ชวน หลีกภัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงปัญหาตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรที่ยังไม่ลงตัวว่า เชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหา เพราะอาจจะเป็นประสบการณ์ที่ทั้ง 2 ฝ่ายอาจไม่เคยเจอ โดยทั่วไปแล้วพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมากจะได้เป็นประธานสภาฯและเป็นนายกรัฐมนตรีด้วย เพราะในอดีตที่ผ่านมา พรรคที่มีเสียงมาก อันดับ 1 กับอันดับ 2 จะเป็นคนละฝ่ายกัน จึงไม่ค่อยเกิดปัญหามาแย่งตำแหน่งกัน แต่คราวนี้ พรรคอันดับ 1 และ 2 เป็นพรรครวมรัฐบาล ทำให้เกิดปัญหาต่างฝ่ายต่างต้องการแยกตำแหน่งประธานสภาฯ แต่เชื่อว่า จะไม่เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ หากใครได้เป็นประธานสภาฯแล้ว จะได้เสนอกฎหมายของตัวเอง เพราะประธานสภาฯจะต้องทำหน้าที่เป็นกลางตามรัฐธรรมนูญกำหนด ด้วยประสบการณ์ 55 ปีของตนเอง ไม่ว่าประธานจะมาจากฝ่ายใดก็จะทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง แต่ยอมรับว่า ในอดีตก็เคยมี 1-2 คน ที่ทำหน้าที่ไม่เป็นกลาง เนื่องจากรัฐบาลสั่งให้ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่ปัจจุบันไม่เคยเห็น โดยเฉพาะการเอากฎหมายของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขึ้นมาพิจารณาก่อนทำไม่ได้ เว้นแต่จะเป็นมติจากที่ประชุม เมื่อเทียบเคียงว่าหากเป็นฝ่ายค้านแล้วจะเสนอกฎหมายยาก เมื่อเป็นรัฐบาลจะชดเชยแล้วเสนอกฎหมายเป็นร้อยฉบับก็สามารถทำได้ และสภาก็จะพิจารณาตามที่รัฐบาลขอ เช่น เรื่องด่วนก็ต้องนำมาพิจารณาก่อน ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่กฎหมายของฝ่ายค้านจะช้ากว่า แม้แต่กฎหมายการเงินก็เช่นเดียวกัน ประธานสภาไม่มีสิทธิ์ที่จะสั่งให้พิจารณาหรือรับรองให้ ต้องให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอเข้ามาพิจารณา โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ เพราะจะมีผู้เชี่ยวชาญคอยพิจารณาอยู่ ดังนั้นหากกังวลว่า ฝ่ายไหนเป็นประธานสภาฯแล้วจะเอาเปรียบอีกฝ่ายหนึ่ง ส่วนตัวคิดว่าทำได้ยาก เพราะมีกรอบเวลาในการเสนอกฎหมายอยู่แล้ว ประธานสภาฯจะละเมิดกฎเกณฑ์ไม่ได้ พอมีฝ่ายคอยตรวจสอบอยู่
ชวน ย้ำว่า กฎหมาย ม.112 ของพรรคก้าวไกลที่ไม่ถูกบรรจุในวาระการประชุมสมัยที่แล้ว เป็นความรับผิดชอบของนายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานคนที่ 1 เพราะเห็นว่า มีบทบัญญัติที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ให้แก้ไขจึงส่งคืนให้แก้ไขไม่ได้หมายความไม่รับ แต่ผู้เสนอญัตติรับกลับไปแล้วไม่ดำเนินการแก้ไข เมื่อไม่แก้ไขจึงไม่มีการบรรจุอยู่ในระเบียบวาระ ซึ่งถือเป็นแนวปฏิบัติโดยทั่วไป ใขณะที่กฎหมายประชาชนก็ได้รับการพิจารณาตามปกติ
ชวน ยังกล่าวถึง การที่พรรคตั้งรัฐบาลจะเสนอ ส.ส.ที่มีอายุน้อยมาเป็นประธานสภา ว่า ไม่ว่า ใครจะเข้ามา ทุกคนก็ต้องช่วยกัน ให้ความร่วมมือกับประธานสามารถทำงานต่อไปได้ แต่ที่สำคัญคือต้องรักษาระบบนิติบัญญัติให้มีความเข้มแข็ง ซึ่งเชื่อว่าทุกฝ่ายจะให้ความร่วมมือไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นเก่าหรือคนรุ่นใหม่ก็ตาม
ส่วนจะเสนอบุคคลต่างพรรคมาเป็นประธานสภาได้หรือไม่ ชวน มองว่า แล้วแต่ที่ประชุมจะลงความเห็น ยกตัวอย่างเช่น พรรคประชาธิปัตย์ในสมัยที่แล้วก็เป็นพรรคอันดับ 4-5 ยังได้เป็นประธานสภา เพราะห่างจากการเลือกตั้งมานาน จึงไม่มีใครมีประสบการณ์ ถึงมอบหมายให้ตนมาทำหน้าที่นี้โดยไม่กระทบโควต้ารัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์
ชวน ย้ำว่า สุดท้าย ไม่ว่าใครจะมาเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรก็ตาม ทุกคนก็จะช่วยกันสนับสนุนงานของสภาให้เดินหน้าต่อไปได้ภายใต้ระบบประชาธิปไตยของรัฐสภา
ส่วนความคืบหน้าเรื่องการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ชวน ระบุว่า ขอให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารพรรคที่จะพิจารณา โดยไม่ขอออกความเห็นเรื่องคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งนี้
ชวน ย้ำว่า กฎหมาย ม.112 ของพรรคก้าวไกลที่ไม่ถูกบรรจุในวาระการประชุมสมัยที่แล้ว เป็นความรับผิดชอบของนายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานคนที่ 1 เพราะเห็นว่า มีบทบัญญัติที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ให้แก้ไขจึงส่งคืนให้แก้ไขไม่ได้หมายความไม่รับ แต่ผู้เสนอญัตติรับกลับไปแล้วไม่ดำเนินการแก้ไข เมื่อไม่แก้ไขจึงไม่มีการบรรจุอยู่ในระเบียบวาระ ซึ่งถือเป็นแนวปฏิบัติโดยทั่วไป ใขณะที่กฎหมายประชาชนก็ได้รับการพิจารณาตามปกติ
ชวน ยังกล่าวถึง การที่พรรคตั้งรัฐบาลจะเสนอ ส.ส.ที่มีอายุน้อยมาเป็นประธานสภา ว่า ไม่ว่า ใครจะเข้ามา ทุกคนก็ต้องช่วยกัน ให้ความร่วมมือกับประธานสามารถทำงานต่อไปได้ แต่ที่สำคัญคือต้องรักษาระบบนิติบัญญัติให้มีความเข้มแข็ง ซึ่งเชื่อว่าทุกฝ่ายจะให้ความร่วมมือไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นเก่าหรือคนรุ่นใหม่ก็ตาม
ส่วนจะเสนอบุคคลต่างพรรคมาเป็นประธานสภาได้หรือไม่ ชวน มองว่า แล้วแต่ที่ประชุมจะลงความเห็น ยกตัวอย่างเช่น พรรคประชาธิปัตย์ในสมัยที่แล้วก็เป็นพรรคอันดับ 4-5 ยังได้เป็นประธานสภา เพราะห่างจากการเลือกตั้งมานาน จึงไม่มีใครมีประสบการณ์ ถึงมอบหมายให้ตนมาทำหน้าที่นี้โดยไม่กระทบโควต้ารัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์
ชวน ย้ำว่า สุดท้าย ไม่ว่าใครจะมาเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรก็ตาม ทุกคนก็จะช่วยกันสนับสนุนงานของสภาให้เดินหน้าต่อไปได้ภายใต้ระบบประชาธิปไตยของรัฐสภา
ส่วนความคืบหน้าเรื่องการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ชวน ระบุว่า ขอให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารพรรคที่จะพิจารณา โดยไม่ขอออกความเห็นเรื่องคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งนี้



