‘จาตุรนต์’ ชง 4 แนวทางรับมือ ‘วิกฤตพลังงาน’

25 มี.ค. 2569 - 14:25

  • ‘จาตุรนต์’ เสนอ 4 แนวทางรับมือวิกฤตพลังงาน ทั้งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและระยะยาว

  • ชี้หากปล่อยสถานการณ์ยืดเยื้อ เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจไทยเป็นวงกว้าง

  • ย้ำรัฐต้องเร่งจัดการ ไม่ปล่อยประชาชนแบกรับภาระเพียงลำพัง

‘จาตุรนต์’ ชง 4 แนวทางรับมือ ‘วิกฤตพลังงาน’

จาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจาถึงแนวทางรับมือวิกฤติตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ว่า วันนี้สิ่งที่ประชาชนรับรู้คือ ปัญหาน้ำมันไม่ได้เป็นแค่ข่าวต่างประเทศอีกต่อไป แต่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันของคนไทย ซึ่งผมเพิ่งลงพื้นที่ไปพบพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งที่ จ.ฉะเชิงเทรา และได้รับฟังตรงกันว่า ปั๊มน้ำมันดีเซลที่อยู่ใกล้บ่อกุ้งที่สุดไม่มีน้ำมันมาแล้ว 10 วัน นี่คือความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นกับคนทำมาหากินจริง

ทั้งที่ในภาพรวม อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานยืนยันว่าประเทศไทยยังมีน้ำมันสำรองเพียงพอ 103 วัน และโรงกลั่นยังมีกำลังผลิตน้ำมันดีเซลหมุนเร็วได้ราว 79.9 ล้านลิตรต่อวัน สะท้อนชัดว่า ปัญหาที่ประชาชนเผชิญอยู่ไม่ใช่แค่เรื่องปริมาณน้ำมันรวมของประเทศ แต่เป็นปัญหาการกระจาย การบริหารจัดการ และความเชื่อมั่นในระบบด้วย

ดังนั้น วิกฤตเฉพาะหน้าที่รัฐบาลต้องตอบให้ได้ในเวลานี้คือ เหตุใดประชาชนจึงหาปั๊มเติมน้ำมันไม่ได้ รัฐบาลจะแก้ปัญหานี้อย่างไรให้ประชาชนมั่นใจว่า น้ำมันจะไม่ขาดช่วง การกระจายจะไม่สะดุด และจะไม่เกิดการกักตุนหรือเก็งกำไรจนคนเดือดร้อนไปมากกว่านี้

รัฐต้องแยกให้ออกระหว่างน้ำมันมีในระบบกับน้ำมันไปถึงมือประชาชนหรือไม่ เพราะถ้าสื่อสารไม่ชัด ประชาชนก็จะยิ่งเร่งซื้อ ผู้ค้าบางส่วนก็จะยิ่งชะลอขาย และปัญหาจะลุกลามจากความตื่นตระหนกมากกว่าปริมาณน้ำมันจริง

นอกจากนี้ เมื่อราคาพลังงานสูงขึ้นต่อเนื่อง ต้นทุนการผลิต การขนส่ง การเกษตร และการค้าระหว่างประเทศจะสูงขึ้นพร้อมกัน เศรษฐกิจโลกจึงมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะที่เงินเฟ้อสูง แต่การเติบโตต่ำลงพร้อมกัน ซึ่งเป็นภาวะที่แก้ยากและกระทบทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค รัฐบาลทั่วโลกพร้อมกัน

การประเมินของ IMF ระบุว่า หากราคาพลังงานเพิ่มขึ้น 10% และยืนอยู่ในระดับสูงนาน 1 ปี จะดันเงินเฟ้อโลกขึ้นประมาณ 0.4 จุดเปอร์เซ็นต์ และกดผลผลิตโลกลดลงราว 0.1-0.2 จุดเปอร์เซ็นต์ นี่คือสัญญาณว่าความเสียหายไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตลาดน้ำมัน แต่กำลังลามไปสู่เศรษฐกิจโลกในวงกว้าง

ยิ่งไปกว่านั้น ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของน้ำมันและ LNG ของโลก ยังคงเป็นคอขวดของเศรษฐกิจโลก เมื่อเส้นทางนี้มีปัญหา ประเทศในเอเชียรวมถึงไทยย่อมรับแรงกระแทกมากกว่าหลายภูมิภาคของโลก ประเทศไทยจึงเป็นหนึ่งในประเทศที่เปราะบางต่อวิกฤตนี้มาก เพราะไทยยังเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิในระดับสูง

และหากราคาน้ำมันสูงยืดเยื้อ ไทยจะเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น (Cost-push inflation) รุนแรงขึ้นอีก เพราะต้นทุนจะไล่ขึ้นทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่พลังงาน ขนส่ง วัตถุดิบ ปุ๋ย อาหาร ไปจนถึงราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน

ขณะที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติประเมินว่า ราคาดีเซลที่เพิ่มขึ้นทุก 1 บาทต่อลิตร จะฉุด GDP ไทยลงราว 0.02% ตัวเลขนี้สะท้อนว่า ปัญหาน้ำมันไม่ได้จบแค่ที่หน้าปั๊มหรือราคาขายปลีก แต่สามารถกดการเติบโตของเศรษฐกิจไทยทั้งระบบได้ด้วย

หากวิกฤตพลังงานลากยาวไปถึงช่วงกิจกรรมเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ฤดูกาลท่องเที่ยวหรือเทศกาลสงกรานต์ ผลกระทบจะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย เพราะรายได้จากการเดินทาง การท่องเที่ยว และการใช้จ่ายภายในประเทศอาจหดตัวลงพร้อมกับต้นทุนการขนส่งที่พุ่งขึ้น เมื่อเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศลดลงในเวลาเดียวกับที่ต้นทุนสูงขึ้น ก็ยิ่งเสี่ยงทำให้เศรษฐกิจโดยรวมทรุดหนักลงอีกชั้นหนึ่ง แม้มาตรการลดภาษีสรรพสามิตจะช่วยบรรเทาได้บ้างในระยะสั้น แต่ก็ช่วยได้ไม่มากเมื่อเทียบกับวิกฤตใหญ่ที่กระทบทั้งระบบ อีกทั้งทำให้รัฐสูญเสียรายได้โดยตรง

นอกจากนี้ ไทยมีข้อจำกัดทางการคลังและภาระหนี้สาธารณะสูง โดยหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณ 12.54 ล้านล้านบาท หรือ 65.96% ของ GDP ขณะที่กรอบหนี้สาธารณะกำหนดไว้ไม่เกิน 70% ของ GDP หมายความว่า หากคิดแบบตรงไปตรงมา ไทยเหลือช่องว่างใต้เพดานหนี้เพียงราว 4.04% ของ GDP หรือประมาณ 7.7 แสนล้านบาทเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณปี 2569 ที่ตั้งไว้ 8.6 แสนล้านบาท

สะท้อนว่าพื้นที่ทางการคลังของไทยเหลือไม่มาก และยังต้องเผื่อไว้รองรับการขาดดุลงบประมาณ ภาระดอกเบี้ย และความเสี่ยงจากเศรษฐกิจที่ผันผวนด้วย ดังนั้น ยิ่งรายได้รัฐลดลง พื้นที่งบประมาณสำหรับดูแลเรื่องจำเป็นอื่น เช่น ค่าไฟ ผู้มีรายได้น้อย ภาคเกษตร และการประคองเศรษฐกิจก็ยิ่งแคบลง รัฐจึงไม่อาจพึ่งการลดภาษีหรือการอุดหนุนเฉพาะหน้าเป็นคำตอบหลักได้ตลอดไป

สอดคล้องกับที่นายกรัฐมนตรียืนยันแล้วว่าจะไม่ตรึงราคาน้ำมันและจะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด แต่รัฐบาลต้องพูดความจริงกับประชาชนให้หมดว่าประเทศกำลังเผชิญปัญหาใหญ่เพียงใด

และปัญหานั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่ราคาน้ำมัน แต่ลามไปถึงค่าขนส่ง ต้นทุนการผลิต ราคาสินค้า ค่าครองชีพ และเศรษฐกิจทั้งระบบ เมื่อเป็นเช่นนี้ รัฐบาลจึงต้องตอบให้ชัดว่าจะช่วยใครก่อน ใช้เกณฑ์อะไร ใช้งบจากไหน และมีแผนรองรับในช่วง 3 ถึง 6 เดือนอย่างไร เพราะหากไม่มีรายละเอียดเหล่านี้

จาตุรนต์ กล่าวต่อไปว่า คำว่า “ปล่อยตามกลไกตลาด” อาจกลายเป็นเพียง “การปล่อยให้ประชาชนแบกรับภาระลำพัง” ในระยะสั้นรัฐต้องเร่งแก้ปัญหาการกระจายน้ำมันให้ได้ก่อน โดยเปิดเผยข้อมูลสต็อกและการกระจายให้ชัด ตรวจสอบการกักตุนและการเก็งกำไรอย่างจริงจัง และช่วยเหลือแบบเจาะจงไปยังกลุ่มที่เดือดร้อนจริง เช่น เกษตรกร ผู้ใช้แรงงานขนส่ง และผู้ประกอบการรายย่อย

ขณะเดียวกันก็ต้องเร่งหาแหล่งนำเข้าน้ำมันและ LNG เพิ่มจากหลายภูมิภาค ลดการพึ่งพาตะวันออกกลางมากเกินไป และวางแผนให้ราคาพลังงานค่อยๆ สะท้อนต้นทุนจริงอย่างมีระบบ รวมทั้งเร่งการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานทดแทน

อีกทั้งรัฐควรเตรียมการเพิ่มบริการขนส่งสาธารณะให้เพียงพอ เข้าถึงง่าย และมีต้นทุนที่ประชาชนรับไหว เพื่อเป็นทางเลือกในการลดค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางของประชาชนในช่วงที่ราคาพลังงานผันผวน เพราะการดูแลประชาชนไม่ควรมีแต่การพยุงราคาน้ำมันเท่านั้น แต่ต้องช่วยลดความจำเป็นในการแบกรับต้นทุนน้ำมันของประชาชนด้วย

แต่การรับมือวิกฤตครั้งนี้จะหยุดอยู่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่ได้ ประเทศไทยต้องวางแผนสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างยั่งยืนควบคู่กันไปด้วย คือ

  1. ต้องกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันและก๊าซให้หลากหลายขึ้น ไม่พึ่งพาภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งมากเกินไป
  2. ต้องทบทวนระบบสำรองพลังงาน การกระจาย และโครงสร้างพื้นฐานด้านคลังเก็บและขนส่ง ให้สามารถรองรับภาวะสะดุดของตลาดโลกได้จริง
  3. ต้องลดการพึ่งพาน้ำมันในภาคขนส่งและการผลิตอย่างเป็นระบบ โดยใช้เทคโนโลยีที่ช่วยลดต้นทุนพลังงานในระยะยาว
  4. ต้องทำให้ภาคเกษตร ภาคขนส่ง และภาคการผลิตของไทยปรับตัวได้มากขึ้น ไม่ปล่อยให้ทั้งระบบเปราะบางต่อราคาน้ำมันโลกเช่นเดิม เพราะความมั่นคงทางพลังงานที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงการมีน้ำมันพอใช้ในวันนี้ แต่คือการทำให้ประเทศมีความสามารถรับมือกับความผันผวนของโลกได้ในระยะยาว

จาตุรนต์ กล่าวอีกว่า เมื่อเราวางแผนความมั่นคงทางพลังงานอย่างยั่งยืนได้แล้ว ประเทศไทยก็ต้องคิดเรื่องการสร้างรายได้และเสริมความแข็งแรงของเศรษฐกิจไปพร้อมกันด้วย ต้องใช้แรงกดดันครั้งนี้เป็นตัวเร่งให้ไทยก้าวจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การสร้างฐานเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่น (Resilient Base) ของภูมิภาค

คือเป็นฐานเศรษฐกิจที่รับแรงกระแทกจากโลกได้ดีกว่าเดิม มีความมั่นคงด้านพลังงาน อาหาร โลจิสติกส์ และการผลิตมากขึ้น ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า เร่งพลังงานสะอาด ปรับระบบขนส่งและการผลิตให้มีประสิทธิภาพขึ้น และต่อยอดจุดแข็งของประเทศในด้านอาหาร เกษตร เทคโนโลยี บริการสุขภาพ และการลงทุนใหม่ เพื่อให้ไทยมีแหล่งรายได้ที่มั่นคงกว่าเดิม และมีความพร้อมรองรับการย้ายฐานการผลิตและการลงทุนในระยะยาวได้มากขึ้น

วิกฤตการณ์ครั้งนี้สร้างความเจ็บปวดให้กับพี่น้องประชาชนอย่างมาก แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องไม่ปล่อยให้ความเจ็บปวดนี้สูญเปล่า ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ข้อเสนอที่ได้อภิปรายมา ทั้งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่หน้าปั๊ม การจัดการสต็อกและการกระจายอย่างมีประสิทธิภาพ การบอกความจริงกับประชาชน การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า และการยกระดับประเทศจากการตั้งรับเฉพาะหน้า ไปสู่การเป็นฐานเศรษฐกิจที่มั่นคงและยืดหยุ่นมากขึ้น จะได้รับการพิจารณาอย่างจริงจังจากสภาแห่งนี้และจากรัฐบาล ญัตติด่วนนี้จึงไม่ใช่เพียงการขอให้รัฐบาลชี้แจงปัญหาน้ำมันเฉพาะหน้า แต่คือการขอให้รัฐบาลตอบคำถามสำคัญให้ประชาชนทั้งประเทศว่า ปัญหานี้ใหญ่เพียงใด รัฐจะจัดการอย่างไร จะใช้งบประมาณอย่างไรให้คุ้มค่าและเป็นธรรม และจะพาประเทศเดินผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปอย่างมีทิศทาง พร้อมทั้งยกระดับประเทศไทยให้แข็งแรงกว่าเดิมได้อย่างไร

ภาพ: กชามาส เพ็งพอรู้

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์