เมืองพญาแล 3 ก๊ก ‘ภท.-พท.-กธ.’ เอฟเฟกต์ ‘ลูกเขย’ มรสุม ‘แทนทรัพย์’ สภาวะ ‘ตระกูลอื่น’ คุมเชิง-รอจังหวะ

22 ต.ค. 2569 - 17:46

  • การเมืองเขย่า ‘เมืองพญาแล’ มรสุมบ้านใหญ่ 'แทนทรัพย์' ผลพวงทรัพย์สิน ‘สุดาชา-สามี’ เฉียด 2,000 ล้าน เปิดช่อง ‘ค่ายแดง-เขียว’ คุมเชิง-ชิงจังหวะ รุดคืบยึดอำนาจ จ.ชัยภูมิ

เมืองพญาแล 3 ก๊ก ‘ภท.-พท.-กธ.’ เอฟเฟกต์ ‘ลูกเขย’ มรสุม ‘แทนทรัพย์’ สภาวะ ‘ตระกูลอื่น’ คุมเชิง-รอจังหวะ

สมรภูมิการเมืองแดนที่ราบสูง จังหวัดชัยภูมิ มีพลวัตที่น่าจับตา ด้วยภูมิรัฐศาสตร์ที่เป็นเสมือนรอยต่อระหว่างภาคอีสานกับภาคกลาง ทำให้วัฒนธรรมการเมืองของ เมืองพญาแล แห่งนี้ ไม่เคยมี "บ้านใหญ่หลังเดียว" ผูกขาดอำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด 

อำนาจทางการเมืองในพื้นที่ มักถูกจัดสรรแบ่งปันระหว่างตระกูลการเมืองหลักที่ผลัดกันรุกผลัดกันรับ ตามกระแสการเมืองระดับชาติ แต่การพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดของตระกูล "แทนทรัพย์" แห่งค่ายสีน้ำเงิน ที่เพิ่งกวาดทั้งเก้าอี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและเก้าอี้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ชัยภูมิ กลับต้องมาเผชิญบททดสอบแสนสาหัส 

เมื่อ "สส.ไอเดียร์"สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ ทายาทรุ่น 2 ต้องเผชิญพายุการตรวจสอบทรัพย์สินเฉียด 2,000 ล้านบาท และครหาการถือหุ้นพัวพันเว็บพนันออนไลน์ของ "ไทหยาง ซาง" สามีต่างชาติ กลายเป็นชนวนเหตุที่ทำให้กระดานอำนาจท้องถิ่นที่กำลังเข้าฝักต้องสะดุดลง พร้อมกับเปิดโอกาสให้บ้านใหญ่อื่นๆ ขยับคุมเชิงเพื่อรอจังหวะทวงคืนพื้นที่

พอร์ตลับพันล้าน 'ขุมทรัพย์' กลายเป็น 'สายล่อฟ้า'

จุดเริ่มต้นของมรสุมครั้งนี้ปะทุขึ้นกลางสภาผู้แทนราษฎร จากกระทู้ถามเรื่องเบาะแสสินบน 40 ล้าน ขบวนการผิดกฎหมายและทุนสีเทา ก่อนจะลุกลามบานปลายกลายเป็นการเปิดโปงบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 

ตัวเลขที่ปรากฏต่อสาธารณะสร้างความตกตะลึง เมื่อบัญชีทรัพย์สิน สส.สุชาดา-สามี โดยทรัพย์สินส่วนใหญ่กว่า 1,845.9 ล้านบาท เป็นของคู่สมรส คือ ไท่หยาง ซาง นักธุรกิจสัญชาติออสเตรเลียเชื้อสายจีน ขณะที่ สส.สุชาดา มีทรัพย์สินส่วนตัวราว 130 ล้านบาท

สิ่งที่กลายเป็นปมร้อนมิใช่เพียงแค่ตัวเลขความมั่งคั่งมหาศาล หากแต่อยู่ที่รายการ "เงินให้กู้ยืม" สูงถึง 1,400 ล้านบาท ซึ่งถูกแกะรอยพบว่ามีความเชื่อมโยงกับกองทุนคริปโตเคอร์เรนซีข้ามชาติ 

ตลอดจนข้อครหา เรื่องการถือครองหุ้นในบริษัท ซึ่งเป็นเจ้าของเว็บไซต์พนันออนไลน์ชื่อดัง แม้ สส.สุชาดา จะออกมาชี้แจงว่าสามีเคยถือหุ้นเพียง 1.47% ในฐานะนักลงทุน และได้ขายหุ้นทั้งหมดออกไปตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม 2569 ก่อนที่ตนเองจะเข้าดำรงตำแหน่ง สส. พร้อมทั้งนำสามีเข้าพบกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ 

แต่ในมิติทางการเมือง เรื่องนี้ไม่ได้จบลงแค่คำชี้แจงทางกฎหมาย เพราะการเป็น สส. สังกัดพรรคภูมิใจไทย พรรคที่มีบทบาทกำกับดูแล กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้กลายเป็นเป้าล่อสายตาและการวิพากษ์วิจารณ์ อีกทั้งก่อนหน้านี้ สุชาดา เคยดำรงตำแหน่ง เลขานุการ รมว.ดิจิทัลฯ (ไชยชนก ชิดชอบ)

'มิสเตอร์เกษตร' กับ 'บัลลังก์ท้องถิ่น' พันล้าน

หากย้อนพิจารณาเส้นทางการเมืองของ ตระกูลแทนทรัพย์ พบว่าเป็นกรณีศึกษาของการสร้างเครือข่ายอำนาจที่เติบโตอย่างเป็นระบบ 

สัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ หรือ "มิสเตอร์เกษตร" ผู้สร้างฐานะจากธุรกิจรับซื้อพืชผลทางการเกษตรและลานมันสำปะหลังในอำเภอเทพสถิต ก่อนจะก้าวเข้าสู่สนามการเมืองท้องถิ่นในฐานะนายกเทศมนตรี และต่อยอดสู่ระดับชาติด้วยการคว้าเก้าอี้ สส.ชัยภูมิ พรรคพลังประชารัฐ 

ต่อมา สัมฤทธิ์ ตัดสินใจย้ายขั้วเข้าซบ พรรคภูมิใจไทย ทำให้ตระกูลแทนทรัพย์ได้ต่อสายสัมพันธ์เข้าสู่ศูนย์กลางอำนาจของค่ายสีน้ำเงิน

ความแข็งแกร่งของ ตระกูลแทนทรัพย์ เห็นได้จากการส่งต่อสู่รุ่นลูก โดย สัมฤทธิ์ สามารถส่งบุตรสาวคือ สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ ลงสมัคร สส.เขต 4 ชัยภูมิ และสามารถเอาชนะ กาญจนา จังหวะ อดีต สส. เจ้าของพื้นที่เดิมได้สำเร็จ ส่งผลให้ตระกูลแทนทรัพย์มีโควตา สส. ในมือถึง 2 ที่นั่ง 

สัมฤทธิ์ ขยับรุกคืบเข้าสู่สนามเลือกตั้ง นายก อบจ.ชัยภูมิ ในเดือนสิงหาคม 2567 โดยส่ง สุรีวรรณ นาคาศัย ภรรยาของตนเอง ลงท้าชิงตำแหน่ง

การเลือกตั้ง นายก อบจ. ในครั้งนั้นกลายเป็นการปะทะกันอย่างดุเดือด ระหว่าง กลุ่มแทนทรัพย์ กับ "ป๋าหร่าม" อร่าม โล่ห์วีระ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนักการเมืองรุ่นใหญ่ที่ครองเก้าอี้นายก อบจ. อยู่เดิม 

ผลปรากฏว่า สุรีวรรณ สร้างปรากฏการณ์ล้มแชมป์เก่า คว้าเก้าอี้นายก อบจ. หญิงคนแรกของชัยภูมิ

ชัยชนะดังกล่าว เกิดขึ้นจากยุทธศาสตร์ประสานสิบทิศของ สัมฤทธิ์ ที่ดึงแนวร่วม สส.เพื่อไทย ในพื้นที่มาร่วมสกัดอิทธิพลของ กลุ่มอร่าม ส่งผลให้ ตระกูลแทนทรัพย์ ก้าวขึ้นมาคุมงบประมาณท้องถิ่นระดับพันล้านบาท

สามก๊กภูธร 'แดง-น้ำเงิน-เขียว'

ความสำเร็จของตระกูลแทนทรัพย์ไม่ได้หมายความว่า จ.ชัยภูมิ จะตกอยู่ใต้การชี้นำของบ้านใหญ่หลังนี้แต่เพียงผู้เดียว เพราะโครงสร้างการเมืองระดับชาติใน 7 เขตเลือกตั้ง ถูกแบ่งสันปันส่วนออกเป็น 3 ก๊กใหญ่ ตามดุลอำนาจของพรรคการเมือง 

พรรคเพื่อไทย ยังคงยึดกุมเขตเมืองและพื้นที่ตอนบนได้อย่างเหนียวแน่น

ขณะที่ พรรคภูมิใจไทย ครองโซนตอนล่างและตะวันตก

ส่วน พรรคกล้าธรรม ที่มีรากฐานมาจากขั้วพลังประชารัฐเดิม ก็มีฐานที่มั่นสำคัญในพื้นที่ตอนล่าง

ดุลอำนาจแบบ "สามก๊ก" นี้สะท้อนว่า เมื่อเสาหลักของก๊กใดก๊กหนึ่งเกิดรอยร้าว กระดานการเมืองย่อมกระเพื่อมทันที มรสุมที่พัดถล่ม สส.สุชาดา เรื่องทรัพย์สินและเว็บพนัน ได้เปิดช่องให้ตระกูลคู่แข่งอย่าง "โล่ห์วีระ" เริ่มขยับปรับกระบวนท่า 

แม้ ป๋าหร่าม จะพ่ายแพ้ในสนาม อบจ. ไปก่อนหน้า แต่อำนาจของ ตระกูลโล่ห์วีระ ยังฝังลึกผ่านลูกชาย คือ อัครแสนคีรี โล่ห์วีระ สส.เขต 7 พรรคกล้าธรรม ซึ่งมีแรงหนุนระดับชาติ อีกทั้งคนในตระกูลยังดำรงตำแหน่งสำคัญในระบบราชการระดับสูง 

สายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นใน พรรคกล้าธรรม ทำให้ ตระกูลโล่ห์วีระ และกลุ่มพันธมิตรยังคงคุมเชิง และพร้อมที่จะเปิดฉากทวงคืนอำนาจในทันทีที่ตระกูลแทนทรัพย์เพลี่ยงพล้ำ

ในขณะเดียวกัน สส.เพื่อไทย ในพื้นที่ ซึ่งเคยเป็นพันธมิตรชั่วคราวในการสนับสนุนสุรีวรรณนั่งเก้าอี้นายก อบจ. ต่างก็เริ่มสงวนท่าทีและจับตาสถานการณ์อย่างระมัดระวัง 

เพราะในสมรภูมิการเมืองระดับชาติ เพื่อไทย และ ภูมิใจไทย ยังคงเป็นคู่แข่งโดยตรง การที่ตระกูลแทนทรัพย์ต้องเผชิญปัญหาภาพลักษณ์ ย่อมทำให้เพื่อไทยมองเห็นโอกาสในการทวงคืนความนิยมในพื้นที่เขต 3 และเขต 4 ในอนาคตเช่นกัน

สนามการเมือง "เมืองพญาแล" จึงเป็นภาพจำลองสัจธรรมที่ว่า "ไม่มีบ้านใหญ่หลังใดอยู่ค้ำฟ้า" ความพยายามของตระกูลแทนทรัพย์ ในการสถาปนาตนเองเป็นขั้วอำนาจหลักแบบเบ็ดเสร็จ ต้องเผชิญแรงต้านจากโครงสร้างความเป็นจริง 

จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทำให้บรรดา "บ้านใหญ่ตระกูลอื่น" ต่างเตรียมพร้อมจัดทัพ รอจังหวะรุกคืบพลิกกระดานอำนาจ จ.ชัยภูมิ อีกระลอก

Info-Chaiyaphum-Bhumjaithai-22oct26 2.jpg

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์