‘เพื่อไทย’ ไฟเขียว ‘ชลน่าน’ ขึ้นเวทีฝ่ายค้าน ไม่กระทบสัมพันธ์ค่ายน้ำเงิน?

28 ส.ค. 2569 - 17:05

  • ‘ชลน่าน’ แจงร่วมเวทีฝ่ายค้าน ถกวิกฤตความเชื่อมั่น ไม่ใช่ตรวจรัฐบาล

  • ‘จุลพันธ์’ ยัน ‘เพื่อไทย’ เปิดกว้าง ไม่หวั่นกระทบพรรคร่วม ลั่นรัฐบาล “แน่นปึ้ก!”

  • ‘อนุทิน’ เผยสัปดาห์หน้านัดพรรคร่วมฯ กินข้าว เริ่มวง ครม.ก่อน

‘เพื่อไทย’ ไฟเขียว ‘ชลน่าน’ ขึ้นเวทีฝ่ายค้าน ไม่กระทบสัมพันธ์ค่ายน้ำเงิน?

เมื่อ “เวทีฝ่ายค้าน” มีชื่อของ “อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย” ปรากฏอยู่ด้วย คำถามเรื่องจุดยืน ความไว้ใจ และเสถียรภาพทางการเมืองจึงถูกจับตาว่า เรื่องนี้จะเป็นเพียงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือกำลังสะท้อนอะไรบางอย่างที่มากกว่านั้น

‘ชลน่าน’ แจงร่วมเวทีฝ่ายค้าน ถกวิกฤตความเชื่อมั่น ไม่ใช่ตรวจสอบรัฐบาล

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และอดีตผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ชี้แจงกรณีได้รับเชิญเข้าร่วมเวทีเสวนา “การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ” ซึ่งจัดโดยกลุ่มพรรคร่วมฝ่ายค้าน ในวันเสาร์ที่ 29 สิงหาคมนี้ ว่า เวทีดังกล่าวมีกำหนดจัดขึ้นที่รัฐสภา หลังผู้จัดเปลี่ยนสถานที่จากโรงแรมพูลแมนตามคำขอของเจ้าของสถานที่

นพ.ชลน่าน ระบุว่า จะเข้าร่วมเสวนาเฉพาะช่วงเวลา 09.30-11.00 น. ในหัวข้อ “การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น และผลกระทบต่อกลไกตรวจสอบถ่วงดุล” ร่วมกับอดีตผู้นำฝ่ายค้านอีก 2 คน ได้แก่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล และอดีตผู้นำฝ่ายค้านฯ

ทั้งนี้ นพ.ชลน่าน ย้ำว่า จะร่วมเฉพาะวงเสวนาของอดีตผู้นำฝ่ายค้านในช่วงเช้าเท่านั้น ไม่ได้เข้าร่วมวงเสวนาในช่วงอื่นที่เกี่ยวข้องกับประเด็นการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือร่วมเวทีกับกลุ่มเคลื่อนไหวภาคประชาชน

ย้ำ ‘เพื่อไทย’ รับทราบล่วงหน้า เหตุร่วมเวทีเพราะอดีตผู้นำฝ่ายค้าน

เมื่อถูกตั้งคำถามถึงการเตรียมขึ้นเวทีฝ่ายค้าน ทั้งที่ปัจจุบันสังกัดพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทย เป็นแกนนำรัฐบาล นพ.ชลน่าน กล่าวว่า หลังได้รับหนังสือเชิญอย่างเป็นทางการ ได้แจ้งให้พรรคเพื่อไทยรับทราบล่วงหน้าแล้ว และพรรคไม่ได้ทักท้วง เตือน หรือห้ามไม่ให้เข้าร่วม

นพ.ชลน่าน กล่าวว่า เหตุผลสำคัญที่ตอบรับคำเชิญ เนื่องจากเคยดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน และเห็นว่าเวทีดังกล่าวเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับระบบการเมืองและกลไกตรวจสอบ ซึ่งประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยควรมีส่วนร่วม โดยปัจจุบันไม่มีตำแหน่งทางการเมือง จึงเข้าร่วมในฐานะประชาชนคนหนึ่งและอดีตผู้ทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้าน เพื่อเสนอความคิดเห็นจากประสบการณ์ที่ผ่านมา

สวนปม ‘สว.สีน้ำเงิน’ ชี้ตรวจสอบข้อเท็จจริงยิ่งสร้างความไว้ใจ

ส่วนกรณีการเข้าร่วมเวทีฝ่ายค้าน ซึ่งมีประเด็นตรวจสอบการได้มาของสมาชิกวุฒิสภา รวมถึงประเด็นที่ถูกเรียกว่า “สว. สีน้ำเงิน” จะกระทบความไว้วางใจระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่นั้น นพ.ชลน่าน กล่าวว่า “ยิ่งทำให้ไว้ใจกันมากขึ้น”

นพ.ชลน่าน อธิบายว่า การตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายควรเป็นกระบวนการปกติในระบบประชาธิปไตย การค้นหาความจริงไม่ควรถูกมองว่าเป็นการสร้างความขัดแย้งระหว่างพรรคการเมือง โดยการเข้าร่วมเวทีดังกล่าวไม่ได้มุ่งตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาล แต่เป็นการหารือถึงปัญหาของระบบการเมือง กลไกตรวจสอบถ่วงดุล และกระบวนการเข้าสู่อำนาจขององค์กรต่าง ๆ

สว.ต้องเป็นอิสระ ไม่แบ่งขั้วรัฐบาล-ฝ่ายค้าน

นพ.ชลน่าน กล่าวถึงบทบาทที่แตกต่างกันระหว่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาว่า สส.มีหน้าที่ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน โดย สส.ฝ่ายรัฐบาลมีหน้าที่สนับสนุนรัฐบาล พร้อมเสนอแนะให้การบริหารเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ขณะที่ สส.ฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบ คัดค้าน และเสนอความเห็นในอีกมุมหนึ่ง

ส่วนสมาชิกวุฒิสภาไม่มีการแบ่งเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านตามรัฐธรรมนูญ และควรทำหน้าที่ในฐานะ ส.ว.ของประชาชน มีความเป็นอิสระและเป็นกลางในการตรวจสอบ โดยไม่แบ่งเป็นกลุ่มหรือฝักฝ่ายทางการเมือง

สำหรับสถานการณ์การเมืองไทย นพ.ชลน่าน มองว่า ปัญหาความเชื่อมั่นไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะองค์กรหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เกิดขึ้นกับระบบการเมืองโดยรวม ประชาชนตั้งคำถามต่อทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการ และองค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบว่า สามารถปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชนได้อย่างแท้จริงหรือไม่

ชี้ 3 ต้นตอวิกฤตความเชื่อมั่น ตั้งแต่ “รัฐธรรมนูญ” ถึง “กลไกตรวจสอบ”

นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ต้นตอของปัญหาการเมืองในขณะนี้มีอย่างน้อย 3 ประการ

ประการแรก คือปัญหาเชิงโครงสร้างจากรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกติกาหลักในการกำหนดกระบวนการเข้าสู่อำนาจและการใช้อำนาจ หากโครงสร้างมีช่องโหว่หรือความบิดเบี้ยว ย่อมส่งผลต่อองค์กรที่เกิดขึ้นภายใต้กติกานั้น

ประการที่ 2 คือปัญหาการเข้าสู่อำนาจและการใช้อำนาจที่ไม่เหมาะสม โดยมีกลุ่มบุคคลใช้ช่องว่างของกฎหมายเข้าสู่อำนาจ และเมื่อมีอำนาจแล้วอาจนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของตนเองหรือพวกพ้อง มากกว่าประโยชน์ส่วนรวม

ประการที่ 3 คือกลไกตรวจสอบถ่วงดุลไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ หากองค์กรตรวจสอบขาดความโปร่งใสหรือถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นกลาง ย่อมกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบทั้งหมด

เสนอแก้ปัญหา 2 ระยะ ชูประชาชนมีส่วนร่วม-เดินหน้ารัฐธรรมนูญใหม่

สำหรับข้อเสนอในการแก้ปัญหา นพ.ชลน่าน เห็นว่าควรแบ่งออกเป็น 2 ระยะ โดยระยะสั้น ประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยต้องเข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบและกำกับการใช้อำนาจมากขึ้น ขณะที่ทุกองค์กรต้องทำหน้าที่ด้วยความโปร่งใส ซื่อสัตย์ และยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก

ส่วนระยะยาว จำเป็นต้องแก้ปัญหาในระดับโครงสร้าง ด้วยการร่วมกันสร้างกติกาทางการเมืองใหม่ โดยเฉพาะการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ออกแบบกระบวนการเข้าสู่อำนาจ การใช้อำนาจ และการตรวจสอบถ่วงดุลให้มีความโปร่งใสมากขึ้น

เป้าหมายสำคัญคือทำให้ทุกกลไกของรัฐสามารถใช้อำนาจภายใต้กติกาที่ได้รับการยอมรับ และนำอำนาจนั้นไปใช้เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน มากกว่าการตอบสนองผลประโยชน์ของบุคคลหรือกลุ่มการเมืองใดกลุ่มหนึ่ง

‘เพื่อไทย’ เปิดกว้าง ชี้ ‘ชลน่าน’ ร่วมเวทีได้ แต่ขอคุยกรอบอีกครั้ง

ด้าน จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี นพ.ชลน่าน เตรียมขึ้นเวทีเสวนาฝ่ายค้านว่า พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่เปิดกว้าง และไม่ได้ห้ามสมาชิกไปดำเนินกิจกรรม ทั้งการพบปะพูดคุยกับประชาชน หรือการไปเสวนาและสัมมนา

จุลพันธ์ กล่าวว่า ได้พูดคุยกับ นพ.ชลน่าน เมื่อวันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา และทราบว่าสำนักผู้นำฝ่ายค้านประสานเชิญ เนื่องจาก นพ.ชลน่าน เป็นอดีตผู้นำฝ่ายค้าน โดยเชิญเข้าร่วมเสวนาเพียงช่วงหนึ่งเท่านั้น และยังมีอดีตผู้นำฝ่ายค้านคนอื่นเข้าร่วมด้วย เช่น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

จุลพันธ์ กล่าวว่า ประเด็นที่ นพ.ชลน่าน จะไปพูดไม่ได้เกี่ยวข้องกับรัฐบาล แต่เป็นเรื่องการสร้างความมั่นใจของสังคมต่อระบบการเมืองไทย จึงเชื่อในวิจารณญาณของ นพ.ชลน่าน ว่าสามารถพูดอยู่ในกรอบได้ เพราะเป็นผู้ใหญ่ที่พรรคให้ความเคารพ อย่างไรก็ตาม เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้น จะขอหารือกับ นพ.ชลน่าน อีกครั้งถึงความคิดเห็นต่อการเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้

เตือนใช้ ‘งบหลวง’ ต้องโปร่งใส หวั่นเวทีการเมืองมากเกินกลายเป็นวัตถุประสงค์ทางการเมือง

จุลพันธ์ กล่าวว่า กิจกรรมลักษณะดังกล่าว หากจัดขึ้นด้วยความบริสุทธิ์ใจ ย่อมเป็นประโยชน์ เพราะเป็นการนำงบประมาณรัฐมาใช้ในการจัดอบรมสัมมนา เพื่อพูดคุยกับประชาชน แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และส่งแนวความคิดไปสู่สังคม

แต่หากมีเรื่องการเมืองมากเกินไป ก็อาจกลายเป็นการใช้งบประมาณรัฐเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง ซึ่งไม่อยากให้เกิดขึ้น พร้อมระบุว่า จะขอไปหารือกับ นพ.ชลน่าน อีกครั้ง

เมื่อถูกถามว่า เวทีฝ่ายค้านที่ผ่านมามักพุ่งเป้าไปที่รัฐบาล การที่อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมจะสร้างความระหองระแหงกับพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ จุลพันธ์ ยืนยันว่าไม่ เพราะความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลยังเป็นไปด้วยดี

“วันนี้เราไม่ได้เป็นรัฐบาลร่วม แต่เราเป็นรัฐบาลของประชาชน”

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

จุลพันธ์ ยืนยันว่า ทุกฝ่ายทำงานร่วมกันโดยไม่มีการแบ่งแยก และพร้อมขับเคลื่อนงานตามแนวทางของนายกรัฐมนตรีและทิศทางของพรรคร่วมรัฐบาล

ไม่หวั่นกระทบอภิปรายไม่ไว้วางใจ ย้ำสภาฯ ต้องฟังข้อมูล-ใช้วิจารณญาณ

ส่วนกรณีจะกระทบต่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านหรือไม่นั้น จุลพันธ์ กล่าวว่า เป็นกลไกตามสภาพของการเป็นรัฐบาล และเป็นกลไกของระบอบประชาธิปไตยแบบเสียงข้างมาก ทุกคนในสภาต้องรับฟังการอภิปรายและใช้วิจารณญาณว่า มีข้อมูลใหม่หรือไม่ ข้อมูลเกี่ยวข้องและน่าเชื่อถือหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นพรรคใดก็ตาม

จุลพันธ์ กล่าวว่า ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ทุกฝ่ายขับเคลื่อน “รัฐนาวา” ร่วมกัน โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนกินดีอยู่ดีและมีชีวิตที่ดีขึ้น หากไม่มีข้อมูลใหม่ที่นำไปสู่ความเสียหาย ก็เชื่อว่าทุกฝ่ายต้องเดินหน้าขับเคลื่อนงานของรัฐเพื่อประโยชน์ของประชาชนต่อไป

เมื่อถูกถามว่าการที่แกนนำพรรคเพื่อไทยไปร่วมเวทีฝ่ายค้านจะเพิ่มความมั่นใจให้ฝ่ายค้านในการพุ่งเป้าไปที่รัฐบาลหรือไม่ จุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่ได้มองเช่นนั้น เพราะในกระบวนการทำงานของสภา แม้จะอยู่พรรคเดียวกันก็มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยเป็นเรื่องปกติ แต่สุดท้ายทุกคนต้องยึดกรอบของพรรค และเมื่อมีมติพรรคก็พร้อมเดินไปด้วยกัน

จุลพันธ์ ยกตัวอย่างกรณีการลงมติ พ.ร.ก.เงินกู้ ว่า พรรคเพื่อไทยลงมติเต็มร้อย เพราะเห็นว่าเป็นโครงการที่เป็นประโยชน์ และในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลก็พร้อมขับเคลื่อนกลไกช่วยเหลือประชาชน

เมื่อถามย้ำถึงเสถียรภาพของรัฐบาล จุลพันธ์ ตอบสั้น ๆ ว่า “แน่นปึ้ก!”

‘อนุทิน’ เผยสัปดาห์หน้านัดพรรคร่วมกินข้าว เริ่มวง ครม.ก่อน

ขณะเดียวกัน อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงการนัดหมายพรรคร่วมรัฐบาลรับประทานอาหาร ว่า จุลพันธ์ ได้เข้ามาหารือราชการในช่วงเช้า และคาดว่าสัปดาห์หน้าจะมีการนัดรับประทานอาหารร่วมกัน แต่ยังไม่ได้กำหนดวันและสถานที่ ทั้งนี้ จะเป็นการพบกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อน

ส่วนคำถามว่า การนัด ครม.รับประทานอาหารจะถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับการปรับ ครม.หรือไม่ และยืนยันได้หรือไม่ว่าจะไม่มีการปรับ ครม.ในช่วงเวลานี้ อนุทิน เพียงยิ้มและไม่ตอบคำถามดังกล่าว

กรณีการแจมเวทีฝ่ายค้านของ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ถือเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนของการเมืองในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลยังยืนยันถึงความเป็นเอกภาพและความร่วมมือระหว่างพรรคร่วมฯ ท่ามกลางสายตาที่จับจ้องไปยังทุกท่าทีและทุกสัญญาณทางการเมือง

เพราะในช่วงเวลาที่ความไว้วางใจกลายเป็นโจทย์ใหญ่ สิ่งที่เกิดขึ้นบนเวทีหนึ่ง อาจสะเทือนไปถึงอีกหลายเวทีในสมการอำนาจ

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์