สำหรับความเคลื่อนไหวที่สำนักงานอัยการคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด วันนี้เป็นไปอย่างคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้า โดยพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นำตัว ‘ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว’ สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม (กธ.) พร้อมส่งสำนวนความเห็นสมควรฟ้อง ให้พนักงานอัยการคดีพิเศษพิจารณาสั่งฟ้องต่อศาล
ภายหลังอัยการสูงสุดเห็นว่าความผิดบางส่วนอาจเกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร จึงใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 20 มอบหมายให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษและคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม 2 ฐานความผิด ได้แก่ ความผิดฐานเป็นอั้งยี่ ตามมาตรา 209 แห่งประมวลกฎหมายอาญา มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท และความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มีโทษจำคุกตั้งแต่ 4-15 ปี หรือปรับตั้งแต่ 80,000-300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ



วันนี้ ‘ชนนพัฒฐ์’ เดินทางมาพร้อมทนายความส่วนตัว ก่อนให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า เป็นกระบวนการที่พนักงานสอบสวนดีเอสไอสรุปสำนวนมีความเห็นสั่งฟ้องให้อัยการ โดยตนเดินทางมาเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา และได้เตรียมเอกสารร้องขอความเป็นธรรมในหลายประเด็น เพื่อให้อัยการตรวจสอบและรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับหลักฐานต่างๆ
หนึ่งในประเด็นที่ร้องขอ คือขอให้หน่วยงานแจ้งพฤติการณ์ของเขาใหม่อีกครั้ง ส่วนกรณีที่อาจมองว่าดีเอสไอแจ้งข้อกล่าวหาคลุมเครือนั้น ไม่ต้องการพาดพิงหน่วยงานใด แต่หวังว่าองค์กรที่ยื่นเรื่องขอความเป็นธรรมและตนให้ความเชื่อมั่น จะพิจารณาให้ความเป็นธรรม


พร้อมย้ำว่า การสั่งฟ้องไม่มีเอกสิทธิ์คุ้มครอง สส. โดยการคุ้มครองมีเฉพาะในชั้นสอบสวนและการออกหมายเรียกเท่านั้น ยืนยันว่าไม่ได้มีอะไรเหนือกว่าคนอื่น และถูกดำเนินคดีในหลายท้องที่ ทั้งที่อยู่ในชั้นอัยการและชั้นศาลในเวลาไล่เลี่ยกัน
‘ชนนพัฒฐ์’ กล่าวว่า ไม่ได้มองว่าเรื่องดังกล่าวมีนัยทางการเมือง แต่เปรียบเสมือนพายุฝนที่โหมกระหน่ำเข้ามา และด้วยความเป็นนักสู้จึงต้องค่อยๆ แก้ปมไปทีละเปราะ พร้อมมองว่าเป็นข้อดีที่จะได้พิสูจน์ตัวเอง เพื่อให้หมดข้อครหาจากสังคมว่าตนใช้เอกสิทธิ์ สส. คุ้มครอง เพราะที่ผ่านมาไม่เคยใช้ และยืนยันว่าตนเป็นเพียงประชาชนคนหนึ่งที่อยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน







