เห็นเจตนาชัดฝั่ง ‘สว.’ หวัง ‘ประชามติ 2 ชั้น’ ส่งผลแก้ รธน.ไม่เกิดขึ้น

21 พ.ย. 2567 - 16:38

  • ‘จาตุรนต์’ บอกเห็นเจตนาที่ชัดเจนของฝั่ง ‘สว.’

  • ต้องการ ‘ประชามติ 2 ชั้น’ ส่งผลให้การ ‘แก้รัฐธรรมนูญ’ ไม่เกิดขึ้น

  • เผยห่วงอนาคตเสียง สว.ไม่ครบ 1 ใน 3

Chaturon_the_draft_referendum_bill_SPACEBAR_Hero_60b68032ec.jpg

จาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) ร่วมกันเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ กล่าวถึงมติเสียงส่วนใหญ่ของคณะกรรมาธิการฯ ให้คงไว้ตามที่วุฒิสภาแก้ไข คือ ใช้หลักเกณฑ์ ‘เสียงข้างมาก 2 ชั้น’

ซึ่งมีแนวโน้มว่า เมื่อส่งกลับไปให้แต่ละสภาพิจารณา ฝั่งสภาผู้แทนราษฎรจะไม่เห็นด้วย จนมีผลให้ต้องรอ 180 วัน แต่ปัญหาไม่ได้มีแค่ความล้าช้าในการแก้รัฐธรรมนูญ แต่การลงมติของ กมธ.ที่มีผลเช่นนี้ คือเสียงข้างมาก 13 ต่อ 9 ซึ่งเสียงข้างมากทุกเสียงมากจาก กมธ.ฝั่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) สะท้อนว่า ปัจจัยที่จะทำให้การแก้รัฐธรรมนูญเกิดขึ้นยากมาก คือ จำนวนเสียงของ สว.ที่จะไม่ครบตามเงื่อนไขที่ต้องมีมากกว่า 1 ใน 3

จาตุรนต์ กล่าวว่า ถ้าเอาตามร่างของ สว.ก็ไม่ต้องรอ 180 วัน แต่จะมีปัญหาว่า พอไปทำประชามติแล้ว โอกาสไม่ผ่านจะสูงมาก และส่งผลให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่เกิดขึ้นขึ้นอีกเลย เพราะฉะนั้น สภาผู้แทนราษฎรจึงต้องยืนยันเสียงของตนที่เคยลงมติเป็นเอกฉันท์ให้การทำประชามติมีเพียงชั้นเดียว จึงจำเป็นต้องไม่เห็นชอบ และเมื่อครบ 180 วัน ก็มายืนยันร่างของสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้ง

แม้อาจจะทำให้ช้าและไม่สามารถลงประชามติได้ทันการเลือกตั้งนายก อบจ.ในต้นปีหน้า แต่เราไม่มีทางเลือก ต้องปล่อยให้ช้าและค่อยไปแก้ปัญหากัน เช่น ทำให้ผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เพื่อให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย สสร.ขึ้นมา โดยกระบวนการทั้งหมดนี้ อาจเสร็จไม่ทันในอายุของสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ แต่ก็อาจจะเขียนไว้ให้มีผลข้ามไปถึงสภาผู้แทนราษฎรสมัยหน้าก็อาจทำได้

จาตุรนต์ ฉายแสง

สิ่งที่ จาตุรนต์ เน้นย้ำคือ ความล่าช้านี้ไม่ใช่ปัญหาเดียวของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือการที่กรรมาธิการร่วมมีมติออกมาเช่นนี้ ทำให้เห็นเจตนาที่ชัดเจนของ กมธ.ฝั่ง สว.ที่ต้องการให้กฎหมายประชาติมี 2 ชั้น ซึ่งจะมีผลทำให้การแก้รัฐธรรมนูญไม่เกิดขึ้น

เพราะฉะนั้น ที่เราต้องมองข้ามไปก็คือว่า ในขั้นที่มีการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญกันในรัฐสภา จะมีเสียงของ สว.เกิน 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกวุฒิภาหรือไม่ และถ้ามีไม่พอ ก็เท่ากับว่าเราจะยังแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพื่อให้มี สรร.และมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาไม่ได้

จาตุรนต์ ฉายแสง

ในอนาคตแม้ พ.ร.บ.ประชามติ จะกลับมามีเนื้อหาตามที่สภาผู้แทนราษฎรต้องการ และทำให้การทำประชามติมีโอกาสผ่านสูงขึ้นก็จริง แต่ประชามติครั้งแรกจะไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย และพอถึงเวลาพิจารณากันในรัฐสภา ถ้าไม่มีเสียงครบตามเงื่อนไข โดยเฉพาะถ้าไม่มีเสียงของ สว.เกินกว่า 1 ใน 3 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นก็จะตกไป  

ดังนั้น สิ่งที่สังคมไทยจะช่วยกันคิดก็คือ ประชาชนจะต้องสื่อสารกับพรรคการเมืองทั้งหลาย ให้ช่วยกันหาทางที่จะผลักดันการแก้รัฐธรรมนูญให้สำเร็จลุล่วงให้ได้ และช่วยกันส่งเสียงกับสมาชิกวุฒิสภาให้พวกเขาเห็นด้วยว่า ประเทศไทยมีความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญกันขนานใหญ่

เพราะรัฐธรรมนูญที่มาจากการยึดอำนาจรัฐประหารและมีเนื้อหาที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างมากนี้ จะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาบ้านเมืองต่อไป

เราจะต้องได้เสียง สว.เกินกว่า 1 ใน 3 มาร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญ อันนี้คือจุดสำคัญที่ต้องมาช่วยกันคิดตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

จาตุรนต์ ฉายแสง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์