‘เพื่อไทย’ ยัน! ไม่ปล่อยมือ ‘ก้าวไกล’

20 ก.ค. 2566 - 11:27

  • ‘ชลน่าน’ ยัน ‘เพื่อไทย’ ไม่ปล่อยมือ ‘ก้าวไกล’ รอนัดหมายหารือชื่อนายกฯ โหวตครั้งที่ 3

  • เห็นด้วยยื่นศาลรธน. ตีความมติที่ประชุมรัฐสภา รับห่วงเรื่องเสนอชื่อซ้ำ-พรรคเพื่อไทยตกภาระลำบาก หากเป็นแกนนำ

  • ปัดวิจารณ์ความเห็น ‘เสรีพิศุทธ์’ ผลักก้าวไกลเป็นฝ่ายค้าน

Cholnan_Confirm_Pheuthai_Party_do_not_let_go_of_Moveforword_Party_hand_after_Pita_failed_yesterday_SPACEBAR_Thumbnail_4a2ecd137a.jpeg
นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ถึงทิศทางของ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลหลังจากนี้ว่า เมื่อวานนี้ ( 19 ก.ค.) เป็นเหตุที่ปรากฏขึ้นว่า เราไม่สามารถเสนอชื่อ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบได้ โดยมีผลการวินิจฉัยว่า เป็นญัตติซ้ำ จึงถูกตีตกไป เหตุการณ์นี้ไม่ควรเกิดขึ้น และเป็นข้อที่จะผูกมัดต่อไปด้วย เพราะคำวินิจฉัยของรัฐสภาเป็นการผูกมัดการใช้ข้อบังคับของตนเอง แต่ข้อบังคับนี้เป็นข้อบังคับเฉพาะ ในรัฐธรรมนูญมาตรา 272 เท่านั้น ถ้าเราเปลี่ยนไปใช้ข้อบังคับนี้กับรัฐธรรมนูญมาตรา 159 ผลผูกพันก็จะลดลงไป ดังนั้นการเดินหน้าของ 8 พรรค ก็ต้องเป็นไปตาม MOU ที่ทำร่วมกัน โดยให้สิทธิ์แกนนำคือพรรคก้าวไกลเป็นผู้เริ่มในทุกกระบวนการ ดังนั้นการพูดคุยต่อจากนี้ให้เป็นหน้าที่ของพรรคก้าวไกลเป็นผู้นัดหมายมา เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทางเลขาธิการของพรรคพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยได้หารือกันเบื้องต้น และจะนัดหมายต่อไป พร้อมยืนยันว่า พรรคเพื่อไทยยังไม่ปล่อยมือจากพรรคก้าวไกล ขณะนี้ยังอยู่ด้วยกัน  

ส่วนการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีในการโหวตครั้งที่ 3 จะเป็นแคนดิเดต นายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยเลยหรือไม่นั้น ให้ขึ้นอยู่กับการพูดคุยกันที่จะเกิดขึ้น ยังไม่สามารถที่จะฟันธงได้ รอเพียงพรรคก้าวไกลนัดหมายมาอาจจะเป็นวันนี้หรือวันพรุ่งนี้  

ทั้งนี้ เมื่อรัฐสภามีมติว่า จะเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีซ้ำไม่ได้ หากวินิจฉัยว่า การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีเป็นไปตามข้อบังคับที่ 41 ซึ่งก็ยังสามารถใช้ข้อบังคับที่ 41 ในตัวเองได้ เพราะยังมีวรรคท้ายอยู่ ที่ระบุว่า กรณีที่การเปลี่ยนแปลงไปยังสามารถเสนอได้ เช่น การเสนอชื่อของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ขึ้นมาใหม่ และมีการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกขึ้นมาด้วย 

สำหรับกรณีที่ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ โพสต์ Facebook ส่วนตัวแสดงความเห็นไม่พอใจต่อการวินิจฉัยข้อบังคับที่ 41 ที่ทำให้บทบัญญัตในรัฐธรรมนูญดูเป็นง่อยนั้น นพ.ชลน่านกล่าวว่า ในเรื่องนี้ บวรศักดิ์ ไม่เห็นชัดเจน เพราะเป็นเรื่องรัฐธรรมนูญและยังให้แนวว่า บุคคลที่เห็นว่าถูกละเมิดสิทธิ์ ก็สามารถใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 243 ยื่นต่อผู้ตรวจการแผ่นดินได้ เป็นสิทธิ์ของบุคคลไม่ใช่สิทธิ์ของ สส. แต่กระบวนการร้อง ต้องร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน หากผู้ตรวจการแผ่นดินไม่รับ ก็สามารถร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ 

สำหรับการวินิจฉัยข้อบังคับที่ 41 มีคนไม่พอใจในการทำหน้าที่ของ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภานั้น นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ไม่มีใครพอใจ ตนเองก็ไม่พอใจที่มีการวินิจฉัยออกมาแบบนี้ ตนพยายามหาทางออกให้ เมื่อผลออกมาเช่นนี้ก็ต้องยอมรับว่า ไม่มีใครพอใจ โดยหลักแล้ว เราอยู่ในระบบนี้ ระบบการปกครอง ระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ระบบรัฐสภา ระบบเสียงข้างมาก เราต้องยึดถือ แต่สิ่งหนึ่งที่อาจจะคลางแคลงใจไม่พอใจ คือ เสียงข้างมากไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม พร้อมยืนยันว่า หลังจากนี้จะมีปัญหาในการทำหน้าที่ในที่ประชุมรัฐสภาอย่างแน่นอน แค่บทเรียนครั้งนี้ สามารถนำไปปรับปรุงแก้ไขได้ เพราะข้อบังคับเกิด สมาชิกรัฐสภาเป็นผู้กำหนดตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเมื่อหมดวาระ สว.วันที่ 11 พ.ค. 2567 ก็มีความชอบที่จะแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยยกเอาเรื่องการโหวตนายกรัฐมนตรี นำเรื่องการเห็นชอบนายกรัฐมนตรีมากำหนดไว้ในสภาผู้แทนราษฎร อะไรที่เป็นข้อจำกัดในข้อบังคับของการประชุมรัฐสภา ก็สามารถนำไปบัญญัติไว้ในข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรให้ชัด  

นพ.ชลน่าน ระบุว่า มีความเป็นห่วงในเรื่องการเสนอชื่อซ้ำ และยอมรับว่า พรรคเพื่อไทยตกภาระลำบาก หากได้รับโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งตามหลักการแกนนำจะต้องไปแสวงหาความมั่นใจว่า ก่อนเสนอเสียงจะผ่าน ไม่มีใครที่อยู่ในสมรภูมิที่แพ้แล้วไปรบ เพราะเราจะเสียคนของเราไปด้วย ส่วนกรณีพรรคก้าวไกลจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความนั้น ตนเห็นสมควรด้วย อะไรที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ถ้าเรามีสิทธิก็ควรจะต้องดำเนินการ สำหรับกรณีสว.บางคน ระบุว่า ถ้าเพื่อไทยยังจับมือกับพรรคก้าวไกลจะไม่โหวตให้นั้น เราคงไม่รอให้มีมติออกมา กรณีที่เราต้องเสนอ ถ้ารอมติตรงนั้นก็แพ้อย่างเดียว อย่างไรก็ตาม ขณะนี้พรรคเพื่อไทยยังไม่มีแนวทางในการดำเนินการหาเสียงเพิ่ม เพราะถ้าบอกว่า มี จะหาว่าเราคิดไปก่อน  

“กำลังเราแค่ 100 ถ้าจะเอาชนะก็ต้องทำให้เต็ม 100 หรืออย่างน้อยต้อง 80-90 ถ้ามีกำลังแค่นี้ ไปรบกับเขาก็แพ้ ส่วนสมการชนะนี้ มีก้าวไกลอยู่ด้วยหรือไม่นั้น ไม่ได้กำหนดว่า มีหรือไม่มี แต่ขณะนี้เรายังอยู่ใน 9 พรรคร่วม ทั้งนี้ ไม่ว่าใครเจอสถานการณ์นี้ต้องคิดหนัก ต้องสร้างความมั่นใจว่า ก่อนที่จะไปรบ มีโอกาสชนะอย่างไร และยังไม่คิดถึงการข้ามขั้วในการจัดตั้งรัฐบาล ส่วนจะขอให้พรรคก้าวไกลลดเพดาน ม.112 นั้น ตนสงสารพรรคก้าวไกล ในการนำประเด็นเหล่านี้มาเป็นเงื่อนไข ขณะนี้ไม่ใช่ ม.112 ฉะนั้นพรรคเพื่อไทยไม่มีความคิดไปก้าวล่วงสิทธิเสรีภาพของพรรคก้าวไกล” นพ.ชลน่าน กล่าว 

นพ.ชลน่าน ระบุถึงกรณี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ไม่ร่วมโหวตเมื่อวานนี้ ตนทราบว่ามีการออกไปก่อน เลยไม่ได้โหวต แต่ไม่ได้มีผลอะไร เพราะเป็นคนละประเด็นกับการเห็นชอบนายกรัฐมนตรี รวมถึงประเด็นที่มีการวิจารณ์พรรคก้าวไกลอย่างหนักถึงขั้นให้ไปเป็นพรรคฝ่ายค้านนั้น กระบวนการการทำงานร่วมกัน ความคิดความเห็น เป็นสิทธิเสรีภาพ จะถือเป็นความเห็นรวมไม่ได้ ส่วนที่บอกว่า อยากให้พรรคก้าวไกลเป็นฝ่ายค้าน ก็เป็นความเห็นท่าน ตนไม่สามารถวิเคราะห์แทนท่านได้  

ส่วนกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่บอกว่า 8 พรรคร่วมฯติดกระดุมผิดตั้งแต่เม็ดแรกนั้น ก็คงแล้วแต่มุมมอง จะสรุปว่าผิดหรือไม่ จะต้องดูข้อเท็จจริง และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ให้ดูเป็นเรื่องๆ ไป ความเห็นต่างเป็นสีสันของระบอบประชาธิปไตย ทั้งนี้จากเหตุการณ์เมื่อวานเป็นเพราะ 8 พรรคร่วมแพ้ จึงถูกมองว่าเราติดกระดุมผิด แต่หากเราชนะก็จะมีการมองอีกแบบ 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์