยการเพื่อพิจารณาสั่งฟ้อง

จากสำนวนดังกล่าว พบว่ามีการฟ้องเพียง 8 คน แบ่งเป็น สว.ปัจจุบัน 2 คน และผู้ร่วมขบวนการอีก 6 คน

อย่างไรก็ตาม หนังสือดังกล่าวระบุว่าอัยการได้ส่งสำนวนกลับมายัง DSI เนื่องจากอัยการฝ่ายคดีพิเศษเห็นว่า หากขบวนการมีขนาดใหญ่ เหตุใดจึงมีการสั่งฟ้องเพียง 8 คน พร้อมตั้งคำถามถึงความครอบคลุมของการดำเนินคดีว่าเพียงพอต่อข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนหรือไม่

สาระสำคัญจากเวทีเสวนาครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตในการเลือก สว. แต่ ‘ชัยธวัช ตุลาธน’ เชื่อมโยงคดีดังกล่าวเข้ากับคำถามใหญ่เรื่องโครงสร้างอำนาจและประสิทธิภาพของกลไกตรวจสอบถ่วงดุลในระบอบประชาธิปไตย ตั้งแต่บทบาทขององค์กรอิสระ ที่มาของ สว. ไปจนถึงกระบวนการพิจารณาคดีฮั้ว สว. โดยมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกำลังสะท้อนความจำเป็นในการทบทวนโครงสร้างทางการเมือง และผลักดันให้เกิดรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ขณะเดียวกันยังจับตาการดำเนินการของ กกต.ในวันที่ 14 กันยายน ว่าจะนำพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงที่มีอยู่มาพิจารณาอย่างไร และจะสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการตรวจสอบได้มากน้อยเพียงใด

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์