ชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงตอบโต้ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล วานนี้ (6 ม.ค. 69) โดยมีการพาดพิงในทำนอง “พื้นที่จังหวัดภาคใต้ที่มีนายกรัฐมนตรี 2 สมัยแต่ไม่ได้รับการพัฒนา” ว่า “ผมคือหนึ่งในผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระบบบัญชีรายชื่อ หมายเลข 27 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมด้วย เนื่องจากข้อความบางตอนเป็นการโจมตีให้ร้ายกัน และจากการให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นสถานที่ที่ไม่ควรโจมตีให้ร้ายใคร แต่ควรจะเป็นการแถลงนโยบายหรือผลงานมากกว่า ผมจึงอยากเตือนด้วยความเคารพ”
ที่มีการกล่าวว่าหากประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ช่วยกันเลือกพรรคภูมิใจไทย จะเอาสิ่งต่างๆ เข้าไปทำงบประมาณเพื่อพัฒนา โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมกับเป็นการเปรียบเทียบการบริหารจังหวัดสุพรรณบุรี ในสมัยบรรหาร ศิลปอาชา ที่เป็นนายกรัฐมนตรีเพียงปีเดียว แต่พัฒนาจังหวัดไปได้มาก และผู้เปรียบเทียบได้ให้สัมภาษณ์ในตอนท้ายว่า พื้นที่จังหวัดหนึ่งในภาคใต้มีนายกรัฐมนตรี 2 ครั้งติดต่อกัน “ขอให้กลับไปดูว่า วันนี้มีการพัฒนาอย่างไรบ้าง ถึงแม้ไปดูแล้วไม่มีการเอ่ยชื่อ ก็รู้ว่าเป็นผมและจังหวัดตรัง แต่ก็ไม่แน่จริง ควรเอ่ยชื่อให้หมดเรื่องหมดราว ไม่ต้องมานั่งตีความกัน ซึ่งท่านก็คงหมายถึงผม ที่เป็นนายกรัฐมนตรี 2 ครั้ง ท่านบอกว่าไม่ได้โจมตีใคร”
การที่ พิพัฒน์พูดว่าหากประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดช่วยกันเลือกพรรคภูมิใจไทย ก็จะนำเอาสิ่งต่างๆ เข้าไปทำงบประมาณเพื่อพัฒนา โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน หากสื่อมวลชนนึกออก การเลือกปฏิบัติโดยพัฒนาเฉพาะจังหวัดที่เลือกผู้แทนของเขา เคยเกิดขึ้นในสมัยทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ใช้คำว่า “พัฒนาเฉพาะจังหวัดที่เลือกไทยรักไทยก่อน จังหวัดอื่นไว้ทีหลัง” ซึ่งเป็นเรื่องที่ชัดเจนว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ ซึ่งผมเป็นหนึ่งในคนที่ต่อต้าน จึงมีผลทำให้พรรคไทยรักไทยไม่ได้รับเลือกจากภาคใต้แม้แต่คนเดียว เพราะเชื่อว่าการเลือกปฏิบัติไม่ยุติธรรม
— ชวน หลีกภัย
ชวน กล่าวอีกว่า “เพราะฉะนั้น สิ่งที่ พิพัฒน์พูดก็เป็นแนวคล้ายคลึงกัน หากประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ช่วยกันเลือกพรรคภูมิใจไทย ก็จะนำสิ่งต่างๆ เข้าไปทำงบประมาณ นั่นหมายความว่า ถ้าไม่เลือกเขา เขาก็อาจจะไม่เอาสิ่งต่างๆ เข้าไปเพื่อพัฒนา ปัญหาคือเมื่อพรรคภูมิใจไทยพูดแล้วทำ เมื่อพูดอย่างนี้ก็คือพูดแล้ว เขาก็ควรจะทำ คือถ้าไม่เลือก เขาก็จะไม่จัดงบประมาณไปให้ เป็นการเลือกปฏิบัติโดยตรง”
โดยหลักแล้วขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 ที่ย้ำไว้ว่า “จะเลือกปฏิบัติเพราะความคิดความเห็นทางการเมืองแตกต่างกันไม่ได้” เพราะการเลือกหรือไม่เลือก ถือว่าเป็นการเห็นทางการเมือง และถ้านักการเมืองใช้วิธีการนี้ ความขัดแย้งแตกแยกในบ้านเมืองก็จะเกิดขึ้น อย่างในสมัย ‘ทักษิณ’ และจะเกิดความไม่เป็นธรรมต่อกระบวนการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย จนผิดเพี้ยนไป กลายเป็นการพัฒนาเฉพาะพื้นที่ที่เลือก ไม่เลือกก็ไม่มีการพัฒนา แต่เก็บภาษีเขา ผมจำได้ว่าเคยเรียกร้องเรื่องนี้ เมื่อเขาเสียภาษีเช่นเดียวกัน ก็ต้องพัฒนาเหมือนกัน
— ชวน หลีกภัย
ชวน ยังระบุอีกว่า “การนำไปเปรียบเทียบจังหวัดตรัง ในส่วนของผมนั้น เมื่อเป็นนายกรัฐมนตรี 2 สมัย ผมโชคดีเป็น 6 ปีกว่า เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งนานที่สุด จึงได้ทำโครงการพัฒนาประเทศ ไม่ได้เจาะจงทำเฉพาะจังหวัดตรัง โครงสร้างพื้นฐานไม่ได้ตัดถนนเข้าเฉพาะจังหวัดตรัง แต่ทำทั่วประเทศ พร้อมยกตัวอย่างโครงการพัฒนาถนน 4 เลน ภาคเหนือสิ้นสุดที่จังหวัดเชียงราย ภาคอีสานสิ้นสุดที่จังหวัดหนองคาย ภาคใต้สิ้นสุดที่จังหวัดชายแดนเชื่อมมาเลเซีย นี่คือการบริหารงานในสมัยที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่เลือกปฏิบัติว่าจะเลือกผมหรือไม่”
ชวน กล่าวต่อไปว่า “โครงการเบี้ยผู้สูงอายุ ได้ริเริ่มในสมัยผม จนมาถึงรัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ และทักษิณ ชินวัตร แต่ไม่มีการเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ มามีการเพิ่มในสมัยพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ จาก 200 บาทเป็น 500 บาท และเป็นต้นแบบจนถึงปัจจุบันที่ได้เดือนละ 600–800 บาท และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศว่าจะเพิ่มเป็น 1,000 บาท ต้องพูดในสิ่งที่เป็นไปได้ ไม่พูดเอาคะแนนเสียงแล้วทำไม่ได้ ขณะเดียวกันผมยังเป็นผู้ผลักดันจังหวัดตรังให้มีมหาวิทยาลัย และล่าสุดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ก็มาจากนักกีฬาในมหาวิทยาลัยกีฬาจังหวัดตรัง รวมถึงริเริ่มให้เด็กดื่มนม จนเด็กมีความสูงได้มาตรฐานโลก”
พร้อมเผยด้วยว่า “พิพัฒน์นั่งเครื่องบินไปจังหวัดตรัง แล้วพบกับผม เพื่อไปหา สส. ได้มา 2 คน ผมก็ไม่ได้พูดอะไร ไม่เกรงใจ ไม่ให้เกียรติชาวตรัง ผมก็ไม่เคยวิจารณ์ แต่การพาดพิงอย่างนี้ส่งผลกระทบต่อการหาเสียงจังหวัดตรัง คนจะเข้าใจผิดว่าผมไม่เคยทำอะไรให้จังหวัดตรัง ซึ่งผมก็พัฒนาจังหวัดตรังเหมือนจังหวัดอื่น ไม่อยากให้คนไปเที่ยวตรังแล้วด่าว่าเอางบประมาณไปทำบ้านมันคนเดียว จังหวัดตรังยังมีรถไฟ มีอาคารสนามบินที่สวยที่สุด ซึ่งผมของบประมาณจากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา สมัยที่ผมเป็นประธานรัฐสภา และตรังเป็นจังหวัดเดียวที่มีจตุรัสเมือง ซึ่งเป็นความพยายามมากว่า 20 ปี พร้อมชวนผู้สื่อข่าวไปเที่ยวเมืองตรังเพื่อชมจตุรัสเมือง”
ในการทำงานในฐานะนายกรัฐมนตรี ผมถือหลักว่าเราเป็นนายกรัฐมนตรีของคนทั้งประเทศ ดังนั้นการจะทำนโยบายอะไรก็ตาม ต้องไม่เจตนาที่จะทำเพื่อประโยชน์ในบ้านตัวเองเท่านั้น ต้องทำเพื่อประโยชน์ของคนทั้งประเทศ ทุกจังหวัด นี่เป็นแนวที่ผมและพรรคประชาธิปัตย์ยึดปฏิบัติมาจนถึงปัจจุบัน การที่พิพัฒน์ใช้ทำเนียบรัฐบาลเป็นที่กล่าวโจมตีให้ร้าย กระทบในทางกฎหมาย ในหลักแล้วไม่ถูกต้อง พูดให้ร้ายไม่ตรงกับความเป็นจริง ไปเปรียบเทียบกับสุพรรณบุรีซึ่งก็ไม่มีสนามบิน
— ชวน หลีกภัย
ชวน กล่าวอีกว่า “การเป็นนักการเมืองต้องให้ความสำคัญกับประชาชนทุกจังหวัด ประชาธิปไตยจะไปได้เมื่อมีความยุติธรรม ไม่ใช่ว่าถ้าไม่เลือกคนนั้นแล้วบ้านเมืองจะล้าหลัง หรือถ้าไม่เลือกคนนี้แล้วจะไม่ได้รับการพัฒนา แต่ต้องมองว่าใครเป็นรัฐบาลก็ต้องมีหน้าที่พัฒนาทุกจังหวัดทั่วประเทศ ผมภูมิใจที่เป็นนายกรัฐมนตรี 2 สมัย ได้ทำหน้าที่กระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค และให้ความสำคัญกับเรื่องของคน”
ใครมาเป็นรัฐบาลในเที่ยวหน้า ไม่ว่าใครก็ตาม อย่าใช้วิธีที่พิพัฒน์พูด พี่น้องภาคใต้ขอให้รับรู้ ถ้าทำอย่างที่ทักษิณเคยทำ ควรจะเลือกพรรคการเมืองประเภทนี้หรือไม่ สำหรับพี่น้องชาวตรัง ขอให้รับทราบว่าสิ่งที่พิพัฒน์พูด ผมได้พัฒนาจังหวัดตรังเหมือนที่พัฒนาจังหวัดอื่น ไม่มีข้อยกเว้น ไม่เอาเปรียบจังหวัดอื่น ให้ความเป็นธรรมกับทุกจังหวัด ในฐานะตัวแทนชาวตรัง ผมไม่อยากให้ใครมาจังหวัดตรังแล้วด่าว่าจังหวัดนี้เอาเปรียบจังหวัดอื่น เอางบประมาณมากองอยู่ที่นี่ ผมไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้น
— ชวน หลีกภัย
ชวน ยังกล่าวอีกว่า “ที่จริงไม่ว่ารัฐบาลจะมาจากระบบยึดอำนาจ หรือเลือกตั้ง มีแค่รัฐบาลทักษิณ เป็นรัฐบาลแรกที่ประกาศชัดเจนว่าจะพัฒนาจังหวัดที่เลือกเพื่อไทยก่อน จังหวัดอื่นไว้ทีหลัง ซึ่งผมเพิ่งเห็นพิพัฒน์ เพิ่งมาพูด นอกนั้นก็ได้บทเรียน ส่วนใหญ่จะพูดในทำนองว่า ยินดีอย่างยิ่งที่จะพัฒนา ไม่ได้เจาะจงจังหวัดใด”
เมื่อถามว่า ถ้า พิพัฒน์ มาขอพูดคุยทำความเข้าใจจะว่าอย่างไร ? ชวน กล่าวว่า “ส่วนตัวรู้จักกัน พิพัฒน์ ก็ลงไปหา สส. เจอกันในเครื่องบินอยู่ ผมคิดว่าพิพัฒน์เป็นนักธุรกิจที่มาทำงานการเมือง ถ้าทัศนคติอาจจะมองแบบนักธุรกิจการเมืองที่เราเคยเห็น มองต้องมีกำไรขาดทุน เมื่อลงทุนแล้ว ต้องได้ ดังนั้นเลือกถึงจะให้ ซึ่งความจริงได้นักการเมืองระบอบประชาธิปไตยจริงๆ ทำเช่นนั้นไม่ได้ แต่นักธุรกิจที่มาทำงานการเมืองที่ดีก็มี ความสำนึก ความเข้าใจธุรกิจ และทำงานการเมืองก็ต้องเอากำไร ซึ่งความจริงเป็นงบหลวงไม่ใช่งบส่วนตัว การเลือกปฏิบัติไม่ควรจะมี เพราะเปลี่ยนแปลงการปกครองมา 90 กว่าปี”
สิ่งเหล่านี้มีบทเรียนมาแล้ว และผมว่าพรรคเพื่อไทย ก็ได้บทเรียนมาก ไม่มี สส.ใต้ แม้แต่คนเดียว แม้จะได้ สส. มาเป็นร้อย เป็นผลมาจากพวกเรารณรงค์ ว่าอย่าเลือกพรรคที่แกล้งเรา ซึ่งแน่นอนว่าคนก็รู้สึกเจ็บปวด
— ชวน หลีกภัย
เมื่อถามว่า การที่พิพัฒน์ ออกมาพูดเช่นนี้เหมือนกับทักษิณ แสดงว่าพรรคภูมิใจไทยจะไม่ได้ที่นั่งใช่หรือไม่? ชวน กล่าวว่า “ถ้าข้อมูลนี้ไปถึงชาวบ้าน ผมว่าเขาจะคิด เพราะเขาบอกว่าพูดแล้วทำ แต่ผมว่าเรื่องนี้จะมีปัญหาอยู่เหมือนกัน ความจริงผมก็ไม่มีอะไร ฉะนั้นท่านจะมาพาดพิงเรื่องอะไร ถ้าท่านไปหาต้นตอที่ตรัง ผมยังไม่ได้พูดอะไรเลย แต่ว่าท่านทำเหมือนกับไม่ให้เกียรติคนตรัง แต่ท่านก็ไปพูดอย่างนี้ ไม่ไปว่าอะไร เจอก็ทักทายกัน”
เมื่อถามย้ำว่า เป็นเพราะพรรคประชาธิปัตย์ได้รับการตอบรับที่ดีในภาคใต้ใช่หรือไม่? ชวน กล่าวว่า “ไม่ทราบว่าดีหรือไม่ดี แต่แนวปฏิบัติเรามีมามากแล้ว ท่านอาจจะไม่สามารถปรับเป็นนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยได้ 100% ท่านอาจมองเป็นเรื่องธุรกิจที่ต้องได้ประโยชน์ และต้องได้กำไร การเมืองจะคิดอย่างนั้นไม่ได้”




