นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม รัฐสภา กล่าวว่า จากการที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุในทำนอง “อาจยุบสภาในวันที่ 12 ธ.ค. หากพรรคเพื่อไทยยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 จริงตามที่ประกาศไว้” แม้จะขัดกับข้อตกลงหรือ MOA ระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน แต่เป็นเรื่องที่ “พรรคภูมิใจไทยไม่ได้เสียอะไร มีแต่ได้กับได้”
ดังนั้นการประกาศยุบสภาอย่างชัดเจนก็มองเป็นเรื่องอื่นไม่ได้เลย นอกจากเพื่อประโยชน์ทางการเมืองเท่านั้น เพราะการเป็นรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทยมีแต่ได้ คือได้ใช้งบประมาณ ได้อำนาจบริหาร ได้จัดทัพข้าราชการรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นด้วย
นพ.ชลน่าน กล่าวอีกว่า สำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากสุดท้ายพรรคภูมิใจไทยสามารถกำหนดเกมได้ ก็อาจจะผ่านให้ หากไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ก็สามารถคว่ำในวาระ 3 ได้ การอ้างว่าที่ต้องยุบสภาเพราะปัจจัยทางการเมือง จึงเป็นข้ออ้างเพื่อหนีการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้านมากกว่า รวมทั้งหากยุบสภาตอนนี้ รัฐบาลจะได้เปรียบในสนามเลือกตั้ง ทั้งอำนาจรัฐ กระสุนดินดำ ครอบคลุมอำนาจทุกองคาพยพ
การยุบสภาจึงเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองเพื่อยุติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และหนีการตรวจสอบตามกลไกของรัฐสภา ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์หลักของพรรคภูมิใจไทยมากกว่า
การออกมายอมรับว่ามีการใช้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นตัวประกันทางการเมือง หากฝ่ายค้านยื่นอภิปราย อนุทินก็พร้อมยุบสภา การแสดงออกของอนุทินในฐานะหัวหน้ารัฐบาลจึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ตัวและพวกพ้องเป็นหลัก ไม่ได้เข้ามาทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน แน่นอนว่าในสนามเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทยจะหาเสียงโจมตีว่าเพราะพรรคเพื่อไทยทำให้รัฐบาลไปต่อไม่ได้ และส่งผลให้ไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วม หรือทำโครงการเพื่อประชาชนได้ ทั้งๆ ที่อนุทิน รู้ดีว่าการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยเสี่ยงมาก แต่ด้วยความอยากได้อำนาจเพื่อประโยชน์ตนเอง ดังนั้นเมื่อฝ่ายค้านเห็นว่าประเทศเสียหายในหลายมิติ จำต้องตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร อนุทินก็พร้อมยุบสภาหนีการตรวจสอบจากประชาชน พร้อมโยนบาปพรรคเพื่อไทย จึงเป็นทางเลือกที่พรรคภูมิใจไทยได้ใช้ประโยชน์ในสถานการณ์นี้




