ชวน หลีกภัย อดีตประธานสภาฯ และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงผลการเลือกตั้งที่พรรคประชาธิปัตย์ แพ้ยับเยินว่า หากมีเวลาต้องคุยกับ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อประเมินผลการเลือกตั้งอีกครั้ง ส่วนที่ถามว่าได้บทเรียนอะไรนั้น ตนมองว่าพรรคฯ มีประสบการณ์มา 77 ปี ไม่ใช่บทเรียน แต่คือประสบการณ์ที่ผู้บริหารพรรคชุดใหม่ต้องพิจารณาว่า ที่ผ่านมามีจุดเด่นจุดด้อยอย่างไรเพื่อแก้ปัญหาต่อไป และต้องเรียนรู้ทุกครั้ง
“การเลือกตั้งรอบนี้ เราก็ต้องยอมรับและดูโดยภาพรวมแล้ว เสียงของพรรคฯ ลดลงมากกว่าที่เขาคาดหมายเยอะ ตนไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรคฯ แต่ก็พยายามตระเวณช่วยหาเสียงไปให้ได้ 77 จังหวัด เพื่อหวังว่าจะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อเข้ามามาก เพราะดูจากผลสำรวจของ ‘นิด้าโพล’ แล้ว คาดว่าเราจะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 5 คน แต่พอไปได้สักระยะหนึ่งประมาณ 40-50 จังหวัด นายบัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรคฯ ได้ขอร้องให้ตนกลับไปช่วยในภาคใต้ ต่อมานายจุรินทร์ ก็โทรมาให้ตนลงไปใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และทุกจังหวัดก็ขอให้ไปช่วย โดยนายบัญญัติ ได้บอกว่า สถานการณ์มันเปลี่ยน มีการใช้ระบบเงินรุนแรงมาก จึงขอให้ตนรีบกลับมา เพราะตนเป็นคนต่อต้านการซื้อเสียง จึงได้ใช้คำที่ว่า ‘ชาวตรังใครอย่ามุ่งหวังซื้อด้วยเงินตรา’ ต้องเอามาใช้ใหม่ ในการรณรงค์การซื้อเสียง โดยนายจุรินทร์ก็คุยกับตนว่ามีระบบการยิงแล้ว แต่ก็เสียดายบัญชีรายชื่อเราได้ต่ำกว่าโพลที่คาดไว้ คือได้มาเพียง 3 คน” ชวน ระบุ
เมื่อถามว่าผลคะแนนของพรรคฯ ออกมาอย่างนี้ เป็นเพราะประชาชนอยากเปลี่ยนเอาคนรุ่นใหม่ขึ้นมาเป็น ส.ส.หรือไม่ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มองว่า ส่วนหนึ่งมาจากการเบื่อของเก่าแน่นอน และอีกส่วนหนึ่งคือความรู้สึกกับรัฐบาล
“เวลาเราไปหาเสียงก็จะได้ยิน แต่เราไม่วิจารณ์ใครเขา เพราะประชาธิปัตย์ก็เป็นส่วนหนึ่งในรัฐบาล แต่ถ้าพูดความจริงผลงานของนายจุรินทร์ ที่ทำเรื่องการเกษตร การประกันรายได้ ซึ่งต้องคอยดูต่อไปว่ารัฐบาลหน้าเขาจะทำอย่างไร เพราะในช่วงที่ผ่านมา การประกันรายได้สามารถทำให้เกษตรกร ชาวนาชาวไร่ ปาล์ม ข้าวโพด มีรายได้ที่แน่นอน ชาวบ้านได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น ไม่ใช่ฝ่ายการเมืองโกงไปแบบโครงการรับจำนำ ตนคิดว่าโครงการของเรา เป็นสิ่งที่ชาวบ้านได้ แต่ชาวบ้านจะเห็นหรือไม่อีกเรื่องหนึ่ง เราก็ต้องยอมรับ” ชวน ระบุ
เมื่อถามว่าในการเลือกหัวหน้าพรรคฯ และกรรมการบริหารพรรคฯ ชุดใหม่ ควรจะเป็นคนรุ่นเก่าหรือรุ่นใหม่เข้ามาบริหาร ชวน ตอบว่า “การเมืองเป็นของคนทุกรุ่น เราไม่มาเลือกว่ารุ่นเก่า รุ่นใหม่ รุ่นกลาง แต่ละรุ่นเขาก็มีศักยภาพของเขา คนรุ่นเก่าเขาก็มีอดีตที่จะช่วยพรรค คนรุ่นใหม่ก็จะมีความคิด มีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามา ปัจจุบันก็เอามาเชื่อมต่อกัน พรรคประชาธิปัตย์จึงมีอดีต ปัจจุบัน และมีอนาคต”
ส่วนเมื่อถามถึงกรณีที่ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เรียกร้องให้พรรคการเมืองต่างๆ ร่วมโหวตให้เป็นนายกฯ ชวน ตอบว่า “ตนคิดว่าอย่าไปก้าวก่ายคนอื่นเขาเลย แต่ละพรรคคิดอย่างไรก็ให้เขาคิดเอา และมีมติของเขาเอง ดังนั้น อย่าไปก้าวก่ายหรือลุกล้ำ ไม่ควรให้คนอื่นเขาคิดเหมือนตัวเอง แต่ละพรรคเขาคิดเองได้ และเขามีสติปัญญาที่จะคิดเองได้”
เมื่อถามเรื่องมุมมองต่อบทบาทของ พิธา เป็นอย่างไรนั้น ชวน ตอบว่า “ยังไม่ได้ตั้งรัฐบาลเลย แต่ก็ต้องยอมรับว่าในเสียงที่เขาชนะมา เขาก็ต้องให้ความเห็นเอง แต่เท่าที่ประเมินดูในเวลาที่เราออกไปหาเสียง จะพูดได้ว่าในท่ามกลางของการยิงด้วยเงิน พรรคกาวไกลไม่มีครหาเรื่องนี้ แต่เขาใช้เรื่องการสร้างกระแสในโซเชียลมีเดีย ในการหาเสียง”
“การเลือกตั้งรอบนี้ เราก็ต้องยอมรับและดูโดยภาพรวมแล้ว เสียงของพรรคฯ ลดลงมากกว่าที่เขาคาดหมายเยอะ ตนไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรคฯ แต่ก็พยายามตระเวณช่วยหาเสียงไปให้ได้ 77 จังหวัด เพื่อหวังว่าจะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อเข้ามามาก เพราะดูจากผลสำรวจของ ‘นิด้าโพล’ แล้ว คาดว่าเราจะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 5 คน แต่พอไปได้สักระยะหนึ่งประมาณ 40-50 จังหวัด นายบัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรคฯ ได้ขอร้องให้ตนกลับไปช่วยในภาคใต้ ต่อมานายจุรินทร์ ก็โทรมาให้ตนลงไปใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และทุกจังหวัดก็ขอให้ไปช่วย โดยนายบัญญัติ ได้บอกว่า สถานการณ์มันเปลี่ยน มีการใช้ระบบเงินรุนแรงมาก จึงขอให้ตนรีบกลับมา เพราะตนเป็นคนต่อต้านการซื้อเสียง จึงได้ใช้คำที่ว่า ‘ชาวตรังใครอย่ามุ่งหวังซื้อด้วยเงินตรา’ ต้องเอามาใช้ใหม่ ในการรณรงค์การซื้อเสียง โดยนายจุรินทร์ก็คุยกับตนว่ามีระบบการยิงแล้ว แต่ก็เสียดายบัญชีรายชื่อเราได้ต่ำกว่าโพลที่คาดไว้ คือได้มาเพียง 3 คน” ชวน ระบุ
เมื่อถามว่าผลคะแนนของพรรคฯ ออกมาอย่างนี้ เป็นเพราะประชาชนอยากเปลี่ยนเอาคนรุ่นใหม่ขึ้นมาเป็น ส.ส.หรือไม่ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มองว่า ส่วนหนึ่งมาจากการเบื่อของเก่าแน่นอน และอีกส่วนหนึ่งคือความรู้สึกกับรัฐบาล
“เวลาเราไปหาเสียงก็จะได้ยิน แต่เราไม่วิจารณ์ใครเขา เพราะประชาธิปัตย์ก็เป็นส่วนหนึ่งในรัฐบาล แต่ถ้าพูดความจริงผลงานของนายจุรินทร์ ที่ทำเรื่องการเกษตร การประกันรายได้ ซึ่งต้องคอยดูต่อไปว่ารัฐบาลหน้าเขาจะทำอย่างไร เพราะในช่วงที่ผ่านมา การประกันรายได้สามารถทำให้เกษตรกร ชาวนาชาวไร่ ปาล์ม ข้าวโพด มีรายได้ที่แน่นอน ชาวบ้านได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น ไม่ใช่ฝ่ายการเมืองโกงไปแบบโครงการรับจำนำ ตนคิดว่าโครงการของเรา เป็นสิ่งที่ชาวบ้านได้ แต่ชาวบ้านจะเห็นหรือไม่อีกเรื่องหนึ่ง เราก็ต้องยอมรับ” ชวน ระบุ
เมื่อถามว่าในการเลือกหัวหน้าพรรคฯ และกรรมการบริหารพรรคฯ ชุดใหม่ ควรจะเป็นคนรุ่นเก่าหรือรุ่นใหม่เข้ามาบริหาร ชวน ตอบว่า “การเมืองเป็นของคนทุกรุ่น เราไม่มาเลือกว่ารุ่นเก่า รุ่นใหม่ รุ่นกลาง แต่ละรุ่นเขาก็มีศักยภาพของเขา คนรุ่นเก่าเขาก็มีอดีตที่จะช่วยพรรค คนรุ่นใหม่ก็จะมีความคิด มีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามา ปัจจุบันก็เอามาเชื่อมต่อกัน พรรคประชาธิปัตย์จึงมีอดีต ปัจจุบัน และมีอนาคต”
ส่วนเมื่อถามถึงกรณีที่ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เรียกร้องให้พรรคการเมืองต่างๆ ร่วมโหวตให้เป็นนายกฯ ชวน ตอบว่า “ตนคิดว่าอย่าไปก้าวก่ายคนอื่นเขาเลย แต่ละพรรคคิดอย่างไรก็ให้เขาคิดเอา และมีมติของเขาเอง ดังนั้น อย่าไปก้าวก่ายหรือลุกล้ำ ไม่ควรให้คนอื่นเขาคิดเหมือนตัวเอง แต่ละพรรคเขาคิดเองได้ และเขามีสติปัญญาที่จะคิดเองได้”
เมื่อถามเรื่องมุมมองต่อบทบาทของ พิธา เป็นอย่างไรนั้น ชวน ตอบว่า “ยังไม่ได้ตั้งรัฐบาลเลย แต่ก็ต้องยอมรับว่าในเสียงที่เขาชนะมา เขาก็ต้องให้ความเห็นเอง แต่เท่าที่ประเมินดูในเวลาที่เราออกไปหาเสียง จะพูดได้ว่าในท่ามกลางของการยิงด้วยเงิน พรรคกาวไกลไม่มีครหาเรื่องนี้ แต่เขาใช้เรื่องการสร้างกระแสในโซเชียลมีเดีย ในการหาเสียง”




