ในขณะที่รัฐบาล (ฝ่ายบริหาร) ทำงานงานแข่งกับเวลาในการช่วยเหลือ อพยพคนไทยจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ตะวันออกกลาง อีกด้าน สส. (ฝ่ายนิติบัญญัติ) ก็ทำหน้าที่ไต่ถาม-จับตา-ช่วยแนะแนวทาง ไปจนถึงกดดันการทำงานของรัฐบาล หรืออีกนัยหนึ่งคือการเป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ยังรอความช่วยเหลือ
ดังนั้น การประชุมสภาฯ วันนี้ จึงมีกระทู้ถามสดด้วยวาจาถาม จักรพงษ์ แสงมณี รมช.ต่างประเทศ เกี่ยวกับแนวทางการช่วยเหลือคนไทยจากเหตุการณ์ความไม่สงบ โดย วัชรพล ขาวขำ สส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ซึ่งอ้างว่าได้รับข้อมูลร้องเรียนเรื่องขอความช่วยเหลือเข้ามามาก พร้อมตั้ง 3 คำถามไปยัง รมช.ต่างประเทศ คือ 1. อยากทราบข้อมูลที่เปิดเผยได้ของกระทรวงการต่างประเทศ ในสถานการณ์ปัจจุบันอย่างเป็นทางการ 2. มีมาตรการรับมืออย่างไร หากภาวะสงครามขยายวงกว้างออกไป และ 3. ผลกระทบที่ได้รายงานอย่างเป็นทางการต่อคนไทย เป็นอย่างไร มีจำนวนเท่าไหร่

‘นายกฯ’ สั่งเร่งอพยพด่วน หลังยอดเสียชีวิตพุ่ง 21 ราย รับภาวะภาวะสู้รบต่อเนื่องทำเสี่ยง-ดำเนินการยาก
ด้าน รมช.ต่างประเทศ ได้ชี้แจงสถานการณ์ล่าสุด ที่การโจมตีของกลุ่มฮามาส ยังคงดำเนินอยู่ ส่งผลกระทบต่อคนไทยในเขตฉนวนกาซ่า 3,000 คน จากจำนวน 30,000 คนที่เป็นแรงงาน ส่วนตัวเลขคนไทยเสียชีวิตล่าสุดรวม 21 คน ซึ่งเป็นรายงานจากนายจ้าง ไม่ใช่คำยืนยันอย่างเป็นทางการจากประเทศอิสราเอล ทั้งนี้ ทางอิสราเอลขอเวลา 2 สัปดาห์ เพื่อยืนยันตัวตนผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการ ซึ่งอิสราเอลจะเยียวยาจากเหยื่อสงคราม
ส่วนผู้บาดเจ็บที่มี 14 คน เอกอัครราชทูตฯ ได้เข้าเยี่ยมแล้ว สำหรับผู้ที่บาดเจ็บเล็กน้อยได้ถูกส่งตัวกลับไทย วันนี้ (12 ต.ค.) โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะสงคราม จะได้รับการเยียวยาตามกฎหมาย เช่น เงินสงเคราะห์ 15,000 บาท กรณีพิการ 15,000 บาท กรณีทุพพลภาพ 30,000 บาท ค่าจัดงานศพในต่างประเทศเท่าที่จ่ายจริงหรือไม่เกิน 40,000 บาท เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการเยียวยาทางจิตใจของครอบครัวผู้ที่ได้รับผลกระทบและสูญเสีย
“เมื่อคืนวันที่ 11 ต.ค. นายกรัฐมนตรี สั่งการมาที่กระทรวงการต่างประเทศเพื่อหาช่องทางอพยพคนไทยออกมาจากพื้นที่ให้มากที่สุด ทั้งทางอากาศ น้ำ และทางบก แต่ภาวะสู้รบที่มีต่อเนื่องทำให้เป็นไปได้ยาก”
— จักรพงษ์ แสงมณี รมช.ต่างประเทศ

เล็งประสาน ‘องค์กรนานาชาติ’ เจรจา ‘ฮามาส-ปาเลสไตน์’ ปล่อยตัวประกันไทย
ในส่วนของคนไทยที่ถูกลักพาตัวหรือจับเป็นตัวประกันมีทั้งสิ้น 16 คน รมช.ต่างประเทศ ชี้แจงว่า กระทรวงการต่างประเทศใช้ความพยายามเต็มที่สื่อสารไปยังกลุ่มฮามาส กรณีจับกุมคนไทยที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง แต่ปาเลสไตน์ไม่มีทูตประจำประเทศไทย ดังนั้น กระทรวงการต่างประเทศจึงประสานทูตต่างชาติที่ประจำในไทยซึ่งมีความสัมพันธ์กับปาเลสไตน์ รวมถึงกลไกอาเซียน เพื่อให้ปล่อยตัว รวมถึงองค์กรนานาชาติ เช่น หน่วยงานที่เกี่ยวกับมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ ทั้งนี้ พบว่ามีคนไทยที่ได้รับผลกระทบประมาณ 5,000 คน จากคนไทยในอิสราเอล 30,000 คน
รมช.ต่างประเทศ ยังได้ชี้แจงต่อกระทู้ถามของ สหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคก้าวไกล ซึ่งอ้างว่าได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ประสบภัยในประเทศอิสราเอลที่ต้องการอพยพ เกี่ยวกับมาตรการเชิงรุกของรัฐบาลไทย การจัดพื้นที่พักคอยที่ปลอดภัยเพื่อรอการอพยพ รวมถึงการเยียวยาผู้เสียหายและแรงงานที่ถูกเอาเปรียบจากนายจ้าง โดย รมช.ต่างประเทศ ย้ำว่าห่วงคนไทยทุกคน รวมถึงข้าราชการไทยในสถานการณ์สู้รบ แต่ต้องยอมรับว่า มีข้อจำกัดในพื้นที่ อาทิ การขับรถต้องขออนุญาตจากอิสราเอล เพราะเคยมีกรณีที่ไม่ได้ขออนุญาต ทำให้เกิดความเข้าใจผิดมาแล้ว

ส่วนประเด็นที่แรงงานถูกเอาเปรียบ ได้หารือกับกระทรวงแรงงานเพื่อดูแลแก้ปัญหา ทั้งนี้ แรงงานในทั่วประเทศ 30,000 คน ได้ติดต่อเช่นกัน แต่แรงงานไม่ทราบว่าตัวเองอยู่ในพื้นที่ไหน เพราะถูกอพยพออกจากพื้นที่ สถานทูตไทยประจำอิสราเอล จึงใช้ทุกอย่างที่มีอยู่ แม้เจ้าหน้าที่มีจำกัด ทำการส่งเจ้าหน้าที่เพิ่มเติมเพื่อดูแลเหตุการณ์ สำหรับแรงงานคนไทย 30,000 คนที่อิสราเอล ซึ่งในพื้นที่มีศูนย์อาร์ซีรับเรื่องร้องเรียนไว้และติดต่อไปยังแรงงานทุกคน
“กระทรวงการต่างประเทศ ได้หารือกับหลายประเทศที่อยู่รอบด้านอิสราเอล แต่ขณะนี้ พบว่าการเดินทางไปชายแดนประเทศต่างๆ มีความเสี่ยง แม้ทูตจะประสานอิสราเอล เพื่อขอรถเพื่อเคลื่อนย้าย แต่พบความเสี่ยงเช่นกัน เนื่องจากสถานการณ์สู้รบ ยิงจรวดเข้าพื้นที่อย่างต่อเนื่องเช่นกัน ทั้งนี้ ในพื้นที่เสี่ยงสูง อิสราเอลจะเป็นผู้ดำเนินการให้ออกมาจากพื้นที่เสี่ยงไปยังพื้นที่ปลอดภัย”
— จักรพงษ์ แสงมณี รมช.ต่างประเทศ

‘ประธานสภาฯ’ มองเหตุสู้รบเป็นวิกฤตระดับประเทศ เผยผลหารือ ‘ทูตอิสราเอล’ รับปากดูแลคนไทยอย่างดี-ประสานองค์กรระหว่างประเทศ ช่วยคนไทยถูกจับ พร้อมขอส่งกำลังใจให้ทุกคนกลับไทยปลอดภัย
ในส่วนของ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาฯ ได้แสดงความขอบคุณ สส.ที่ห่วงใยในวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมระบุ ทราบว่ารัฐบาลพยายามช่วยเหลือแก้ปัญหาทุกวิถีทาง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงขอบคุณคนไทยที่สนใจ ช่วยเหลือ ซึ่งมองว่าปัญหาดังกล่าวเป็นวิกฤตอย่างแท้จริง จึงเป็นหน้าที่คนไทยที่ต้องให้กำลังใจและช่วยเหลือกับคนไทยที่อยู่ที่อิสราเอล ทั้งผู้ที่บาดเจ็บ ผู้ที่อพยพ รวมถึงผู้ที่ถูกจับ
“คนที่กลับมานั้น ต้องดูแลทุกประการ รวมถึงกำลังใจและงานทำ ซึ่งรัฐบาลได้ช่วยเต็มที่ในทุกช่องทาง” ประธานสภาฯ ระบุ
ประธานสภาฯ เปิดเผยด้วยว่า จากการพบปะเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย หลังเกิดเหตุเพียง 2 วัน ได้เแสดงความห่วงใยต่อเอกอัครราชทูตอิสราเอล และได้รับคำตอบที่ดีว่า ประเทศอิสราเอลจะดูแลคนไทยที่เดือดร้อน ทั้งการอพยพ รวมถึงผู้ที่บาดเจ็บ ถูกจับ โดยจะดูแลเหมือนชาวอิสราเอลทุกประการ ซึ่งเป็นคำยืนยันจากเอกอัครราชทูตอิสราเอลฯ
“เรื่องนี้ สภาฯ เห็นว่าเป็นเรื่องวิกฤตการณ์จริงๆ จึงพยายามติดต่องค์กรระหว่างประเทศ คนไทยที่สามารถหาช่องทางติดต่อได้ โดยเฉพาะคนถูกจับ ทราบว่าปลอดภัยอยู่ แต่ต้องให้ปลอดภัยและเดินทาทงออกจากพื้นที่นั้นโดยเร็ว พยายามทำทุกช่องทาง ฐานะที่เราห่วงคนไทยทุกคน ผมขอวิงวอนและขอพรให้คนไทยที่อยู่ที่ถูกจับกลับมาอย่างปลอดภัยและคนที่อยากกลับได้กลับมาอย่างปลอดภัย”
— วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาฯ

‘กมธ.ต่างประเทศ’ ร้อง 3 ข้อ เร่งช่วยคนไทย ขอทุกฝ่ายยับยั้งชั่งใจ-ยุติความรุนแรงด้วยวิธีทางการทูต
อีกด้าน นพดล ปัทมะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การต่างประเทศ พร้อมคณะ แถลงถึงความห่วงใยกรณีเหตุการณ์ความรุนแรงในตะวันออกกลาง โดยมีความห่วงใยต่อสวัสดิภาพ ความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง พร้อมแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งไปยังผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และผู้ที่รอความช่วยเหลือ ตลอดจนเรียกร้องไปยังทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง 3 ข้อ ดังนี้
- ขอสนับสนุนให้มีความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยเร็วที่สุด เพราะสถานการณ์รอไม่ได้
- ขอสนับสนุนรัฐบาลทั้งกระทรวงต่างประเทศ และกระทรวงแรงงาน ในการช่วยเหลือคนไทยที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ รวมถึงคนที่ยังไม่สามารถเดินทางกลับมาได้เนื่องจากต้องทยอยเดินทางมา จึงข้อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งหาที่ที่ปลอดภัยให้คนไทยได้หลบภัย ก่อนอพยพกลับมาโดยเร็ว และเร่งช่วยคนไทยที่ถูกจับไปเป็นตัวประกันให้ได้อิสระภาพ
- เรียกร้องให้ทุกฝ่ายในพื้นที่ ยับยั้งชั่งใจและร่วมกันยุติสถานการณ์ความรุนแรงขณะนี้ และเร่งคลี่คลายสถานการณ์ด้วยวิธีการทางการทูตโดยเร็วที่สุด เพื่อสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในภูมิภาคอย่างยั่งยืนต่อไป




